การศึกษาก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ คือ มีความเป็นพลวัต หรือ Dynamism อย่างไรก็ดี แม้จะพาดหัวเอาไว้แบบนั้น แต่ต้องยอมรับว่า การศึกษา “ฟินแลนด์” คืออันดับหนึ่ง


แต่ชื่อเสียงดังกล่าว ก็ผ่านกาลเวลามาร่วม 10 ปีแล้ว ซึ่งผมยังแปลกใจว่า ทุกวันนี้ ยังมีคนไทยแห่กันไปดูงานด้านการศึกษา “ฟินแลนด์” ทั้งที่กระบวนทัศน์ทางด้านการศึกษาระดับสากลในปัจจุบัน ได้คลี่คลายออกจาก “ฟินแลนด์” และ “ฟินแลนด์” เองก็ปรับเปลี่ยนมโนทัศน์แบบ Paradigm Shift มาไกลพอสมควรแล้ว

แม้ผมจะพาดหัวว่า “สิงคโปร์” คือ “ตัวจริง” ด้านการศึกษาในวันนี้ ทว่า แท้ที่จริงแล้ว “จีน” เคยแซง “ฟินแลนด์” มาก่อนหน้า “สิงคโปร์” ด้วยซ้ำ ดังที่นำเสนอไปแล้วในบทความ วิเคราะห์หาสาเหตุ การศึกษา “จีน” แซงหน้า “อเมริกา” ได้อย่างไร บทความนี้จึงนำปัจจัยที่ทำให้แวดวงการศึกษา “สิงคโปร์” ก้าวไปสู่ความสำเร็จกันบ้าง

โดยทั่วไป การประเมินว่า สิ่งใดดีหรือไม่ดีนั้น โลกเรามาไกลกว่าการใช้ความรู้สึกในการหาผลสรุปกันมานานแล้ว เพราะสังคมสมัยใหม่นำตัวชี้วัดมาใช้ในการประเมินแทบทั้งสิ้น

วงการการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ดังที่กล่าวไปข้างต้น ว่า “ความรู้สึก” ที่ว่า “ฟินแลนด์” เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการศึกษานั้น ดูจะเป็นข้อมูลเก่าที่ย้อนไปเกือบ 10 ปี เพราะหากดูตัวชี้วัดด้านการศึกษาระดับสากลที่นานาชาติให้การยอมรับ คือ PISA ในปัจจุบัน เราจะพบว่า “สิงคโปร์” คือ “เบอร์หนึ่ง” ด้านการศึกษาครับ

PISA ย่อมาจาก Program for International Student Assessment โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี จำนวน 3 สายรายวิชา

PISA หรือ “การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ” จำนวน 65 ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อสำรวจว่า ระบบการศึกษาของสมาชิก ได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิต และการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่

โดย PISA จะเน้นการประเมินทักษะสำหรับชีวิตประจำวัน มากกว่าการเรียนตามหลักสูตรปกติ จำนวนสามด้าน คือการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์

PISA ประเมินสมรรถนะที่เรียกว่า Literacy หรือ “การรู้เรื่อง” คือการอ่านรู้เรื่อง การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์

ผลคะแนน PISA ครั้งล่าสุดคือปี ค.ศ. 2015 ปรากฏดังตาราง ซึ่งจะเห็นได้ว่า “สิงคโปร์” มาเป็น “อันดับหนึ่ง” ทั้ง 3 รายวิชา คือ “การอ่านรู้เรื่อง” “การรู้เรื่องคณิตศาสตร์” และ “การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์”

หากจะวิเคราะห์ความสำเร็จของ “สิงคโปร์” ในวันนี้ เราคงต้องย้อนไปดู “ยุทธศาสตร์การศึกษา” ของ “สิงคโปร์” กันก่อน


เหตุผลแรก “สิงคโปร์” มี “ระบบการสอบ” ที่เข้มแข็ง

“สิงคโปร์” ใช้ระบบ The Primary School Leaving Examination (PSLE) หรือการสอบระดับประเทศของเด็กชั้นประถมศึกษาเพื่อประเมินเด็กแต่ละคน

แน่นอนว่า กระบวนการสอบของ “สิงคโปร์” ไม่เน้น “การท่องจำที่ล้าหลัง” แต่เน้นที่ “ระบบคิด” และ “ทักษะการนำไปใช้”

ยกตัวอย่าง วิชาคณิตศาสตร์ การสอนพีชคณิตสำหรับเด็กเล็ก “สิงคโปร์” จะให้เด็กใช้ “ภาพ” ในการวิเคราะห์พื้นที่ ปริมาตร เด็กจะใช้ “ภาพ” ในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่ทราบและไม่ทราบปริมาณ แทนการคำนวณที่น่าเบื่อ

ในวิชาภาษาอังกฤษ “สิงคโปร์” ไปไกลมากกว่าการให้เด็กท่องศัพท์ หรือเรียน Grammar เพราะ “สิงคโปร์” ให้เด็กฝึกเขียนเรียงความ

การเขียนเรียงความ แน่นอนว่า เป็นการฝึกฝนด้านภาษาแบบบูรณาการ เพราะเด็กต้องรู้จักเลือกใช้คำ หรือศัพท์ที่เหมาะสมกับประโยค หรือบริบทของเรื่องที่ต้องการนำเสนอ

และแน่นอนว่า การเขียนประโยคต่างๆ ในเรียงความ ย่อมต้องอาศัยความรู้ด้านไวยากรณ์ หรือ Grammar ที่ดี นอกจากนี้ ความยากของข้อสอบเรียงความ “สิงคโปร์” ไม่ได้ให้โจทย์เป็นตัวอักษร แต่ใช้ภาพหรือโปสเตอร์ เด็กๆ จะต้องมีทักษะด้านการเชื่อมโยง เด็กต้องนำความรู้ และประสบการณ์ทั้งหมดเขียนบรรยายออกมาเป็นเรียงความ และนี่คือการประเมินทักษะการคิดของเด็กนั่นเอง

ในวิชาวิทยาศาสตร์ “สิงคโปร์” จะให้เด็กออกไปเรียนรู้นอกสถานที่ ซึ่งอาจไม่ใช่สวนสาธารณะเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับต้นไม้หรือสิ่งแวดล้อมเหมือนที่อื่นๆ แต่ “สิงคโปร์” ใช้สถานที่ที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ ร้านกาแฟ โดยฝึกให้เด็กได้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของร้านกาแฟในเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น ให้เด็กค้นหา ว่าเหตุใด จึงมีฝ้าหรือไอน้ำเกาะที่กระจกหน้าร้าน ไอน้ำหรือหมอกมาจากไหน และเกิดจากอะไร เกิดจากอากาศข้างนอกร้านเย็นกว่าหรืออุ่นกว่าข้างในร้านเป็นต้น

นอกจากกระบวนการสอบที่เข้มข้นแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งเสริมความเป็นผู้นำทางการศึกษาของ “สิงคโปร์” ก็คือ “วัฒนธรรม”

เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวเอเชียทั่วโลกให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นทุนเดิม เห็นได้จากความสำเร็จของเด็กๆ ชาวญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาระดับโลกในปัจจุบัน แซงหน้าเด็กๆ จากชาติตะวันตก

นั่นเกิดจากปมในใจที่ว่า ชาวเอเชียล้าหลังฝรั่ง โดยเฉพาะด้านการศึกษา เด็กเอเชียจึงต้องทุ่มเทให้กับการศึกษามากเป็นสองเท่า โดยเฉพาะเด็ก “สิงคโปร์” ที่ได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานหลายทศวรรษ ดอกผลของ PISA ในวันนี้คือคำตอบของปัจจัยด้านวัฒนธรรมครับ

ปัจจัยประการสุดท้าย คือการส่งเสริมจากภาครัฐ ที่นำโดยภาคอุตสาหกรรมที่ให้สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา และทุนวิจัย หรือการฝึกงาน และการรับเข้าทำงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของ “สิงคโปร์” นอกจาก Teach Less Learn More ที่รู้จักกันทั่วไปมานานหลายสิบปีแล้ว ยุทธศาสตร์การจัดการเรียนการสอน ที่เน้นให้เด็ก “คิดอย่างมีวิจารณญาณ” หรือ Critical Thinking ตามมาตรฐานของ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” คือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแวดวงการศึกษาของ “สิงคโปร์” ให้ก้าวขึ้นสู่ “เบอร์หนึ่ง” ของโลกในเวลานี้

Critical Thinking แปลว่า “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” หรือ “การคิดเชิงวิพากษ์” แน่นอนว่า นี่ย่อมไม่ใช่ “การท่องจำ” แบบนกแก้วนกขุนทอง เพราะ “ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ” นั้น ทำให้เด็กๆ มีความสามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ แยกแยะ ตรึกตรอง ไม่ว่าจะเป็น

1. การคัดกรองข้อมูลที่ผ่านเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และนำข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองนั้นไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและคาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี

2. การค้นหาข้อมูล ทั้ง “ข้อมูลจริง” และ “ข้อเท็จจริง” อันนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นที่มีต่อ “ข้อมูลจริง” และ “ข้อเท็จจริง” เหล่านั้น

3. การเชื่อมต่อ “รูปแบบข้อเท็จจริง” กับ “ความคิดเห็น” เพื่อจัดระบบความคิดในระดับตกผลึก อันนำไปสู่การตีแผ่ความคิดเหล่านั้นให้สามารถใช้งานได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

4. ค้นหาจุดอ่อนของตนเอง เพื่อสะท้อนและระบุจุดอ่อนในระบบคิด อันนำไปสู่การสรุปความคิดรวบยอด และสามารถนำเสนอด้วยการสื่อสารความคิดของตนสู่ผู้อื่นได้อย่างตรงประเด็น สมเหตุสมผล และน่าเชื่อถือ


เหตุใด “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” จึงมีความสำคัญ

1. เพราะ “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” หรือ “การคิดเชิงวิพากษ์” ช่วยให้เด็กๆ เกิดความยืดหยุ่นในการคิด ในยุคที่ข้อมูลและความคิดเห็นเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

2. ช่วยให้เด็กๆ สามารถประเมินได้ว่า คิดแนวคิดและวิธีการดั้งเดิมนั้น ไม่ชัดเจนและไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น

3. ช่วยให้เด็กๆ มองเห็นภาพรวมและเข้าใจประเด็นสำคัญที่แท้จริง

4. ช่วยให้เด็กๆ สามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองและสามารถช่วยเหลือตนเองเมื่อพบปัญหาเฉพาะหน้าหรือปัญหาในอนาคตที่คาดไม่ถึง

และนี่คือปัจจัยที่ทำให้ “สิงคโปร์” ขึ้นเป็น “เบอร์หนึ่ง” ด้านการศึกษาโลกในปัจจุบันนั่นเองครับ


สนใจบทความเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศต่างๆ แนะนำให้อ่านบทความเหล่านี้ต่อ

วิเคราะห์หาสาเหตุ การศึกษา “จีน” แซงหน้า “อเมริกา” ได้อย่างไร

ประกาศศักดิ์ศรี ‘อุตสาหกรรมการศึกษาจีน’ ยุครุ่งเรือง เมื่อจีนแซงหน้าสิงคโปร์ ครองแชมป์ ‘มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย’

รู้ก่อนตัดสินใจ ‘เรียนต่อที่นิวซีแลนด์’ กับยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน ‘นิวซีแลนด์ เมืองหลวงแห่งการศึกษาต่อของโลก ปี 2019’