จากนี้ไป แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่องทางออนไลน์อีกต่อไป เพราะ อีคอมเมิร์ซ ยุคนี้ิพัฒนาไปอีกขั้นตั้งแต่ความสามารถในการวิเคราะห์ความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคได้โดยตรง ส่วนศักยภาพของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยสามารถจ้างโรงงานผลิตสินค้า Private brand เพื่อขายในแพลตฟอร์มของตนเองในราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์อื่นๆ หรือบางเจ้ายังนำสินค้าที่สั่งผลิตจากโรงงานมาจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออฟไลน์ผ่านการมีหน้าร้าน ซึ่งการก้าวข้ามแพลตฟอร์มจากออนไลน์มาเป็นออฟไลน์ได้นี้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ขายสินค้าทางช่องทางธรรมดาทั่วไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ดังนั้น ในปัจจุบันเจ้าของ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จึงไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์อีกต่อไป ด้วยข้อได้เปรียบด้านการมีฐานข้อมูลการจับจ่ายของผู้บริโภค ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่นิยมออกมาจำหน่ายให้กับลูกค้าโดยตรงในแพลตฟอร์มของตนเองได้รวมถึงยังขยายไปสู่การมีหน้าร้านขายสินค้าเหล่านั้นอีกทางหนึ่งด้วย

เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ล่าสุด “เมื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่หยุดแค่ online อีกต่อไป” ภัทรวดี รัตนะศิวะกูล นักวิเคราะห์ประจำ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB จึงได้เขียนบทความชื่อเดียวกันนี้ขึ้น เพื่ออัปเดตความเปลี่ยนแปลงล่าสุดในวงการอีคอมเมิร์ซให้ทุกคนได้ทราบ


รู้ความต้องการของลูกค้าได้ โอกาส แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ก็โตต่อได้ไม่หยุด

เมื่อเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายของลูกค้า จึงล่วงรู้ได้ว่าสินค้าใดกำลังเป็นที่นิยม จากรีวิวต่างๆ ในแพลตฟอร์มที่ช่วยสะท้อนกระแสตอบรับของผู้บริโภคมาออกแบบสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ต่างจากพ่อค้า แม่ค้า ในแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้

ยกตัวอย่าง Amazon เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของโลก มีผู้ใช้กระจายอยู่ใน สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป อินเดีย สิงคโปร์ และที่อื่นๆ ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาออกแบบสินค้าของตนเอง อีกทั้งเจ้าของแพลตฟอร์มยังมีข้อมูลผู้ผลิตสินค้า ทำให้รู้ว่าผู้ผลิตรายใดสามารถผลิตสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่า แต่คุณภาพใกล้เคียงกับผู้ผลิตรายอื่น และจ้างโรงงานเหล่านั้นผลิตสินค้า Private brand ในปริมาณมาก ทำให้ได้สินค้าในต้นทุนที่ไม่สูง โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเป็นของตนเอง จึงไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการแบกรับต้นทุน

ด้วยผลของการเข้าถึงแหล่งผลิตต้นทุนต่ำได้ จึงเอื้ออำนวยให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุน และเปลี่ยนไปผลิตสินค้าใหม่ได้สะดวก เพราะสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายทางอีคอมเมิร์ซจะเป็นสินค้าที่มาไวไปไว หรือมีกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นไว และจางหายไปอย่างรวดเร็ว


ข้อมูลความต้องการของลูกค้า ต่อยอดสู่การกำหนดทิศทางการผลิตสินค้า Private brand โดนใจนักช้อปมากขึ้น         

อย่าง Amazon ได้ทำ Private brand ในสินค้าหหลากหลายประเภทและหลากหลายแบรนด์ เช่น AmazonBasics ผลิตของใช้ทั่วไปในบ้าน เช่น สาย HDMI แบตเตอรี สายส่งสัญญาณเสียง มีด Amazon Collection ผลิตอัญมณี Amazon Essentials ผลิตเสื้อผ้า Pinzon ผลิตผ้าเช็ดตัว, เครื่องนอน เป็นต้น

ในปัจจุบัน Amazon จึงมีสินค้า Private brand ทั้งสิ้น 406 แบรนด์ จำนวนกว่า 23,142 ชิ้น อย่างในประเทศอินเดียมีผู้เล่นอีคอมเมิร์ซที่ชื่อ Flipkart ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นที่ Walmart จากสหรัฐฯ เข้าไปลงทุนถือหุ้นใหญ่กว่า 77% โดย Flipkart เองก็สร้าง Private brand ขึ้นมาด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และขายในราคาต่ำกว่าสินค้าแบรนด์

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้เล่นในตลาดขนาดใหญ่จากจีนอย่าง Alibaba และ JD.com ที่ครองสัดส่วนการค้าอีคอมเมิร์ซ 58.2% และ 16.3% ตามลำดับ ก็ได้สร้าง Private brand ขึ้นมาเช่นกัน โดยชนิดของสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าสำหรับท่องเที่ยว แต่เมื่อมองในมุมของเจ้าของโรงงานผลิตสินค้า ที่แม้จะได้ปริมาณการผลิตทีละมากๆ จากคำสั่งผลิตสินค้าของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่อาจต้องเผชิญกับคำสั่งผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มไม่สม่ำเสมอ ตามสินค้าที่เป็นที่นิยมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ


เมื่อ Amazon ผู้เล่นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก ปลดล็อค นำสินค้า Private brand มาขายเองได้ อะไรจะเกิดขึ้น

ล่าสุด Amazon ได้ปอดล็อค นำสินค้า Private brand มาขายบนแพลตฟอร์มของตนเองแข่งกับผู้ขายสินค้ารายอื่นด้วยราคาที่ต่ำกว่าถึง 15-20% ทำให้ Amazon อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบผู้เล่นอื่นๆ ทำให้สินค้า Private brand ของตนเอง ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของการเสิร์ชของลูกค้า

และไม่นานมานี้ Amazon ได้ทดลองการใช้โฆษณาแบบ Pop up ที่เป็นการนำเสนอสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่ลูกค้าเสิร์ชในราคาที่ต่ำกว่า โดยสินค้านั้นอาจจะเป็นสินค้า Private brand ของทาง Amazon เองที่มีราคาถูกกว่าสินค้าที่มีแบรนด์

อีกทั้ง Amazon ยังมีช่องทางอื่นๆ ให้เข้าถึงลูกค้า เช่น Amazon สามารถส่งโฆษณาสินค้าไปที่อีเมลลูกค้าได้ ส่วน แบรนด์ Flipkart ที่กล่าวถึงในตอนต้น ก็สร้าง Private brand ขึ้นมาขายในแพลตฟอร์มของตนเอง

ฉะนั้น ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าการเคลื่อนไหวในรูปแบบนี้ของเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อาจทำให้ผู้ขายสินค้าที่มีแบรนด์ที่ไม่แข็งแรง เอกลักษณ์ไม่ชัดเจนที่ลูกค้าไม่มี loyalty ต่อแบรนด์มากนัก ต้องเสียฐานลูกค้าเพราะลูกค้าเปลี่ยนไปใช้สินค้าที่มีคุณลักษณะเหมือนกันแต่ราคาถูกกว่าอย่างสินค้า Private brand ที่กล่าวมา


www.geekwire.com

ต่อที่สอง อะเมซอน ประกาศ ขยายแพลตฟอร์ม ออนไลน์ สู่ ออฟไลน์ เต็มตัว

อีกหนึ่งการเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่ เจ้าแห่งอีคอมเมิร์ซโลก อย่าง Amazon ที่ทำเอาวงการสะเทือนคือ การขยายแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ออกไปสู่ช่องงทางการค้าช่อง offline โดย Amazon ได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจค้าปลีก Whole Foods รวมถึงธุรกิจรับส่งอาหารและประกอบอาหารของ Deliveroo ซึ่งการสยายปีกธุรกิจในครั้งงนี้ ทำให้ Amazon สามารถนำสินค้า Private brand ที่จ้างผลิตมาขายในรูปแบบที่มีหน้าร้าน หรือ ออฟไลน์ ให้แก่ลูกค้าได้อีกด้วย

ส่วนเจ้าแห่งอีคอมเมิร์ซฝั่งตะวันออกอย่าง Alibaba ก็ไม่น้อยหน้า ได้เริ่มหันมาลงทุนร้านค้าออฟไลน์มากขึ้น โดย Alibaba ได้นำสินค้า Private brand ที่จ้างผลิตมาขายในรูปแบบร้านออฟไลน์ ที่มีชื่อว่า Taobao Xinhuan มาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2017 โดยวางจำหน่ายในร้านทั้ง 3 สาขาในจีน นั่นทำให้ Alibaba สามารถขายสินค้า Private brand ได้โดยตรง

asia.nikkei.com

ส่งผลให้ Margin อีกทั้งการเปิดร้านออฟไลน์ เป็นการใช้โมเดลธุรกิจแบบใหม่อย่าง NewRetail หรือ O2O (online to offline) ซึ่งเป็นการเชื่อมร้านค้าออนไลน์เข้ากับร้านค้าออฟไลน์ ในรูปแบบของการส่งเสริมธุรกิจซึ่งกันและกัน โดย Alibaba สามารถใช้ข้อมูลธุรกรรมที่มีเพื่อนำสินค้าที่ลูกค้าต้องการจากโลกออนไลน์ มาขายในโลกออฟไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้รวมทั้งสามารถชำระเงินออนไลน์ได้ บริการนี้ยิ่งทำให้ Alibaba ได้ใจลูกค้ามากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ Alibaba ยังสามารถเก็บพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ด้วย ส่งผลให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ Alibaba สามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้นจากข้อมูลธุรกรรมที่มีอยู่

สำหรับผู้เล่นอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ในจีนต่างก็หันมาจำหน่ายสินค้า Private brand ผ่านหน้าร้านเช่นเดียวกัน เช่น Jingzao โดย JD.com และ NetEase Yanxuan โดยเฉพาะ NetEase จะเห็นว่าเจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้แผ่อิทธิพลไปยังธุรกิจต้นน้ำ และธุรกิจปลายน้ำมากขึ้น ซึ่งนี่เท่ากับว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะเข้ามามีส่วนสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้นนั่นเอง


ที่มา : บทความเรื่อง “เมื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่หยุดแค่ online อีกต่อไป” ภัทรวดี รัตนะศิวะกูล นักวิเคราะห์ประจำ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ล้วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนยุคนี้ คลิกอ่านต่อเพื่ออัปเดตกันต่อเลย

ถอดรหัสความสำเร็จ พิชิตภารกิจ ‘Digital Transformation’ ปฏิรูปธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างไรให้ปัง

‘แพลตฟอร์มออนไลน์’ นวัตกรรมสร้างสุขสำหรับคนรุ่นใหญ่ สร้างชุมชนออนไลน์น่าอยู่ พร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสร้างสรรค์

จ่อคิวฮิต Bio-Payment มิติใหม่ของการจ่ายเงินยุค ‘สังคมไร้เงินสด Cashless Society’ ยกระดับชีวิตให้ง่ายขึ้นได้อีก