หลายคนเห็นตรงกันว่า ชีวิต เริ่มต้นจริงๆ เมื่อเรียนจบ ดังนั้น ตรงหัวเลี้ยวหัวต่อนี่เอง ที่เชื่อกันว่าหากเริ่มต้นได้ดี ก็เปรียบเสมือนการเดินไปบนเส้นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จแล้ว ซึ่งถ้าใครมีความปรารถนาชัดเจนว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือการประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน และสักวันหนึ่งจะเติบโตไปเป็นเจ้าของกิจการ มีฐานะที่มั่นคง เชื่อว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นไอดอลในใจใครหลายคนต้องมีชื่อของ บิล เกตส์ Bill Gates อยู่ด้วยแน่นอน


เพราะทุกคนต่างรู้จัก บิล เกตส์ Bill Gates ในฐานะผู้ก่อตั้ง Microsoft มหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับโลก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บิล เกตส์ ดูจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ และถ้ามีโอกาสเขาจะไม่ลืมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และแนวทางการสร้างสมดุลชีวิต ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน ทำธุรกิจ และการทำสิ่งดีๆคืนกลับให้สังคมทุกครั้งเมื่อมีโอกาสเสมอ

เช่นกัน เพื่อส่งต่อแนวคิดดีๆ ชี้แนะแนวทางในการใช้ชีวิตให้กับกลุ่มนักศึกษาจบใหม่หรือเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย มหาเศรษฐีท่านนี้ มักตอบรับคำเชิญเพื่อไปเป็นองค์ปาฐกถากล่าวให้ข้อคิดในพิธีรับปริญญาบัตรของสถาบันการศึกษาหลายแห่งเสมอ โดยครั้งหนึ่ง เกตส์ สื่อสารบนเวทีของงานพิธีรับปริญญาบัตร ณ สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ว่า

“ที่ผ่านมา มักมีนักศึกษาจบใหม่ มาขอให้ผมแนะนำแนวทางในการเริ่มต้นชีวิตทำงานอยู่เสมอ ทุกครั้งผมก็มักจะเริ่มคิดและจินตนาการไปว่า ถ้าผมสามารถย้อนเวลากลับไปได้ในวันที่เรียนจบ สิ่งที่ตัวผมปรารถนาที่จะได้รู้ในวันนั้น คือเรื่องต่อไปนี้”


5 ข้อคิด ส่งต่อจาก ‘บิล เกตส์ Bill Gates’ ถึงเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย

  • เทคโนโลยี AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และพลังงาน ตัวแปรสำคัญเปลี่ยนโลก

ที่ผ่านมา เกตส์ มักจะพูดในทำนองทำนายล่วงหน้าถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในรอบ 1-2 ทศวรรษ ได้อย่างแม่นยำในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของพลังงานทดแทน ที่ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันแทนที่น้ำมัน หรือเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ ที่กลายมาเป็นความหวังของผู้คนในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆแบบครบวงจร ขณะเดียวกันเขายังเคยฟันธงด้วยว่าเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง Artificial Intelligent –AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ และยานยนต์อัจฉริยะ จะมาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทั้งที่ตอนนั้นหลายคนอาจปรามาสว่าเขาเพ้อเจ้อ แต่วันนี้ทุกสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ เกิดขึ้นจริงแทบทั้งหมด

วันนี้ เมื่อต้องสื่อสารกับนักศึกษาจบใหม่ เกตส์ จึงย้ำว่า เทคโนโลยี AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และพลังงาน ทั้ง 3 เทคโนโลยีที่เขาพูดถึงนี้ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษยชาติมากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว แม้ว่าในปัจจุบันนี้โลกของเราจะตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพแล้ว แต่เขายังคงเชื่อว่าขอบเขตของมันยังไปได้อีกไกล รวมถึงเรื่องของพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน ที่จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยกอบกู้โลกให้กลับมาน่าอยู่อีกครั้ง

  • จำไว้ว่า ความฉลาด หรือ IQ สูง ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด อีกต่อไป

มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่โลกนี้มักจะยกย่องคนฉลาด เพราะแม้แต่ตัวของ เกตส์ เองก็ให้ความสำคัญและชื่นชมกับคนที่มีไหวพริบและฉลาดมาเป็นเวลานานเหมือนกัน จนตัวเขาเพิ่งมาเข้าใจว่าในยุคนี้ “ความฉลาดไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด” รวมถึง ความฉลาด ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องไหวพริบหรือความฉลาดแบบมี IQ เท่านั้น แต่ความฉลาด ยังมีเรื่องของ EQ ความฉลาดทางอารมณ์ ไปจนถึง อัจฉริยภาพทางดิจิทัล Digital Intelligence หรือ DQ ด้วย ซึ่ง เกตส์ บอกว่ามันคงจะดีถ้าเขารู้ตัวเร็วกว่านี้ตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นวัยรุ่น ว่าความฉลาดนั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ ในความคิดของเขา “ความอดทน” และ “ความยืดหยุ่นด้านจิตใจ อารมณ์” ทำให้คุณมีความสุขและเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จได้ดีกว่าความฉลาดหรืออัจฉริยะ IQ สูงเสียอีก

เพราะประสบการณ์การทำธุรกิจที่ผ่านมา สอนให้ เกตส์ รู้ว่าไม่ใช่แค่ความฉลาดที่แสดงออกผ่านระดับ IQ สูง เท่านั้น ที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ แต่ยังมีความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัวเขาเองประสบความสำเร็จในการธุรกิจ และเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว เขาไม่เคยเหลิงกับความสำเร็จ ชื่อเสียง เงินทองที่ได้มา แต่จะเตือนตัวเองให้ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาทตลอดเวลาที่ทำธุรกิจ ซึ่งนี่เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีในวันนี้

“It’s fine to celebrate success but it is more important to heed the lessons of failure.”

“มันดีอยู่แล้วที่จะเฉลิมฉลองกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น แต่อย่าหลงลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้บทเรียนแห่งความล้มเหลวด้วย”

  • อย่าสนใจแต่ความสำเร็จของตัวเอง แต่ควรต่อสู้เพื่อโลกที่ยุติธรรมด้วย ชีวิตจึงมีคุณค่า

เกตส์ สื่อสารชัดเจนว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขายังคงเสียใจมากที่สุดก็คือ เขาตระหนักถึงความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ช้าเกินไป เพราะถ้าเขาต่อสู้เพื่อโลกที่ยุติธรรม หรือออกไปช่วยเหลือคนที่ลำบากให้เร็วกว่านี้ เขาคงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้มีหลายคนอีกทั่วมุมโลกที่ยังต้องอดอยากและขาดแคลนอยู่มาก ดังนั้น เขาจึงอยากให้นักศึกษาจบใหม่และคนอื่นๆ เริ่มตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นรอบตัวให้เร็วที่สุด และถ้าเป็นไปได้จงยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเท่าที่จะสามารถทำได้

บิล เกตส์ เคยกล่าวในพิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ว่า

“ผมออกจากฮาร์วาร์ดไปโดยที่ไม่เคยตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมกันอันโหดร้ายในโลกนี้ ความเหลื่อมล้ำในด้านสุขภาพ ทรัพย์สินเงินทองและโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันกดดันให้คนหลายล้านชีวิตต้องอยู่อย่างสิ้นหวัง ทั้งที่ผมได้ความรู้ใหม่ๆมากมายจากที่นี่ และผมได้รับพลังอันยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้อยู่ที่การค้นพบความก้าวหน้าเหล่านี้ แต่อยู่ที่การนำสิ่งที่ค้นพบไปช่วยลดช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกัน ลดทอนความไม่เสมอภาค นั่นต่างหาก คือ ความสำเร็จสูงสุดของมนุษย์”

“ผมหวังว่าพวกคุณจะกลับมาที่นี่ในอีก 30 ปีข้างหน้า และบอกว่าคุณทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อสิ่งนี้”

  • รายล้อมด้วยคนดี ชีวิตก็พร้อมจะดีตาม
วอร์เรน บัฟเฟตต์

จงพาตัวเองไปอยู่ในที่ๆ รายล้อมไปด้วยคนดีๆ ที่จะสั่งสอนและผลักดันคุณให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรัก เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะต้องเสียเวลาชีวิตไปกับการคบใครแล้วทำให้ความสุขคุณลดลง ในทางกลับกันนอกจากคุณจะพาตัวเองไปอยู่กับคนดีๆแล้ว ตัวคุณเองก็ต้องเป็นคนที่ช่วยสนับสนุน และเปลี่ยนแปลงพวกเขาให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน ถ้าทำเช่นนี้ได้ ความสุข คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ

เห็นได้จาก ทวีต หนึ่งที่ เกตส์ โพสไว้ในทวิตเตอร์ ว่า “จงรายล้อมตัวเองด้วยผู้คนที่จะท้าทายคุณ สอนคุณ และผลักดันให้คุณกลายเป็นตัวคุณในแบบที่ดีที่สุด” ซึ่งเขาบอกอีกว่า “เหมือนกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผมวัดความสุขของตัวเองโดยการดูว่าผู้คนที่สนิทกับผมมีความสุขและรักผมหรือไม่ และผมช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคนอื่นๆ ได้อย่างไรบ้าง”

  • อย่าสิ้นศรัทธา และรู้ไว้เถอะว่า ‘โลกใบนี้น่าอยู่กว่าที่คิด’

การเสพข่าวสารทุกวันนี้ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง และมองว่าโลกใบนี้นั้นไม่น่าอยู่เอาเสียเลย สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่เกตส์ตระหนัก แต่เมื่อเขาได้อ่านหนังสือ The Better Angels of Our Nature เขียนโดย Steven Pinker ช่วยให้เขาได้เปลี่ยนความคิด ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เห็นมุมที่ต่างออกไปของโลกใบนี้ โดย เกตส์ ย้ำว่าหากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้สึกรักโลกมากขึ้นกว่าที่เคยแน่นอน

โดยเกตส์ ทวิตเกี่ยวกับ หนังสือของ สตีเวน พิงเคอร์ (Steven Pinker) ว่า หนังสือเล่มนี้ได้นำทางผู้อ่านย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโบราณ เพื่อ “ชี้ให้เห็นว่าโลกค่อยๆ ดีขึ้นได้อย่างไร” เขาบอกอีกว่า “อาจจะฟังดูบ้า แต่มันคือความจริง ผมว่านี่คือช่วงเวลาที่มีความสงบสุขที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเลยล่ะ”

มหาเศรษฐี เจ้าของ Microsoft ย้ำว่า ข้อดีของการคิดว่าโลกใบนี้กำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น คือ เราจะอยากแบ่งปันให้ผู้คนมากขึ้น และมันยังทำให้เราเกิดศรัทธาว่าปัญหาหนักหน่วงมากมายที่ชาวโลกทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้ มันสามารถแก้ไขได้ และการมีมุมมองที่ดีกับโลกแบบนี้ ทำให้ตัวเขาตระหนักว่า

“มันช่วยประคับประคองให้ผมผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ และเป็นเหตุผลที่ผมรักงานที่ผมทำ ผมเชื่อว่ามันจะส่งผลเดียวกันกับคุณด้วย” เขา ทวีต ข้อความนี้เพื่อยืนยันถึงแนวคิดที่ตกผลึกในที่สุด


ที่มา : บทความ เรื่อง In a Series of Tweets, Bill Gates Gives Graduates (and the Rest of Us) the Best Life and Career Advice Ever /Microsoft’s founder delivers a commencement address of sorts via Twitter. เผยแพร่ใน เว็บไซต์ .inc-asean.com


สร้างแรงบันดาลใจกันต่อกับบุคคลระดับโลก 

Jack Ma คิดอะไร ปฏิบัติอย่างไร ประสบการณ์ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

เลิกพูดว่า “หนังสือตายแล้ว” เสียทีเถอะ! Lisa Lucas ผู้อำนวยการ National Book Foundation

ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว ‘Greta Thunberg’ หนูน้อยมหัศจรรย์ ผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุดในโลก