ลบภาพจำของพื้นที่แห่งความแห้งแล้ง พื้นดินแตกระแหงออกไปได้เลย แล้วแทนที่ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความเขียวขจีของพืชผักเกษตรอินทรีย์ นี่ล่ะคือภาพของชุมชนเข้มแข็ง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เรากำลังจะเล่าให้ฟัง


ก่อนหน้าที่หลายชุมชนใน จังหวัดกาฬสินธุ์ จะปรับเปลี่ยนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ หลายพื้นที่เคยประสบปัญหาถูกน้ำท่วมซ้ำซากในช่วงหน้าฝน ขณะที่ในช่วงหน้าแล้งกลับขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรและใช้อุปโภคบริโภค วิกฤตน้ำที่กล่าวมานี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

จนกระทั่ง การขุดลอกหนองเลิงเปือย ตามโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จลงในปี พ.ศ. 2557 ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จึงได้รับการคลี่คลาย นำไปสู่การพัฒนาด้านการเกษตรอินทรีย์และอาชีพตามศาสตร์พระราชา เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในระดับครัวเรือน พึ่งพาตัวเองได้ และก้าวสู่การรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยระบบสหกรณ์ รวบรวมและกระจายผลผลิตอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ก็พัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อรักษาระดับรายได้ให้มั่นคงด้วย


ได้เวลาเปลี่ยนปัญหาเป็นพลัง คืนน้ำ คืนความสุข ให้เกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์

ทั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่ โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายสุรจิตร นามน้อย หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้บอกเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า

“แต่เดิม หนองเลิงเปือย เป็นแหล่งน้ำสำคัญหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร 43,958 ไร่ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นนาข้าวของชาวบ้าน และใช้ในการอุปโภค บริโภคของชาวบ้านโดยรอบหนองน้ำแห่งนี้ใน 53 หมู่บ้าน 4 ตำบล 2 อำเภอ คือ อำเภอร่องคำ และอำเภอกมลาไสย ซึ่งเดิม หนองเลิงเปือยกักเก็บน้ำได้ 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อฝายเก็บกักน้ำชำรุด หนองเลิงเปือยก็ตื้นเขิน ความจุกักเก็บน้ำเหลือเพียง 1.064 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเหตุให้ เกิดน้ำท่วมซ้ำซากเมื่อถึงฤดูฝน พอหน้าแล้งน้ำก็ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะสำหรับการทำเกษตร ยิ่งในพื้นที่การเกษตรบางส่วนที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

นายสุรจิตร นามน้อย

เมื่อความเดือดร้อนก่อตัวรุนแรง เรื้อรัง และไม่มีทางออก องค์การบริหารส่วนตำบลร่องคำ จึงเป็นตัวแทนราษฎรยื่นฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือจากในหลวง รัชกาลที่ 9 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการซ่อมแซมฝายกักเก็บน้ำในพื้นที่แก้มลิงหนองเลิงเปือยเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ต่อจากนั้นไม่นาน คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงมีมติเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เห็นชอบความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและสถาบันฯ ให้ดำเนินโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย เพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาทุกข์ให้ประชาชน รวมถึงมาร่วมสร้างต้นแบบประยุกต์แนวพระราชดำริโครงการแก้มลิงให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพด้วย


เปิดโมเดลพื้นที่ต้นแบบ พัฒนาพื้นที่แก้มลิงหนองเลิงเปือยด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

อีกหนึ่งพลังที่มีส่วนขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ที่ตกลงร่วมรับสนองพระราชดำริในโครงการดังกล่าวฯ โดยมีมูลนิธิปิดทองหลังพระเป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งหมด โดยเริ่มต้นโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.​ 2556 เป็นต้นมา

โดยพื้นที่แก้มลิงหนองเลิงเปือย นับเป็นพื้นที่ต้นแบบที่จิสด้าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ด้วยการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนในเรื่องการใช้ประโยชน์ข้อมูลจากเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ (UAV) ระบบผลิตแผนที่แบบ 360 องศา (Mobile Mapping) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556

เริ่มจากการวางแผนการขุดลอก ติดตามความคืบหน้า จนกระทั่งตรวจสอบและประเมินปริมาตรหลังการขุดลอกแล้วเสร็จ รวมถึงการบริหารจัดการแปลงที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ และการพัฒนาเส้นทางน้ำรวมถึงแหล่งน้ำบริวาร นอกจากนี้ เรายังได้สนับสนุนบุคลากรของจิสด้าในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านภูมิสารสนเทศที่จำเป็นให้แก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศต่อไป

การดำเนินงานในพื้นที่แก้มลิงหนองเลิงเปือย จัดว่าเป็นต้นแบบหรือโมเดลที่สำคัญของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศให้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ รวมไปถึงกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมเพื่อก่อให้เกิดเป็น solution หรือทางออกในการแก้ไขปัญหาให้ประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนและชุมชนอย่างได้ผล


‘ผักสดแก้มลิงหนองเลิงเปือย’ ผักปลอดภัย ผลผลิตจากใจเกษตรกรบ้านธนบุรี ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค

และเพื่อทำให้เห็นภาพผลลัพธ์ของการดำเนิน โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มากขึ้น ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของต้นแบบชุมชนเข้มแข็ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัยบ้านธนบุรี” มาบอกเล่ากันด้วย

แรกเริ่มที่ได้ยินชื่อ ผักบ้านธนบุรีอดแปลกใจไม่ได้ว่า นี่คือผักที่ผลิตที่กาฬสินธุ์จริงหรือ เพราะ ธนบุรี สื่อถึงกรุงเทพมหานครมากกว่า กระทั่งได้พูดคุยกับชาวบ้าน “บ้านธนบุรี” จึงได้ทราบว่า ชื่อนี้สื่อถึงบรรพบุรุษของพวกเขาที่ย้ายถิ่นฐานมาจากฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ และมาตั้งบ้านเรือน อยู่ ณ ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

แต่เดิม ชาวบ้านที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ โดยทำนาเป็นหลัก ปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง นาปี และนาปรัง ควบคู่ไปกับการปลูกพืชผักหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเกษตรกรบ้านธนบุรี หมู่ที่ 5 และ 12 ที่ปลูกพืชผักตามภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในท้องถิ่นซึ่งตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

นางทองจันทร์ นาชัยสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการบริหารงานกลุ่มผักปลอดภัย บ้านธนบุรี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมของที่มาในการก่อตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัยบ้านธนบุรี” และกระบวนการผลิต ผักสดแก้มลิงหนองเลิงเปือย ผักปลอดภัยจากใจเกษตรกร ที่ช่วยสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และพัฒนาเป็นอาชีพของชาวชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นางทองจันทร์ นาชัยสิทธิ์ และสมาชิกเกษตรกรผู้ปลูกผัก

“วิสาหกิจของเรามีจุดเริ่มต้นมาจากที่ผู้นำหมู่บ้านได้เล็งเห็นความสำคัญในอาชีพของพี่น้องเกษตรกร และได้ปรึกษาหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ที่ราชพัสดุและที่สาธารณะ เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรได้ปลูกพืชผักในแปลงรวม ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 108 ราย แบ่งเป็นผู้ปลูกผักในโดมจำนวน 40 ราย และผู้ปลูกผักนอกโดม จำนวน 68 ราย”

ส่วนขั้นตอนสร้างโมเดลปลูกผักให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีดังนี้

  • วางแผนการปลูก คณะกรรมการสหกรณ์ฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ปิดทองหลังพระวางแผนการเพาะปลูก โดยใช้การตลาดเป็นตัวนำ จากนั้นชี้แจงแผนให้หัวหน้าโซนทราบ เพื่อดูแลสมาชิกตามแผนที่วางไว้ต่อไป
  • ลงมือเพาะปลูกและดูแลรักษา เกษตรกรที่เป็นสมาชิก รับทราบแผนการเพาะปลูก และเตรียมความพร้อมเรื่องปัจจัยการผลิต โดยสามารถยืมปัจจัยการผลิตได้ ตามเงื่อนไขการเป็นสมาชิกสหกรณ์
  • เก็บเกี่ยวและรวบรวมผลผลิต เกษตรกรต้องทำข้อตกลงในการซื้อขายกับสหกรณ์ ว่าจะมาส่งผักตามจำนวนและวันที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีผักส่งขายได้ตลอดและรักษาคู่ค้าไว้ได้นานๆ
  • การวางกลยุทธ์การตลาดและการซื้อขาย การผลิตนั้นจะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด แต่เพื่อป้องกันการผูกขาดหรือกดราคาเกษตรกร หัวหน้าโซนและทางเจ้าหน้าที่ปิดทองหลังพระจะต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยกันหาตลาดสำรองไว้เสมอ

ด้วยการดำเนินการที่มีทิศทางและขั้นตอนตามที่อธิบายมานี้ คุณทองจันทร์ ได้กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ของวิสาหกิจชุมชนฯ ที่เธอดูแลว่า

“ที่ผ่านมา เราปลูกผักทั้งหมด 25 ชนิด ซึ่งสามารถเก็บผักปลอดภัยนี้เพื่อจำหน่ายได้ทุกวัน โดยได้รับการสนับสนุนด้านการอบรมวิชาการ เรื่องการปลูก การตลาด การคัดคุณภาพ การผลิต จากส่วนราชการ และสมาชิกที่มีความรู้ก็แบ่งปันความรู้ในการปลูกผักซึ่งกันและกัน ทำให้อาชีพปลูกผักของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน”


มีอีกหลากหลายเรื่องราว ที่พิสูจน์ว่า การเปลี่ยนปัญหาเป็นพลัง นำสู่การพัฒนาที่มุ่งหวังได้อย่างไร

ทำความเข้าใจ กระบวนการ ‘รับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน’ ฟันเฟืองขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ระดมสมอง วางแผนใช้เทคโนโลยีคุมเข้มโรงงาน สร้างอีอีซี ‘เมืองอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ’

สร้างสังคม Healthy Gamer หมั่นสังเกต เรียนรู้ ร่วมมือกันบำบัด ‘เด็กติดเกม’ อย่างได้ผล