ในโลกเทคโนโลยีที่เราอยู่กันทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า การรักษา ‘ความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล’ จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที เพราะเทคโนโลยีล้ำยุคอย่าง AI ปัญญาประดิษฐ์ ที่ฉลาดหลักแหลม ฉวยเอาข้อมูลส่วนตัวที่เราให้ไว้ในโลกดิจิทัลไปโดยที่เราไม่รู้ตัวได้อย่างน่าตกใจ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่พลเมืองดิจิทัลทั่วโลกจะยังคงตั้งคำถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า จะมีวิธีไหนไหม ที่จะทำให้เรายังคงรักษาความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล หรือ Digital Ethics And Privacy ไว้ได้

โดยทุกวันนี้ ประเด็นเรื่องจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล (Digital Ethics And Privacy) ถูกนำมาพูดถึงมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยีแห่งยุค ทั้งในระดับบุคคลไปจนถึงภาครัฐ ซึ่งแต่ละฝั่งให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าองค์กรระดับโลกที่ออกมาดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่รอให้เกิดขึ้นแล้วมาตามแก้ไขในภายหลัง


ชี้ทางออกของการแก้ปัญหาในภาพใหญ่ คือ การสร้างจิตสำนึกของการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี

ก่อนอื่น การสร้างบรรยากาศของการปกป้อง ความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล ต้องมารู้จักความหมายที่ถูกต้องของ พลเมืองดิจิทัล กันก่อน

พลเมืองดิจิทัล คือ บุคคลที่มีทักษะและความรู้ที่หลากหลายในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์และช่องทางการสื่อสารประเภทต่างๆ เช่น Social Network (Facebook, Twitter, Instagram, Line) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ (แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน) โดยบุคคลผู้นั้นจะต้องใช้เทคโนโลยีในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลอื่นและสังคม จึงได้ชื่อว่ามีคุณลักษณะที่ดีของพลเมืองดิจิทัล ซึ่งจะมีส่วนในการสร้างบรรยากาศ ความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัลให้เกิดขึ้นได้จริง

ทั้งนี้ พลเมืองดิจิทัลที่ดีควรมีคุณสมบัติต่อไปนี้

  • ตระหนักถึงความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้อื่น พลเมืองดิจิทัลที่ดีไม่ควรเลือกปฏิบัติและดูหมิ่นบุคคลผู้ขาดทักษะการใช้เทคโนโลยี
  • หากมีฐานะเป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่มีจริยธรรม พลเมืองยุคดิจิทัลนั้น จะต้องมีความซื่อสัตย์และมีศีลธรรมในการทำนิติกรรมและธุรกรรมทุกประเภทบนโลกออนไลน์ เช่น ไม่ซื้อขายและทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย อย่างดาวน์โหลดสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย
  • พลเมืองดิจิทัลที่ดีต้องมีมรรยาทและความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนในโลกออนไลน์ (Digital Etiquette) ที่จะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนสติ
  • ต้องเคารพต่อกฎหมายและกฎระเบียบ ปัจจุบันการทำธุรกรรมและนิติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและกฎระเบียบว่าด้วยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดในรูปแบบต่างๆ เช่น ลักขโมย จารกรรมข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล
  • ต้องใช้เทคโนโลยีให้มีความเหมาะสมและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ป้องกันมิให้เกิดการเสพติดจนเกิดผลเสียต่อสุขภาพ
  • เรียนรู้วิธีการเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี เช่น การติดตั้งระบบป้องกันการจารกรรมและการทำลายข้อมูลให้กับอุปกรณ์การสื่อสารทุกประเภท

แนะเทคนิคการปกป้อง ‘ความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล’ จาก เวทีการประชุมระดับโลก

ในการจัด World Ethic Forum ทุกครั้ง จะได้มีการเผยผลคาดการณ์วิทยาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรองรับและป้องกันด้านจริยธรรม ไม่ให้วิทยาการมาสร้างปัญหาในอนาคต

โดยที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัวสภาที่ปรึกษาด้านจริยธรรม ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้คำแนะนำและพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพราะในปัจจุบันหลายๆ คนก็มีความกังวลว่า เราอาจจะไม่สามารถควบคุมระบบ AI ได้ในอนาคต เพราะในตอนนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาโรค หรือแม้กระทั่งความสามารถในการขับรถของ AI

นอกจากนั้น ในที่ประชุม Technology Law Conference ของสมาคมเนติบัณฑิตระหว่างประเทศ (IBM) เมื่อปี 2560 ณ ประเทศบราซิล ได้มีการหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีกับกฎหมาย ซึ่งกรรมการกิจการกฎหมายแห่งรัฐสภายุโรป (European Parliament’s legal affairs committee) ได้วางแนวทางด้านข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของหุ่นยนต์และ AI สำหรับประเทศสมาชิกว่า เป็นบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Persons) นอกจากนี้ ยังกำหนดแนวทางของกฎหมายว่าด้วยหุ่นยนต์สำหรับประเทศสมาชิก ดังนี้

  • หุ่นยนต์ทุกตัวควรมีปุ่มหยุดการทำงาน (emergency switch /kill switch) เพราะ AI ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสามารถในการพัฒนาตัวเองและมีความฉลาดมากขึ้นจนอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และจะต้องไม่ผลิตหุ่นยนต์เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง
  • ห้ามกำหนดเรื่องความรู้สึกให้กับหุ่นยนต์ ไม่ควรมีความรู้สึกด้านอารมณ์ความรักได้เหมือนกับมนุษย์
  • ต้องมีการทำประกันสำหรับหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ โดยผู้ที่อยู่ในบังคับที่จะต้องทำประกันคือ ผู้เป็นเจ้าของหุ่นยนต์และบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ ซึ่งบุคคลทั้งสองจะต้องรับผิดชอบทุกปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับกรณีชุดคำสั่งของตัวหุ่นยนต์เกิดขัดข้อง ในกรณียานยนต์ไร้คนขับก็ถูกบังคับให้ต้องทำประกันด้วยเช่นเดียวกัน
  • ต้องมีการกำหนดให้หุ่นยนต์มีสิทธิและหน้าที่บางประการเหมือนบุคคลทั่วไป เนื่องจากได้มีการกำหนดสถานะทางกฎหมายเป็นบุคคลอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้แล้ว โดยในกรณีการกำหนดให้ต้องมีความรับผิด หุ่นยนต์จะต้องรับผิดร่วมกับเจ้าของและผู้พัฒนาหุ่นยนต์ รวมทั้งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย ซึ่งในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากในการวางแนวทางเกี่ยวกับหุ่นยนต์ของสหภาพยุโรป แต่ข้อเสนอเรื่องการเสียภาษีดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบทางสังคมจากการที่แรงงานคนถูกเลิกจ้างเพราะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ทำงานแทน รัฐสภายุโรปจึงเสนอว่าหุ่นยนต์ควรต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคม (Social Security Contribution) และเสียภาษีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาด้วยเช่นกัน

แนวทางที่แนะนำมานี้ จะปกป้อง ‘ความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัล’ ได้จริงหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของพลเมืองดิจิทัลทุกคนทั่วโลกด้วย


ที่มา : บทความเรื่อง “AI VS Digital Ethics สองสิ่งนี้จะไปด้วยกันได้หรือไม่?” เผยแพร่บนเว็บไซต์ bangkokbankinnohub.com


ประเด็นเรื่องเทคนิคการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ยังมีให้อ่านต่อ

เผยปัจจัยที่ทำให้คนไทย ‘โดนโกง’ ทางโลกไซเบอร์หนักมาก และแนวทางป้องกันและรับมือจากภาครัฐ

เข้าสู่ ‘ยุค 5G’ ด้วยสติและความพอดี คาถาป้องกัน โรคสมองเสื่อม & อาการ ‘สมองเป็นสนิม’ คุกคามคนรุ่นใหม่

World Economic Forum ฟันธง 10 สถานการณ์เสี่ยง ทั่วโลก ปี 62 พร้อมแนะวิธีรับมือภัยไซเบอร์อย่างสร้างสรรค์