แวดวงสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะวงการสิ่งพิมพ์ ในยุค Digital Disruption ข้อเสียคือมาตรการลดคนของสำนักข่าวต่างๆ ทำให้พี่น้องสื่อมวลชนจำนวนมากต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น แต่หลายท่านก็ยังคงทำงานในส่วนที่คาบเกี่ยวกับงานข่าวด้วยทักษะที่สั่งสมมา ข้อดีคือ ในยุคนี้มี Technology มากมายมาช่วยคนข่าวที่เหลือในวงการ และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของคนหนังสือพิมพ์ก็คือ “เครื่องอัดเสียง”


พูดถึง “เครื่องอัดเสียง” สมัยที่ผมเรียนปริญญาตรี พวกเราใช้ “เครื่องอัดเทป” หรือที่หลายคนเรียกว่า “ซาวเบ๊า” แต่เป็นรุ่นที่อัดเสียงได้ ใช้อัดเสียงบรรยายของอาจารย์ในชั้นเรียน เผื่อเอาไว้สำหรับเวลาที่จดเล็กเชอร์ไม่ทัน หรือสมาธิวอกแวก

เทปที่ใช้อัดก็คือเทปเปล่า มีขายทั่วไปตามร้านขายเทป ขยับมาในระดับปริญญาโท แม้ว่า “เครื่องอัดเสียง” จะมีขนาดเล็กลง เพราะใช้ม้วนเทปขนาดเล็กลง ที่เราเรียกกันว่า “เทปจิ๋ว” แต่อัดเสียงได้มากกว่าเทปใหญ่ จนกระทั่งผมมาเรียนปริญญาเอก “เครื่องอัดเสียง” ได้เปลี่ยนมาเป็น “แท่ง MP3” อัดเสียงเป็นไฟล์ Digital ไม่เปลืองที่เก็บ และที่สำคัญไม่ต้องซื้อเทปเปล่าอีกต่อไป

การใช้เทปเป็นเครื่องมือบันทึกเสียงแทนการจดเล็กเชอร์ในชั้นเรียน คือภาพแสดงแทนการทำข่าวของสื่อมวลชน โดยเฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์ หรือกองบรรณาธิการนิตยสารที่ต้องใช้ “เครื่องอัดเสียง” สำหรับงานสัมภาษณ์แหล่งข่าว ซึ่ง Technology ที่ใช้และรุ่นของเครื่องอัดเสียงก็คงไม่ต่างกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างผม

บังเอิญว่าตัวผมเองก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย คือทำงานเป็นสื่อมวลชนและเรียนหนังสือภาคค่ำ จึงใช้ “เครื่องอัดเสียง” ทั้งในเรื่องการเรียนและการทำงานในเครื่องเดียวกันได้เลย ในจุดนี้ทำให้ผมมองเห็นพัฒนาการและความจำเป็นของนักศึกษาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักข่าวที่มีต่อ “เครื่องอัดเสียง” ครับ

แม้จะมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือการทำงานในฐานะสื่อมวลชน แต่ต้องยอมรับว่า กระบวนการที่ต่อเนื่องหลังจากอัดเสียงเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียงอาจารย์หรือแหล่งข่าว ก็คือขั้นตอน “การถอดเทป” นั้น เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากถึงมากที่สุด

เอ่ยถึงกรณี “การถอดเทป” ทำให้ผมคิดถึง Technology ตัวหนึ่งในอดีต ที่แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ “การถอดเทป” สักเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่ามีความสัมพันธ์กันไม่น้อย เมื่อมองจากมุมของนักศึกษา หรือนักข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการ

นั่นคือ Technology ที่มีชื่อว่า OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition หรือเทคโนโลยี “การรู้จำอักขระด้วยแสง”

อธิบายอย่างรวดเร็วก็คือ ก่อนหน้าที่จะมี OCR เวลานักศึกษา นักข่าว นักวิชาการ หรือนักวิจัย จะค้นคว้าเอกสารอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องนำเอกสารนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ตำรา หรือนิตยสาร หนังสือพิมพ์ รวมเรียกว่าสิ่งตีพิมพ์ อาจจะนำต้นฉบับ หรือตัวถ่ายเอกสารมาใช้ในการอ้างอิงเวลาทำการบ้าน เขียนข่าว เขียนบทความวิชาการ หรือทำงานวิจัยก็ตาม โบราณหน่อยก็ต้องนำเอกสารชั้นต้นเหล่านั้นมาคัดลอกด้วยลายมือ ทันสมัยขึ้นมาหน่อยก็พิมพ์ดีด หรือคีย์เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ทีละตัว ทีละบรรทัด ทีละหน้า จนกว่าจะครบข้อมูลตามที่ต้องการ

แต่เมื่อมี OCR ทำให้เกิดการลัดขั้นตอนการคัดลอกด้วยมือ เพราะทั้งการเขียนด้วยลายมือ พิมพ์ดีด หรือคีย์เข้าคอมฯ ต่างก็ต้องใช้มือทำทั้งสิ้น ทว่า เทคโนโลยี OCR เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยพวกเรานักศึกษา อาจารย์ และนักข่าวโดยแท้

เพราะเพียงแค่สแกนเอกสารเหล่านั้นแล้วใช้ OCR ในการประมวลผล OCR ก็จะแปลงภาพตัวอักษรที่สแกนนั้น กลายเป็นไฟล์เวิร์ดในรูปแบบไฟล์คอมพิวเตอร์แบบ Digital ได้ทันที ทำให้พวกเราไม่ต้องใช้มือในการคัดลอกเอกสารต่างๆ อีกต่อไป

กลับมาที่ประเด็น “เครื่องอัดเสียง” ครับ

ล่าสุด มีเครื่องไม้เครื่องมือเกิดขึ้นใหม่ตัวหนึ่ง ซึ่งจะมาแทน “เครื่องอัดเสียง” สำหรับนักศึกษา และนักข่าว แม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันกันมาเนิ่นนาน แต่ก็เพิ่งจะมาประสบผลสำเร็จ เปิดตัวกันไปอย่างเป็นทางการเมื่อไม่มานี้ นั่นก็คือ Live Transcribe

Live Transcribeiมีแนวคิดการทำงานคล้าย OCR คือการเข้ามาช่วยย่นระยะเวลาในการแปลงเอกสารต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ Digital

ที่ผมกล่าวว่า Live Transcribeiคือเครื่องซึ่งจะมาแทนที่ “เครื่องอัดเสียง” นั้นก็เพราะว่า เป็น Application บนโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งทั้ง Android และ Live Transcribe ต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ของ Google เช่นเดียวกัน

Live Transcribe คือ Application ประเภท Speech Recognition หรือ “การรู้จำเสียง” ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางหู หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน โดย Google ร่วมกับ Gallaudet University มหาวิทยาลัยสำหรับผู้พิการทางการได้ยินของสหรัฐอเมริกา พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้งานจริงกับผู้พิการดังกล่าว โดยรองรับทั้งหมด 70 ภาษา และสามารถใช้ฟังก์ชั่นคีย์บอร์ดบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือพิมพ์ตัวอักษรได้ หากไม่ต้องการพูด

โดย Google ได้เปิดตัว Live Transcribeiออกมาให้เป็นคู่แข่งของ Transcribe บนโทรศัพท์มือถือ iPhone จากค่าย Apple

Live Transcribeผมได้ทดลองใช้งานทั้งสอง Application แล้ว มีความชื่นชอบ Live Transcribe มากกว่าครับ และได้ใช้งานจริงโดยนำไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวเพื่อตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ประจำของผมที่นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ขั้นตอนการทำงานของ Live Transcribeiเป็นอะไรที่ Basic มาก แม้ว่าเบื้องหลังการสร้างสรรค์ Live Transcribeiจะไม่ Basic คือเป็นโครงการสร้าง Application มหาหินที่ยากแสนยาก

กลไกการทำงานนั้น เล่าอย่างง่ายๆ ก็คือ แค่เปิด Live Transcribeiขึ้นมาแล้วนำไปอัดเสียงพูดของแหล่งข่าว หรืออาจารย์ในห้องเรียน หรือสถานการณ์อะไรก็ได้ที่เราอยากให้ Live Transcribe แปลงเสียงที่เราต้องการเหล่านั้นให้เป็นไฟล์เวิร์ด หรือไฟล์ Text แบบ Digital ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

Live Transcribeiก็จะแปลงเสียงเป็นตัวอักษรให้เราในทันที

ย่นระยะเวลาใน “การถอดเทป” พูดอีกแบบก็คือ ตัดขั้นตอน “การถอดเทป” ทิ้งไปได้เลย เพราะ “เสียงพูด” ทั้งหมดจะถูกแปลงเป็น “ตัวอักษร” ในทันที และสามารถ Copy ตัวอักษรเหล่านั้นไปใช้งานต่อได้ในทันทีเช่นกัน

Live Transcribe จึงถือเป็น “สวรรค์ของนักข่าว” ในยุค Digital Disruption อย่างแท้จริงครับ

ถึงแม้ว่า ยุค Digital Disruption จะมีข้อเสียคือทำให้พี่น้องสื่อมวลชนจำนวนมากต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น แต่ข้อดีก็คือ Live Transcribe เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยคนข่าวที่เหลือในวงการนั่นเองครับ