สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่มีการขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกันส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ เมื่อจีนและสหรัฐขายสินค้าได้น้อยลงย่อมกระทบถึงผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าให้กับผู้ประกอบการทั้งสองประเทศรวมถึงผู้ส่งออกที่จะขายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ได้น้อยลงเนื่องจากเมื่อทุกประเทศเศรษฐกิจถดถอยเพราะพิษสงครามการค้า สิ่งหนึ่งที่จะทำได้คือ ลดการนำเข้านั่นเอง


ส่งออกกระอัก! ติดลบ 5.79 สูงสุดรอบ 34 เดือน

ล่าสุด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน พ..62 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 21,018 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 5.79% เทียบกับเดือน พ..61 ถือว่าลดลงสูงสุดในรอบ 34 เดือนนับจากเดือน ก..59 ที่ลดลง 6.27% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 663,647 ล้านบาท ลดลง 4.04% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 20,836.4 ล้านเหรียญฯ ลดลง 0.64% คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 666,810.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% ส่งผลมีดุลการค้าเกินดุล 181.5 ล้านเหรียญฯ แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทขาดดุล 3,163.3 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 5 เดือน (..-..) ปี 62 การส่งออกมีมูลค่า 101,561.3 ล้านเหรียญฯ ลดลง 2.70% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลกระทบมาจากสงครามการค้าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวภาวะการเงินโลกตึงตัวรวมถึงความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรปและค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก


รถยนต์โตต่ำสุดรอบ 24 เดือน

ขณะที่ก่อนหน้านี้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) ก็ได้เปิดเผยยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน เม.. 62 มีจำนวน 67,114 คัน ต่ำสุดในรอบ 24 เดือน โดยลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 7.52% การส่งออกลดลงทุกตลาด ยกเว้นตลาดออสเตรเลียและตะวันออกกลาง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ส่งผลให้ 4 เดือนแรกปีนี้มียอดส่งออกรวม 366,955 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.23%


เอฟทีเอทางรอดยุคสงครามการค้า

ท่ามกลางกระแสติดลบของธุรกิจส่งออกนำมาสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งทำข้อตกลงทางการค้าเสรีระหว่างสองประเทศหรือเอฟทีเอโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจาไม่ว่าจะเป็นเอฟทีเอไทยบังกลาเทศ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในกลุ่มอาหาร อาหารแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเอฟทีเอไทยสหภาพยุโรป (อียู)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เมื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จ การเร่งผลักดันให้เกิดเอฟทีเอระหว่างไทยกับอียูเป็นแผนงานที่ควรให้ความสำคัญในลำดับแรกๆ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในการทำตลาดที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งหากการเปิดเสรีสำเร็จจะประหยัดค่าภาษีนำเข้าไปอียูได้ปีละ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้แก่สินค้าไทยในกลุ่มอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เป็นต้น


17 ประเทศส่งออก ลดเสี่ยงสงครามการค้า

ปัจจุบันไทยทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับ 17 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี

โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลว่า นับตั้งแต่เอฟทีเอมีผลบังคับใช้ การส่งออกสินค้าไปประเทศเหล่านี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างการส่งออกข้าวไทยไปประเทศคู่ค้าเอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด เช่น อาเซียนเพิ่มขึ้น 144% ออสเตรเลียเพิ่ม 155% นิวซีแลนด์เพิ่ม 135% เปรูเพิ่ม 464% และชิลีเพิ่ม 200% เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยกเลิกและทยอยลดการเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าข้าวจากไทยแล้ว

หรือกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของไทยก็ได้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ส่งผลให้ออสเตรเลียเป็นตลาดส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของไทย ตามด้วยอาเซียนและนิวซีแลนด์ ปี 2561 การส่งออกรถยนต์ของไทยไปออสเตรเลียมีมูลค่าสูงถึง 5,845.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 55% ของการส่งออกไทยไปออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ก่อนเอฟทีเอไทยออสเตรเลียมีผลใช้บังคับถึง 399% และส่งออกไปอาเซียนมูลค่า 5,392 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2536 ก่อนเอฟทีเอระหว่างอาเซียนมีผลใช้บังคับถึง 35,142%

เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของไทยที่ข้อตกลงเอฟทีเอทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน เนื่องจากประเทศคู่เอฟทีเอ ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประมงและอาหารทะเลแปรรูปทุกรายการให้ไทย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาด จีนขยายตัว 484.19% อาเซียนเพิ่มขึ้น 178.29% ออสเตรเลียเพิ่ม 127.33% ชิลีเพิ่ม 127.33% เกาหลีใต้เพิ่ม 105.48% และนิวซีแลนด์เพิ่ม 85.36% แต่ยังมีคู่เอฟทีเอ 3 ประเทศ ที่ยังไม่ลดภาษีสินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปให้ไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอินเดีย ซึ่งก็ต้องเจรจาเพื่อลดภาษีให้เหมือนกับประเทศคู่ค้ารายอื่นต่อไป


ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

การบ้านรัฐบาลใหม่

เมื่อเอฟทีเอเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างแต้มต่อสินค้าไทยในตลาดโลก เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดเพิ่มเติมให้ไทยภายใต้การเจรจาเอฟทีเอกรอบต่างๆ ทั้งการทบทวนความตกลงที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น เอฟทีเอกับอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย จีน และความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เอฟทีเอกับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา เป็นต้น

นับเป็นเรื่องใหญ่ลำดับต้นๆ ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องเข้ามาขับเคลื่อน เพื่อให้มูลค่าการส่งออกเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ตามเป้าหมาย