หนึ่งในงานวิจัยที่สะท้อนชีวิตเด็กไทยและสังคมไทยคือเรื่อง การแกล้งกันของเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากการเก็บข้อมูลของดีแทค

ระเบียบวิธีวิจัย

เนื่องจาก ดีแทค มีเป้าหมายที่จะสร้างระบบนิเวศที่ดีต่อสังคมอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 90% จึงทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นจากบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอินเทอร์เน็ต โดยร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผลวิจัยเรื่องการกลั่นแกล้ง โดยพบว่ามีทั้งการสร้างเรื่องโกหก ล้อปมด้อย ล้อชื่อพ่อแม่ ฯลฯ เป็นจุดเริ่มต้นของการกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) โดยรายละเอียดจากงานวิจัยมีดังนี้

 (1) จำนวนการกลั่นแกล้ง 

Infographic-cyberbullying_1

  • 91% เคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนจนถึงขั้นตนเองไม่พอใจหรือเสียใจหรือเสียความรู้สึก
  • 82% เคยถูกรังแกในโรงเรียน

 (2) ประเภทของการแกล้งกัน 

วิธีการแกล้งที่โดนกระทำบ่อยมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง

  • 29.3% ล้อชื่อพ่อแม่
  • 23.7% ใช้คำพูดหยาบคาย ล้อเลียนในลักษณะที่ทำให้เจ็บใจหรือเสียใจ
  • 18.7% การเรียกโดยใช้คำพูดที่ไม่ดี ล้อเลียนปมด้อย หรือลักษณะที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ผิวพรรณ หรือรูปร่าง
  • 6.9% การชก เตะ ดัน ผลักแรงๆ หรือขังไว้ในห้อง
  • 5.6% ขโมย แย่งของ หรือทำให้ของเสียหาย

‘การรังแก หรือ ‘bully’ หมายถึง แกล้งทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักใช้แก่ผู้มีอำนาจมากกว่า เช่น ผู้ใหญ่รังแกเด็ก (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554)


 (3) ลักษณะของการแกล้งกัน 

Pearson Correlation พบว่า การแกล้งกันทุกประเภทมีความสัมพันธ์กันสูงและมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งตีความได้ว่า เมื่อมีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้นก็มีการเอาคืน และการเอาคืนไม่จำกัดว่าต้องเป็นการกลั่นแกล้งประเภทเดียวกัน เช่น เมื่อนักเรียนคนหนึ่งถูกกลั่นแกล้งด้วยวาจา อาจจะเอาคืนเพื่อนคนนั้นด้วยการลั่นแกล้งทางเพศ

ส่วนใหญ่เป็น LGBT

Infographic-cyberbullying

  • จากข้อมูลในตาราง ผู้แกล้งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ขณะที่ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็น LGBT อย่างเห็นได้ชัด
  • เมื่อพิจารณาร่วมกันระหว่างเพศและศาสนาแล้ว จะพบว่า LGBT ที่นับถือศาสนาอิสลามหรือศาสนาอื่นๆ จะเป็นผู้ถูกกระทำมากกว่ากรณีที่มีเพียงองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่ง (ความเป็น LGBT หรือศาสนา)

 (4) ภูมิหลังของนักเรียนในการแกล้งกัน 

  • BMI – รูปร่างทางกายภาพที่วัดจากค่า BMI ไม่มีผลต่อการถูกกลั่นแกล้งหรือการถูกรังแก และไม่มีผลต่อการกลั่นแกล้งหรือการรังแกด้วย
  • GPA – เกรดเฉลี่ยที่สูงขึ้นมีผลต่อการถูกกลั่นแกล้งทางสังคมลดลง การถูกรังแกทางไซเบอร์และการรังแกทางไซเบอร์ลดลงเช่นกัน
  • Money – ความรวยหรือความจนไม่มีผลต่อการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกรังแก

การแกล้งกัน ในที่นี้หมายถึง สถานการณ์ที่มีเพื่อน/รุ่นพี่/รุ่นน้องท่าการหยอกล้อ/ล้อเล่น/แซว/แกล้ง/รังแก และน้องรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจ/ไม่สบายใจ/เสียใจ/โกรธบุคคลคนนั้น


 (5) สถานที่ที่มีการแกล้งกัน 

Infographic-cyberbullying_1


 (6) แนวทางการแก้ไขปัญหาการแกล้งกัน

  • ในประเทศไทย การรังแกทางไซเบอร์ของนักเรียนเป็นการรังแกต่อเนื่องจากการรังแกทางกายภาพ และหลายครั้งมีลักษณะของการที่เมื่อถูกรังแกทางกายภาพแล้วจะมาเอาคืนทางไซเบอร์ การป้องกันไม่ให้เกิดการรังแกทางไซเบอร์จึงต้องหยุดยั้งการรังแกทางกายภาพให้ได้ก่อน เพราะความสัมพันธ์ทุกด้านในสังคมไทยจะเริ่มต้นมาจากความสัมพันธ์จริงทางกายภาพก่อน
  • บทบาทเดียวของครูที่มีผลอย่างชัดเจนต่อการตัดสินใจของเด็กในการบอกครูคือ การที่ครูให้ความเท่าเทียมกันแก่นักเรียน
  • นักเรียนที่ตอบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวพวกเขากับผู้ปกครองดีมากพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง หรือสามารถปรึกษาได้บางเรื่อง มีแนวโน้มของการถูกกลั่นแกล้ง/ถูกรังแก และมีแนวโน้มการกลั่นแกล้ง/รังแกที่ต่ำกว่านักเรียนที่ตอบว่า ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองไม่ค่อยดี

 (7) ทัศนคติต่อการแกล้งกัน 

การทดสอบสมมติฐานทางสถิติพบว่า หากนักเรียนมีทัศนคติเหล่านี้จะทำให้การกลั่นแกล้งหรือรังแกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • ถ้ามีใครมาทำร้ายน้องให้น้องโกรธหรือรู้สึกไม่ดีหรือเสียใจ น้องคิดว่าควรทำร้ายคนนั้นคืนไหม? – ควรทำ
  • ถ้าน้องไปทำให้ใครโกรธหรือรู้สึกไม่ดีหรือเสียใจ แล้วเพื่อนคนนั้นเขากลับมารังแกน้อง น้องจะรู้สึกว่า – น้องไม่สมควรโดนรังแก
  • ถ้าน้องพบเห็นคนที่น้องไม่ชอบกำลังโดนรังแกจากคนอื่น น้องรู้สึกอย่างไร – คนนั้นสมควรโดนรังแก
  • ถ้าเพื่อนน้องชวนไปรังแกคนที่น้องไม่ชอบ น้องจะ – รวมกลุ่มไปกับเพื่อน

Infographic-cyberbullying

  • ความรุนแรงจำนวนมากที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาจาก การที่องค์กรกำกับดูแลไม่มีความน่าเชื่อถือเรื่องความเป็นธรรมเพียงพอในการแก้ปัญหา
  • รูปแบบการรังแกเป็นลักษณะของเด็กผู้ชาย 2 ถึง 4 คนเป็นส่วนใหญ่ ชัดเจนว่า การรังแกมีลักษณะของคนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มรังแกคนจำนวนน้อยกว่า
  • เพื่อแก้ปัญหาการรังแกที่ต้นเหตุ ครอบครัวมีบทบาทในการสร้างทัศนคติที่ดีให้เด็ก และบทบาทของพ่อแม่คือเปิดโอกาสให้ลูกสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง
  • การรังแกทางไซเบอร์ในประเทศไทยมีความแตกต่างจากในตะวันตก โดยฝั่งตะวันตกเกิดจากการกระทำของคนที่ไม่รู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ในประเทศไทย การรังแกทางไซเบอร์ของนักเรียนเป็นการรังแกต่อเนื่องจากการรังแกทางกายภาพ และหลายครั้งที่ถูกรังแกทางกายภาพแล้วจะมาเอาคืนทางไซเบอร์

Cyberbullying เกิดขึ้นทั่วโลก จึงเกิด วันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางออนไลน์สากล (Stop Cyberbullying day) โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน 2562


สรุปผลการศึกษา

Infographic-cyberbullying

  • การรังแกและการแกล้งกันมีความสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • การรังแกทางไซเบอร์มีจำนวนและความสำคัญเพิ่มขึ้น
  • นอกจากครูและครอบครัวแล้ว บทบาทของตัวเลือกที่สาม เช่น สายด่วน ที่ปรึกษา เป็นเรื่องสำคัญ
  • การรังแกและการแกล้งกันเป็นปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย ในด้านหนึ่ง อาจจะแก้ไขยาก เพราะแก้ไขวัฒนธรรมได้ยาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม อาจจะเริ่มจากการแก้ปัญหาเล็กๆ อย่างการรังแกกันก่อน

สนใจอ่านรายงานฉบับเต็ม โครงการวิจัยการแกล้งกันของเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล