ในยุคที่อะไรอะไรก็ถูก Disruption ไปหมด บางที Disruption ก็กลายเป็นจำเลย โทษฐานเสนอหน้าเข้ามาทำลายสิ่งเดิมๆ

เทคโนโลยีการฟังเพลงผ่านไฟล์ MP3 ก็เช่นกันครับ


เพราะในอดีต ตัวมันนี่แหละ ที่ Disruption สื่อบันทึกเสียงแบบดั้งเดิมไปแล้วหนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง (Vinyl) เทป (Cassette) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Audio CD ที่ถูกแปลงเสียงเพลงเป็นไฟล์ MP3 นำไปสู่วลีเด็ดในตอนนั้นคือ “เทปผี ซีดีเถื่อน”

vinyl mp3

เพราะไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียงก็ดี เทปก็ดี หรือ CD ก็ดี ต่างบรรจุเพลงได้ครั้งละ 10-12 เพลง หรือถ้าจะให้คุณภาพเสียงยังคงความคมชัดเหมือนต้นฉบับ อย่างมากก็ไม่ควรบรรจุเกิน 14 เพลง แต่ MP3 สามารถอัดเพลงเข้าไปแน่นแผ่น CD ได้มากถึง 100 เพลงเป็นอย่างน้อย นั่นจึงทำให้แผ่น MP3 แผ่นหนึ่งสามารถรวมอัลบั้ม CD ปกติได้มากถึง 10 ชุดเป็นอย่างต่ำ

ดังนั้น MP3 จึงเข้ามา Disruption วงการเพลงอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของเว็บไซต์ Napster และ Kazaa ที่เปิดให้อัปโหลด – ดาวน์โหลดไฟล์ MP3 แบบแลกกันฟังกันอย่างสนุกสนานครึกครื้นรื่นรมย์ จนถูกค่ายเพลงฟ้องมาแล้ว

แต่มาในยุคใหม่ ดูเหมือนว่าเทคโนโลยี MP3iถูกเทคโนโลยีการฟังเพลงผ่าน Streaming ตลบหลัง Disruption ซ้อน Disruption เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ถึงขนาดที่ Fraunhofer Institute for Integrated Circuits ผู้คิดค้นและพัฒนา Platform รูปแบบการจัดเก็บไฟล์ดนตรีชนิด MP3iได้ประกาศยุติการออกใบอนุญาตสิทธิบัตรงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี MP3iไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า โลกของเราทุกวันนี้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มีพัฒนาการกันอย่างก้าวกระโดดนั่นเอง

Platform ใด Platform หนึ่ง จะมีสภาพอยู่นิ่งได้ไม่นาน เปรียบได้กับกราฟ S-curve ของผลิตภัณฑ์ไฮเทคทั้งหลายที่พากันสั้นลงเรื่อยๆ

โดยในวันนี้ นวัตกรรมการฟังเพลงซึ่งจะมาแทนที่เทคโนโลยี MP3iก็คือ Advanced Audio Coding หรือ AAC ซึ่ง Fraunhofer Institute for Integrated Circuits ผู้คิดค้นและพัฒนา MP3iเองนั่นแหละที่เป็นผู้ให้กำเนิด AAC

ปัจจุบัน AAC ถูกใช้มากในวงการธุรกิจ Download เพลง Video Clip บนมือถือ รวมถึงการ Streaming รายการโทรทัศน์หรือรายการวิทยุออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ซึ่งให้บริการมาแล้วหลายปี

ก่อนหน้าที่ AAC จะมาล้มแชมป์ MP3 นั้น เคยมีความพยายามจากหลายฝ่ายทั้งจากค่ายเพลงที่หันกลับไปคว้าเอาเทป และแผ่นเสียง หรือ CD กลับมาทำตลาดใหม่ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับแผ่นเสียง ทว่า ความนิยมก็ยังพุ่งไม่ถึงขีดสุดดังที่วาดหวัง

กระทั่ง Steve Jobs นายใหญ่ APPLE เองก็พยายามผลักดัน iPod ออกมาสู้ แม้ว่าจะประสบความสำเร็จเช่นกัน แต่แล้วชะตากรรมก็ตกอยู่ในระดับเดียวกับ Vinyl คือยังพุ่งไม่ถึงขีดสุด และปัจจุบัน APPLE ก็ปิดสายพานการผลิต iPod ไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ

ตามมาด้วยนวัตกรรมไฟล์เพลงแบบใหม่ในขณะนั้น ซึ่งถูกค้นคิดและประดิษฐ์ขึ้นภายใต้รหัส SACD หรือ Super Audio CD และ DVD-A หรือ Digital Versatile Disc-Audio

ที่แม้ทั้ง SACD และ DVD-A จะมีคุณภาพเสียงที่ดีกว่า MP3 ซึ่งคุณภาพของพวกมันค่อนข้างโดดออกมาไกลจาก MP3

ทว่า ทั้ง SACD และ DVD-A กลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากค่ายเพลงทั่วโลกไม่ขานรับ

กระทั่งการทุ่มทุนสร้าง PONO อุปกรณ์การฟังเพลงที่ค่ายเพลงยักษ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น UNIVERSAL MUSIC, WARNER MUSIC และ SONY MUSIC (COLUMBIA MUSIC) ให้การขานรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทว่า ก็ยังดูเหมือนจะม้วนเสื่ออยู่ไกลๆ

หากจะกล่าวถึงเทคโนโลยี MP3 แล้ว จุดเริ่มต้นของมันเกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนากลวิธีการเข้ารหัสเสียงขึ้นที่มหาวิทยาลัย Friedrich-Alexander of Erlangen-Nuremberg ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 โดยทีมวิจัย Fraunhofer Institute for Integrated Circuits เป็นแกนนำในการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว

Fraunhofer Institute for Integrated Circuits
Fraunhofer Institute for Integrated Circuits

ก่อนที่ในเวลาต่อมา Fraunhofer Institute for Integrated Circuits เจ้าของนวัตกรรม MP3 ตัวจริงเสียงจริง จะต่อยอดให้มีจุดเด่นในเรื่องของ Format และ Platform ที่มีการบีบอัดข้อมูลให้เหลือเพียง 10% จากไฟล์ต้นฉบับ

ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ฮือฮามากในยุคนั้น ก่อนจะเริ่มปล่อยซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตามบ้าน RIP เพลงจากแผ่น CD แปลงลงมาเป็นไฟล์iMP3

และค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ไปทั่วโลกในที่สุด

โดยพร้อมกันนั้น Website ที่เป็นชุมชนสำหรับการแลกเปลี่ยนไฟล์เพลงฟรีๆ กันบนอินเทอร์เน็ต อย่าง Napster และ Kazaa ได้ถือกำเนิดขึ้น และรับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งถูกฟ้องร้องจนต้องปิดไป

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 อันเป็นทศวรรษที่เทคโนโลยี MP3 ถือกำเนิดขึ้นมาในยุค Digital ควบคู่กับความรุ่งเรืองของ Internet

ข้อดีของ Digital และ Internet นั้นมีมากมาย จาระไนกันได้ไม่จบไม่สิ้น หากแต่เมื่อพูดถึงแวดวงดนตรีแล้ว คำว่า Digital และ Internet กลับกลายเป็นของแสลง

เมื่อไฟล์เพลง Digital ในรูปแบบ MP3iซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเสียงเพลงจากแผ่นเสียง จากเทป และจาก CD ถูกแปลงเป็นไฟล์ MP3iมันก็คือไฟล์ไฟล์หนึ่งบนระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ MP3iจึงสามารถโยกย้ายถ่ายเทให้กันและกันได้ง่ายบนเครือข่าย Internet

ก่อให้เกิดวลี “เทปผี ซีดีเถื่อน” มีการ Copy เพลงจากอัลบั้มต่างๆ ของศิลปินที่ปกติจะบรรจุอยู่ใน CD เพลงเพียงแผ่นเดียว ให้มากระจุกกันอยู่ในแผ่น CD ในรูปลักษณ์ไฟล์ MP3iนับสิบอัลบั้ม รวมแล้วก็หลักร้อยเพลง

เนื่องจากเทคโนโลยี MP3iเป็นนวัตกรรมการแปลงไฟล์ และบีบอัดไฟล์ เมื่อเพลง 10 Tracks ในอัลบั้มหนึ่งของศิลปิน ถูกบีบอัดเป็นไฟล์ MP3 เมื่อ Copy และ Write ลงแผ่น CD มันจึงสามารถบรรจุชุดเพลงลงไปได้หลายอัลบั้ม

ขณะที่คอเพลงทั่วไปไม่รู้สึกรู้สากับ MP3 แต่พวกหูทองกลับมีปัญหา

RIP mp3

อย่างที่กล่าวไป ว่า MP3iเป็นเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เพลง ดังนั้น เมื่อไฟล์ถูกบีบอัด ความกว้าง ความหนา และความถี่ ซึ่งหมายถึงคุณภาพของเสียงเพลงจึงถูกบีบอัดตามไปด้วยโดยปริยาย

พวกหูทองจึงพยายามผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ในการปรับปรุงคุณภาพของไฟล์ MP3iเพราะรู้กันเต็มอกว่า คงไม่มีทางที่โลกจะถอยหลังไปเป็น MP2 MP1 ได้อีก เพราะมันฝืนธรรมชาตินั่นเองครับ


บทความอื่นๆ เกี่ยวกับเพลงที่คุณอาจสนใจ

เรียนรู้จากต้นแบบ ‘Spotify’ องค์กรดิจิทัล ที่ปฏิวัติโลกการทำงาน ด้วยแนวคิด ‘Agile การทำงานที่มีความคล่องตัวสูง’

รู้ไว้ดีต่องาน งานวิจัยชี้ฟังเพลงอย่างไร เพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงาน

งานวิจัยนานาชาติ เผย ‘ดนตรีบำบัดใจ’ ต้องที่จังหวะ 72 บีท ต่อนาที ถึงจะดีต่อใจ