เชื่อว่าทันทีที่ประเทศไทยได้ รัฐบาลใหม่ ที่แม้ว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นท่านเดิม แต่ความชัดเจนนี้ก็มีส่วนมาช่วยให้หลายๆ นโยบายได้เดินต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะนโยบายและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชาติทุกระดับ อย่างโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมมือกับขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะมีคำยืนยันจากหลายวิชาชีพที่มองตรงกันว่า โครงการนี้จะก่อให้เกิดคุณูปการต่อประเทศในหลากหลายด้าน

ทว่า การไปถึงจุดหมายปลายทางของความสำเร็จนั้น ก็ต้องมีการวางมาตรการ กลยุทธ์ ที่เหมาะสม ซึ่งล่าสุดทางฝากฝั่งนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ และตัวแทนนักวิชาการ คณาจารย์ ในสถาบันการศึกษา ได้ออกมาแสดงข้อคิดเห็นฝากถึง รัฐบาลใหม่ เกี่ยวกับการวางทิศทางเพื่อขับเคลื่อนทุกองคาพยพให้ตอบโจทย์ การส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ตลอดจน SME ไทย ให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน ดังต่อไปนี้


อย่าหลงลืม ส่ง SME ให้ ลงเรือแห่งความสำเร็จของโครงการ อีอีซี ไปด้วย

“อีอีซี” ในมุมมองของ นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) เปรียบเสมือนประตูสู่คาบสมุทรอินโดจีน เพราะเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ไทยยังมีโอกาสพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชั้นแนวหน้า ดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุน และใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตต หากเร่งรัดให้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่กลางปีนี้ไป จะส่งผลให้เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตได้อีก 1.7% ต่อปีทีเดียว

“หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดของโครงการอีอีซี จะพบว่าประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญที่ทางภาครัฐมุ่งมั่นจะพัฒนาให้เกิดขึ้น หนึ่ง คือ ส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการท่าเรือต่างๆ โครงการท่าอากาศยาน เป็นต้น และ สอง คือ ส่วนที่เป็นการลงทุน ใน 10 อุตสาหกรรมหลักที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่”

“ทั้งสองส่วนนี้ ถ้าแยกเป็นเม็ดเงินลงทุนแล้ว จะพบว่าเงินลงทุนในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน อยู่สูงถึง 1 ล้านล้านบาท และเม็ดเงินลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมหลักอีก 6 แสนล้านบาท รวมกันแล้วกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ถือเป็นเงินลงทุนก้อนมหาศาล จึงเป็นการเดินหน้าการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยที่ทั้งคนในชาติและชาวโลกจับตามอง”

นายนริศ สถาผลเดชา

แต่ในมุมมองของ คุณนริศ เห็นว่า ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เราพุ่งเป้าหมายไปที่การดึงดูดให้นักลงทุนรายใหญ่มาลงทุนในพื้นที่อีอีซีเป็นหลัก สะท้อนได้จากภาพที่รัฐบาลพยายามสื่อออกมา และที่เอกชนตอบกลับ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจรัฐ และธุรกิจรายใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะไม่มีโอกาสในจุดนี้ เพราะถ้ารายใหญ่ไม่จูง รายเล็กก็ไม่โตเหมือนกัน

“เนื่องจาก โครงการอีอีซีเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งรัฐได้ทยอยอัดฉีดเม็ดเงินพัฒนาถนน รถไฟ ท่าเรือและสนามบิน นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่จะผลักดันตัวเองให้เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อาหารแห่งการผลิตและการเติบโต ตามอุตสาหกรรมเป้าหมายขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ ซึ่งจะดันรายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่คาดว่าปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.02 ล้านล้านบาทต่อปี เติบโตขึ้นเป็น 1.08 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือหมายถึงการเติบโตกว่า 6 หมื่นล้านบาท”

คุณนริศ อ้างอิงถึงข้อมูลเบื้องต้นของจำนวนผู้ประกอบการในพื้นที่อีอีซีเพื่อสนับสนุนแนวความคิดของเขาที่กล่าวมาว่า ตอนนี้ในพื้นที่อีอีซี พบว่ามีผู้ประกอบการทั้งสิ้นราว 5.5 พันราย และเมื่อจำแนกผู้ประกอบการรายใหญ่ออก เพื่อมาดูโอกาสและช่องทางทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจำนวน 4.5 พันราย

“ผมมองว่า “เรายังมีศักยภาพ” โดยเฉพาะในธุรกิจยานยนต์ขนาดเล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มนี้เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเรามีมาตรฐานที่ดีเพียงพอ จนกลายเป็นโอกาสในการสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้”

ดังนั้น ผู้บริหารจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB จึงมองว่ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในจำนวนดังกล่าว ควรตื่นตัว และได้รับความสนใจมากกว่านี้ โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปลี่ยนความคิดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี และสิทธิต่างๆ ที่พึงจะได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

เพราะการที่เอสเอ็มอีจะลงทุนอยู่ในอีอีซี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะดูว่าได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ส่วนหนึ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่เข้าใจ คือ ระบบ ไม่เข้าใจสิทธิประโยชน์หลายๆ ด้าน ความไม่สมมาตรกันระหว่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีของบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดเล็ก เป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความสนใจมากกว่านี้

และสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรทำคือ พยายามสร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่อีอีซีว่า เมื่อลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวจะได้อะไรบ้าง เชื่อว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่หลายพันรายได้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอไม่ถึง 1.5 พันราย ส่วนที่เหลือยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ และเหล่านี้อาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ เลย เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

สรุปแล้ว สิ่งที่ผู้บริหารสถาบันการเงินท่านนี้ต้องการสื่อและย้ำกับ รัฐบาลใหม่ โดยคาดหวังจะได้เห็นผลผลัพธ์จากการดำเนินนโยบายที่เอื้อกับการพัฒนาของ SME ไทยมากขึ้น คือ

“ต้องยอมรับว่ามุมมองในด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อะไรจากการลงทุนในอีอีซีเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก และยังขาดการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ จนกลายเป็นคำถามตามมาว่า ทำไมต้องดันแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ คำตอบคือ อยากได้ยอด แต่กฎหมายก็ไม่ได้มีการกีดกันการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แล้วทำไมผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ”


รัฐบาลใหม่ ต้องจัดหนักสิทธิประโยชน์ด้านภาษี หนุนภาคธุรกิจ ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยพัฒนา นวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด

ด้าน ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายภาคีสัมพันธ์ และผู้บริหารวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ได้แสดงมุมมองต่อการวางมาตรการพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น ว่า

“ในการขยายฐานรายได้ของภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่มาจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยบ่อยครั้งเป็นการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เข้ามาช่วยคิดวิจัยและพัฒนาและร่วมลงทุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอด ซึ่งในบริบทของประเทศไทย เราอยากเห็นความร่วมมือกันมากกว่านี้ เชื่อว่าหากรัฐบาลสนับสนุนหรือโปรโมทภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรมให้มาทำความร่วมมือด้านนี้กับมหาวิทยาลัยมากขึ้น เพื่อคิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกด้าน โดยอาจจะให้สิทธิทางภาษีสามารถลดหย่อนมากกว่าเดิม จะทำให้ภาคธุรกิจหันมาทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน”

ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ดร.พัทธนันท์ ยกตัวอย่าง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ว่า ที่มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของจีน เช่น ในหนานจิง ได้อนุญาตให้บริษัทมาตั้งออฟฟิศในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเป็นร้อยบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมกับมหาวิทยาลัยและนักศึกษา ด้วยการเอาโปรเจคมาให้เด็กทำงานร่วมกับบริษัท

และบริษัทเหล่านี้รัฐบาลจีนจะให้สิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สิทธิประโยชน์ด้าน Corporate tax ของมณฑล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่ร่วมกัน

“เราอยากให้รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมแบบนี้บ้าง เพราะถ้าไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ ก็ยากที่จะขับเคลื่อนในภาพใหญ่ ไม่จูงใจภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในการวิจัยพัฒนาสิ่งต่างๆ ร่วมกันกับสถาบันการศึกษา” ดร.พัทธนันท์ กล่าวชัดเจน

แม้ว่า เดิมรัฐบาลสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนซึ่งสามารถมองได้ใน 2 ประเด็น คือ หนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่จ้างนักศึกษาในโครงการสหกิจศึกษา สอง เงินบริจาคเพื่อการศึกษา แต่ ดร.พัทธนันท์ สื่อว่าไม่ได้อยากให้มองจำกัดอยู่แค่สองประเด็นนั้น แต่อยากให้เกิดมีการร่วมมือกันอย่างจริงจังมากกว่านี้

“โดยดึงเอาความรู้จากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาในภาคอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมีความรู้ มีนักวิชาการ แต่ในเรื่องที่เป็น Technical จริงๆ ก็ต้องอาศัยภาคอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น จึงอยากเสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้มาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเอกชนมาจับมือมหาวิทยาลัยพัฒนางานวิจัยด้านต่างๆ ขึ้นมา รัฐบาลสามารถประกาศให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจที่มากพอและต้องมีกลไกให้ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างเสมอภาคกันด้วย”


ที่มา : บทความ เรื่อง “อีอีซี”โอกาสของเอสเอ็มอีไทย” เผยแพร่ในเว็บไซต์ไทยโพสต์ (22 เมษายน พ.ศ. 2562)


แนะแนวทางส่งเสริม ภาคอุตสาหกรรม และ SME ไทย ให้ไปไกลได้กว่าเดิม

อีอีซี ตัวช่วยเสริมกำลัง SME ดันเศรษฐกิจไทยโตไม่หยุด

เปิดวิสัยทัศน์ ประธานหอการค้าชลบุรีคนใหม่ ‘ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล’ กับภารกิจแรก พลิกโฉม SMEs ในอีอีซีให้แกร่ง ยืนหนึ่งในยุคดิจิทัล

e-san e-commerce : โครงการน้องใหม่ พา SME อีสาน – ตะวันออก บุกตลาดออนไลน์โกยเงินล้าน