มนุษย์เรา มองไม่เห็น “อากาศ” ด้วยตาเปล่า เพราะ “อากาศ” ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่ร่างกายสามารถรับรู้และสัมผัส “อากาศ” ผ่านกลไกระบบทางเดินหายใจได้


และพวกเราก็ไม่สามารถแยกแยะ “อากาศสะอาด” กับ “อากาศสกปรก” เพราะ “อากาศ” ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

ความแตกต่างระหว่าง “อากาศสกปรก” และ “อากาศสะอาด” ก็คือ “อากาศสกปรก” มี การปนเปื้อนของสิ่งไม่พึงประสงค์ ที่ไหลเวียนอยู่ใน “ระบบปรับอากาศ” สำนักงาน ผ่าน “ออกซิเจน” หรือ “อากาศ” ที่คนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นเอง

และแน่นอนว่า “ระบบปรับอากาศ” ในสำนักงานยุคใหม่ คงหนีไม่พ้น “แอร์” ทำความเย็น ที่เป็นระบบทั้ง “ผลิตอากาศ” และทั้ง “ปรับอุณหภูมิ” ให้กับสำนักงานทั่วทุกมุมโลก

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น “อากาศ” ที่ถูกผลิตขึ้นใน “ออฟฟิศ” ทั้งหลาย มนุษย์เงินเดือนที่จำเป็นต้องใช้สำนักงานเสมือน “บ้านหลังที่สอง” ทุกคน ล้วนผูกติดอยู่กับ “ระบบปรับอากาศ” แทบทั้งสิ้น

จึงมีความจำเป็นที่มนุษย์ออฟฟิศทุกคนควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับ “ระบบปรับอากาศ”

แอร์ ระบบปรับอากาศ แอร์ออฟฟิศ

ทุกๆ ปี จะมีผู้เสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศ สูงถึงปีละ 7 ล้านคน ซึ่งมากกว่า ผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ และอุบัติเหตุทางท้องถนน หรือโรคเบาหวาน ทั้ง 3 อย่างรวมกัน!

ที่สำคัญก็คือ 4 ใน 7 ล้านคนที่เสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศนั้น เสียชีวิตจากมลพิษที่เกิดจากระบบปรับอากาศสำนักงานครับ!

และผู้เสียชีวิตจำนวนหลักๆ ใน 4 ล้านคนดังกล่าว เป็นประชากรในประเทศกำลังพัฒนา โดย 80% ในจำนวนนี้ คือผู้ที่มีหลักแหล่งอยู่ในเมืองใหญ่แทบทั้งสิ้น

โดยผลการวินิจฉัยทางการแพทย์ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากมะเร็งปอด ทั้งที่หลายคนไม่เคยสูบบุหรี่เลยแม้สักมวนเดียว!

ปัญหาหลักในกรณีนี้ มิได้เกิดจากนิโคติน ทาร์ คาร์บอนมอนอกไซด์ หรือสารก่อมะเร็งอื่นๆ ในควันบุหรี่ ทั้งมือหนึ่ง และมือสอง

แต่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่หมุนวนอยู่ในระบบปรับอากาศของสำนักงานทั่วโลก

นอกจากฝุ่นแล้ว ตัวการสำคัญที่กำลังเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความวิตกกังวล ว่าระบบทางเดินหายใจของมวลมนุษยชาติได้ตกอยู่ในอันตรายขั้นใหญ่หลวงก็คือ สารประกอบอินทรีย์ระเหย ที่ปะปนอยู่ทั้งภายในระบบปรับอากาศออฟฟิศ และลอยละล่องอยู่นอกประตูสำนักงาน

สารประกอบอินทรีย์ระเหยมีอยู่ในผงหมึกของเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์ น้ำยาทำความสะอาดเกือบทุกประเภท น้ำยาซักแห้ง สีทาบ้าน สีพ่นรถยนต์ ยาฆ่าแมลงไรฝุ่นบนพรม ผ้าม่าน

นอกเหนือไปจากฝุ่นละอองขนาดเล็กสารประกอบอินทรีย์ระเหยยังมีควันพิษจากเครื่องจักรที่มีส่วนร่วมในการผลิตอากาศและปรับอุณหภูมิในกับสำนักงานต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นสารระเหยจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำยาทำความเย็น คราบเขม่าที่สะสมอยู่ในท่อเดินอากาศ

สิ่งทั้งหลายที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายในปัจจุบันกำลังป่วยเป็นโรค Sick Building Syndrome ก็คือ “อากาศสกปรก” นั่นเอง

แอร์ออฟฟิศ ระบบปรับอากาศ แอร์

“อากาศสกปรก” คือต้นตอของสาเหตุทั้งหมดเป็นสิ่งที่ชาวเผ่าออฟฟิศไม่มีทางหลีกพ้น เมื่อหายนะโรคร้ายได้จับเอาปากท้องของมนุษย์เงินเดือนเป็นตัวประกัน แลกชีวิต ความเป็นอยู่กับสุขภาพระยะยาว

แต่บางครั้งก็อาจยังไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่าระยะยาว เนื่องจากสุขภาพระยะสั้น หรือปัญหาสุขภาพเฉพาะหน้าได้ปรากฏโฉมขึ้นแล้วในนามของ Sick Building Syndrome นั่นเอง

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ได้มีองค์กรมากมายกำลังคิดค้นวิธีรับมือและต่อกรกับ Sick Building Syndrome กันอย่างขยันขันแข็ง

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เราคงได้เห็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ในตระกูลเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งถือเป็นสินค้าระดับพื้นฐานของมาตรการแห่งการประกาศศึกสงครามกับ Sick Building Syndrome

ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ เครื่องฟอกอากาศในบ้าน เครื่องฟอกอากาศในสถานศึกษา หรือเครื่องฟอกอากาศในสำนักงานต่างๆ

แต่ในปัจจุบัน มีการพัฒนาเครื่องฟอกอากาศ ที่แต่เดิมทำหน้าที่ตรงตามชื่อของมัน นั่นคือการ “ฟอกอากาศ” แต่เพียงถ่ายเดียว

ให้เพิ่มบทบาทและภารกิจที่นอกเหนือไปจากการ “ฟอกอากาศ” มาเป็นการ “ดักจับ”

ไม่ว่าจะเป็น การ “ดักจับ” ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารประกอบอินทรีย์ระเหยควันพิษจากผลิตอากาศและเครื่องปรับอุณหภูมิ คราบเขม่าที่สะสมอยู่ในท่อเดินอากาศ

โดยมีอุปกรณ์ “ดักจับ” ที่เรียกว่า Sensors ที่ทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนภัย เมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารประกอบอินทรีย์ระเหยควันพิษจากผลิตอากาศและเครื่องปรับอุณหภูมิ คราบเขม่าที่สะสมอยู่ในท่อเดินอากาศ มีปริมาณมากเกินความต้องการ

แปลไทยเป็นไทยก็คือ “อากาศ” ในออฟฟิศ มีความ “สกปรก” นั่นเอง

ต่อจากนั้น อุปกรณ์ “ดักจับ” หรือ Sensors ก็จะทำงานร่วมกับเครื่องมือพื้นฐานเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ นั่นก็คือ “เครื่องฟอกอากาศ” แต่แค่นั้นก็ยังคงไม่เพียงพอต่อการรับมือกับเจ้า Sick Building Syndrome

ระบบปรับอากาศ แอร์ออฟฟิศ แอร์

บรรดาองค์กรทั้งหลายจึงร่วมกันคิดค้น “แผ่นกรองอากาศ” ชนิด “นาโน”

ซึ่งจะทำหน้าที่คัดกรอง และกำจัด สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินหายใจของมวลมนุษยชาติ ซึ่งในที่นี้ก็ย่อมหมายถึง “อากาศสกปรก” นั่นเอง

มาถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของบรรดามนุษย์เงินเดือนก็คือการที่ต้องเข้าไปนั่งทำงานในออฟฟิศที่ประตู หน้าต่าง ปิดตาย ไม่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์จากภายนอก อาศัยก็เพียงเครื่องผลิตอากาศ และเครื่องปรับอุณหภูมิเป็นแหล่งกำเนิดออกซิเจน

เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะชนเผ่าออฟฟิศต้องกินต้องใช้ ต้องเอาสมอง สองมือ และร่างกายเข้าแลกเงินเดือนประทังชีวิต ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคภัยร้ายแรง โดยเฉพาะ Sick Building Syndrome

“แอร์ออฟฟิศ” เป็นเพชฌฆาต Killing Me Softly สะสมความป่วยไข้ให้เรา

นำมาสู่อาการ “ป่วยหยอดกระปุก” เพราะ “แอร์ออฟฟิศ” ฆ่า! ไร้ปรานี