ผลจากการประชุมอาเซียนในฐานะที่ไทยเป็นเจ้าภาพนั้น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถจับใจความสำคัญ (นอกจากอาหารอร่อย) ที่แสดงให้เห็นว่า ทีมงานของรัฐบาลให้ความสำคัญการพัฒนาประเทศตามหลัก ‘การค้าเสรี’
โดยมีข้อสมมติฐานที่ว่า หากเกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจใหม่ ไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศใน RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership)
อาเซียน มุ่งมั่นที่จะรักษาบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งของตนในการเป็นศูนย์กลางการค้าและแหล่งการผลิตที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้เศรษฐกิจอาเซียนได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวของผู้คนและสินค้า และหากเป็นเขตการค้าเสรีก็จะสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้
แต่สถานการณ์ปัจจุบันนั้น โลกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า โลกการค้าจำเป็นต้องเน้นแนวคิดเปิดกว้างด้านการบูรณาการและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีจีนเป็นผู้นำ จึงจะนำเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน นอกจากนี้ ยุคโลกาภิวัตน์ที่มีระบบเศรษฐกิจเปิดกว้าง โดยมีสถาบันพหุภาคีที่เข้มแข็ง จะช่วยส่งผลแง่บวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
อีกฝ่ายหนึ่ง สหรัฐอเมริกา (อียูยังไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากเยอรมนีไม่เห็นด้วย) ในฐานะประเทศที่พัฒนาแล้ว เชื่อว่าโลกาภิวัตน์จะนำไปสู่การจ่ายค่าจ้างที่ลดลงและส่งผลให้มีการรื้อระบบสังคมตามมา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อชนชั้นกลางในฝั่งตะวันตก แต่ประเทศในเอเชียอย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน กลับได้รับประโยชน์อย่างมากจากโลกาภิวัตน์
แต่ในความเป็นจริงนั้น มีการถ่ายโอนความมั่งคั่งของชาติจากตะวันตกไปตะวันออก
ผลที่ตามมาของโลกตะวันออกในยุคโลกาภิวัตน์ คือ นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ฝั่งตะวันตก เศรษฐกิจเติบโตช้า โดยคนที่ติดตามวิกฤตซึ่งเกิดขึ้นหลังปี 2008 คงเห็นได้ชัด
ส่วนภารกิจของประเทศไทย คือ ต้องสร้างเสถียรภาพให้ตลาดในประเทศ ในบริบทของการลดโลกาภิวัตน์ แทนที่โดยการเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเชื่อมช่องว่างด้านการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้เข้ากับภาคเหนือของยุโรป เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดการลงทุนให้ทั้งภูมิภาค รวมทั้งกระตุ้นโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
การใช้ RCEP น่าจะเข้าทางจีนอย่างมาก เนื่องจากจีนพยายามที่จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าผ่านแพลตฟอร์มการค้าพหุภาคี หรือกลไกด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาคมระหว่างประเทศในระดับหนึ่ง
ดังนั้น การประชุมที่เกิดขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่นปลายมิถุนายนนี้ของกลุ่ม G20 คาดว่าประเทศจะได้ผลประโยชน์จากบริษัทขนาดใหญ่ จากการเพิ่มมูลค่าการผลิตในต่างประเทศ ซึ่งจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่า ยกเลิกการกีดกันทางการค้า และสนับสนุนการค้าเสรีเพื่อให้เศรษฐกิจเปิดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อลดความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในฝั่งตะวันตกคือ อียูและสหรัฐอเมริกา
น่าสนใจตรงที่ว่า ทั้งสองแนวทางนี้จะมีความสามารถในการรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมืองของชาติตนเองมากน้อยแค่ไหน ภายใต้การชี้นำของผู้นำทางเศรษฐกิจที่แต่ละฝ่ายน่าจะมีวิสัยทัศน์ว่า หากสงครามการค้าขยายตัวเป็นสงครามค่าเงิน จะมีวิธีการปกป้องตนเองอย่างไร
สิ่งนี้ควรจะนำเอามาเป็นประเด็น เป็นสาระสำคัญของการจัดประชุมที่ผ่านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย











