ความน่าสนใจของการจัดการอบรมใน โครงการพัฒนาสมรรถนะกำลังแรงงานภาคอุตสาหกรรมเชี่ยวชาญระดับสูงด้านนวัตกรรมระบบราง ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ด้านโรงซ่อมบำรุง (Maintainance Depot) ที่จัดขึ้นโดย มทร.ธัญบุรี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีความโดดเด่นอยู่แค่เป็นการจัดอบรมเฉพาะทางด้านโรงซ่อมบำรุงให้กับคนทำงานระบบรางคุณภาพเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเท่านั้น ทว่า ตลอดระยะเวลาการอบรม 5 วันนั้น ได้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมถ่ายทอดความรู้รวมถึงอัปเดตสถานการณ์การพัฒนาที่เกิดขึ้นในแวดวง  ‘อุตสาหกรรมระบบรางไทย’ ให้ฟังด้วย


โดยหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานภาครัฐ ที่ให้เกียรติมาร่วมถ่ายทอดความรู้ ทั้งยังร่วมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา อุตสาหกรรมระบบรางไทย คือ นายศุภฤกษ์  สุดยอดประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน และ หัวหน้ากลุ่มมาตรฐานระบบการเดินรถและสิ่งอำนวยความสะดวก กองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมการขนส่งทางราง

ทั้งนี้ คุณศุภฤกษ์ ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้เข้ารับการอบรมก่อนว่า กรมการขนส่งทางราง เป็นหน่วยงานใหม่แกะกล่องที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2562 แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นรอให้มีการอนุมัติร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ที่จะบัญญัติเรื่องการให้อำนาจกำกับดูแลและพัฒนาความปลอดภัย ประสิทธิภาพในการให้บริการกับพี่น้องประชาชน

ในการรับหน้าที่มาบรรยายหัวข้อเรื่อง “การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย และนโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐ” คุณศุภฤกษ์ได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งในเรื่องของการปูพื้นแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) ประเด็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ซึ่งการพัฒนา ‘อุตสาหกรรมระบบรางไทย’ ได้รับการกำหนดเป็นหนึ่งในแผนแม่บทนี้ ไปจนถึงประเด็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการพัฒนาระบบรางไทยและอุตสาหกรรมระบบรางไทย พร้อมตอบคำถามว่า นโยบายภาครัฐที่ผ่านมา ‘หนุนหรือหน่วง’ การพัฒนาระบบรางไทยในทุกมิติแบบตรงไปตรงมา


รู้ไว้ดีกว่า… ทิศทางการพัฒนา ‘อุตสาหกรรมระบบรางไทย’ ภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580)

ภายใต้แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) ได้กำหนดประเด็น ‘อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต’ ไว้ ซึ่ง คุณศุภฤกษ์ ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมระบบราง ก็เป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ได้วางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาไว้อย่างชัดเจน 

โดยในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการพัฒนาระบบคมนาคม จะสนับสนุนให้มีกลไกในการ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรมภายในประเทศ ส่วน แนวทางการพัฒนาตามแผนย่อยอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการพัฒนาระบบ คมนาคม จะประกอบด้วยประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบราง คือ

  • พัฒนาและยกระดับทักษะความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา อุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน อุตสาหกรรมชิ้นส่วนระบบราง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนในอนาคต…..       
  • สนับสนุนให้มีกลไกการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรม สนับสนุนภายในประเทศ และกำหนดคุณลักษณะเฉพาะทางและมาตรฐานด้านระบบรางของประเทศ เทียบเท่าระดับสากล รวมทั้งกำหนดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ สถานศึกษา และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งจะนำไปสู่ความปลอดภัยในการให้บริการและบริหารจัดการ ยกระดับคุณภาพการให้บริการ และเตรียมพร้อม รองรับระบบคมนาคมในอนาคต 

ทั้งนี้ นโยบายของทางรัฐบาล ได้กำหนดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยระยะยาว ด้วยการขนส่งระหว่างเมืองเพื่อเชื่อมต่อภูมิภาคระบบราง 2 ประเภท ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศอยู่ในตอนนี้ ได้แก่

  1. พัฒนาระบบรถไฟทางคู่ (1.000 ม.) เพิ่มความเร็วรถโดยสาร จาก 60 เป็น 100 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วรถสินค้า จาก 39 เป็น 60 กม./ชม.
  2. รถไฟความเร็วสูง (1.435 ม.) มากกว่า 200 กม./ชม. (สำหรับประเทศไทยต้องเป็นระบบที่สร้างใหม่ ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ขึ้นไป)

ทั้งนี้ ในส่วนของ รถไฟความเร็วสูง ได้วางแผนก่อสร้างในเส้นทาง ดังนี้ เส้นทาง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา  (ระยะ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย) และเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-หัวหิน

โดยในช่วงแรก จะเดินหน้ารถไฟความเร็วสูง 2 โครงการ สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา 252 กม. และสายตะวันออก เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ –  อู่ตะเภา 220 กม.

สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินโครงการที่กล่าวมาทั้งหมด คุณศุภฤกษ์ อัปเดตว่า มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และได้รายงานผลในแบบสรุปให้ผู้เข้าอบรมฟัง รวมถึงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 10 สาย ด้วย


เปิดศักยภาพการพัฒนา อุตสาหกรรมระบบรางไทย เราไปได้ไกลกว่าที่คิด

ส่วนประเด็นเรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศไทย คุณศุภฤกษ์ ได้บรรยายให้ฟังว่า ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ภายในประเทศ ระยะที่ 1 และ 2 โดยพบว่า

“ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน เพื่อใช้สำหรับการขนส่งระบบรางได้ ทั้งในส่วนของงานก่อสร้าง งานระบบราง การประกอบตัวรถไฟ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน งานระบบไฟฟ้า และงานระบบอาณัติสัญญาต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน มีการผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูป เพื่อประกอบในพื้นที่และการผลิตหมอนคอนกรีตประกอบแคร่บรรทุกหินโรยทาง”

นอกจากนั้น คุณศุภฤกษ์ ยังหยิบยกเอาข่าวล่าสุด ที่รายงานว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งสามารถสร้างรถไฟฝีมือคนไทยได้สำเร็จด้วยการสั่งสมประสบการณ์ของการซ่อมเรือรบขนาดใหญ่มานานของ บริษัท ปิ่นเพชร มารีน จำกัด ลบคำสบประมาทที่ว่า “สร้างรถไฟเหรอ คนไทยทำไม่ได้หรอก” ได้สำเร็จ

ความสำเร็จนี้เริ่มต้นจากที่ นายเมธัส เลิศเศรษฐการ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ปิ่นเพชร มารีน จำกัด ได้เข้ารับงานซ่อมบำรุงขบวนรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พอดีกับการที่ ร.ฟ.ท.เปิดโครงการดัดแปลงรถโบกี้ไฟฟ้าจำนวน 8 คันวงเงินกว่า 133 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนจากรถเก่าที่จอดทิ้งมานานให้กลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติอีกครั้ง

จากการทดสอบเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คุณเมธัส ได้กล่าวถึงข้อดีของรถไฟพาวเวอร์คาร์ฝีมือคนไทยว่าสามารถลดค่าเชื้อเพลิงไปได้กว่า 1.5 หมื่นบาท จึงช่วยลดภาระหัวรถจักรให้สามารถยืดอายุการทำงานได้ ไม่ต้องติดเครื่องเพื่อปั่นไฟในช่วงเวลาจอดหรือหยุดรถ ช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง ลดการสึกหรอ อีกทั้งยังสามารถสลับเปลี่ยนไปยังขบวนอื่นๆได้ทันที ส่งผลให้ลดเสียงรบกวนในตู้โดยสารได้อย่างดีอีกด้วย

โดยสนนราคาของ รถไฟพาวเวอร์คาร์ เมดอินไทยแลนด์นี้ ราคาประมาณคันละ 12.5 ล้านบาท (ตํ่ากว่าราคากลางที่กำหนดไว้คันละ 16 ล้านบาท) แตกต่างจากรถไฟนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงเกือบคันละ 70 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้มีการวางแนวทางในการต่อยอดความสำเร็จนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อวงการระบบขนส่งทางรางไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป

มาถึงตอนนี้ คุณศุกฤกษ์ ชี้ว่า นี่เป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของคนไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางในฐานะผู้คิดค้นนวัตกรรมระบบรางได้อย่างชัดเจน


พลิกเหรียญอีกด้าน เพื่อเห็นถึงปัญหาและทางออกจาก ‘ภาวะการเสียโอกาสในการพัฒนาระบบรางของไทย’

หลังจากชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจทั้งของประเทศไทยและคนไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง คุณศุภฤกษ์ก็สื่อสารต่อว่า เมื่อเหรียญยังมีสองด้าน ในเรื่องของการพัฒนาระบบรางของไทย ก็เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังอยู่ในวังวนซึ่งทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาระบบรางไปอย่างน่าเสียดาย โดยมีปัจจัยก่อให้เกิดภาวะนี้ ดังนี้

  • เงินลงทุนมากกว่าครึ่งถูกใช้ออกนอกประเทศในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์
  • การพัฒนาทุกโครงการเป็นไปในแนวทางการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่มีการพัฒนา คิดค้น และศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง และไม่มีผู้เชี่ยวชาญไทยด้านระบบรางอย่างแท้จริง (ปัจจุบันอุตสาหกรรมไทย ถูกปิดกั้นด้วยระบบการจัดซื้อจัดจ้าง) 
  • โครงการในอดีตต้องอาศัยการบำรุงรักษาและการเดินรถโดยบริษัทต่างประเทศ 
  • การประกอบรถในต่างประเทศ ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ เพื่อจ้างประกอบนี้ไปให้กับต่างประเทศอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนั้น คุณศุภฤกษ์ยังฝากข้อเสนอแนะ เพื่อสื่อไปถึงรัฐบาลใหม่ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบรางให้ประสบความสำเร็จควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบรางแตกต่างจากอุตสาหกรรมทั่วไป ผู้ซื้อสินค้าทั่วไป คือ ประชาชน ตลาดกว้าง แต่สินค้าอุตสาหกรรมระบบรางตลาดแคบ เนื่องจากมีผู้ซื้อน้อยราย ได้แก่ ผู้ประกอบการเดินรถไฟเท่านั้น
  • ผู้ซื้อที่เป็นภาครัฐ (รฟท. รฟม.) ติดอยู่ในกรอบนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งปิดกั้นการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในประเทศ 
  • การริเริ่มจากภาครัฐเป็น “Key Success Factor” โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นกลไกในการเรียนลัด
  • นอกจากปัจจัยของฝั่งอุปสงค์แล้ว การเตรียมบุคลาการ ด้านวิศวกรและช่างเทคนิค ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน 
  • ต้องแน่ใจว่าระบบรางที่สร้างต้องมีมาตรฐาน เพื่อรับประกันความปลอดภัย

ก่อนจบการบรรยาย คุณศุภฤกษ์ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ถ้าการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางไทยรวมถึงการพัฒนาระบบรางให้ครอบคลุมจุดประสงค์ของการใช้ในทุกรูปแบบของไทย สามารถก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคที่กล่าวมาได้ ระบบรางของประเทศไทยก็สามารถพัฒนาได้อย่างก้าวไกลไม่แพ้ชาติใดแน่นอน


การพัฒนาระบบรางไทยและอุตสาหกรรมระบบรางไทย เดินหน้าไปแล้วในหลากหลายเส้นทางและแง่มุม

ผศ.ดร.เทอดเกียรติ ลิมปิทีปราการ มองปัญหาให้เป็นโอกาส พัฒนากำลังคนคุณภาพ ‘ระบบรางและรถไฟความเร็วสูง’ ของไทย

ต่อยอดจากอีอีซี ด้วยโปรเจกต์พัฒนา ‘จังหวัดสระแก้ว’ ให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษชายแดนไทย – กัมพูชา ครบวงจร

ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินเสี่ยงสูง แต่ทำไม? ‘ซีพี’ ยาก…ปฏิเสธ

Previous articleผศ.ดร.เทอดเกียรติ ลิมปิทีปราการ มองปัญหาให้เป็นโอกาส พัฒนากำลังคนคุณภาพ ‘ระบบรางและรถไฟความเร็วสูง’ ของไทย
Next articleเตรียมตัวกันไว้ เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพอาเซียนและจะเปิดการค้าเสรี
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์