ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาลำดับต้นๆ ของ ‘ภาคการเกษตรไทย’ ซึ่งกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยแทบจะเต็มตัวไปแล้ว โดยข้อสรุปนี้ยืนยันได้ด้วยผลสำรวจภาวะการทำงานของไทยปีล่าสุดได้แสดงให้เห็นในภาพรวมว่าการเข้าสู่สังคมสูงวัยของแรงงานในภาคเกษตรไทยมีความรุนแรงมากกว่าภาพรวมของประเทศ โดยเราพบว่าสัดส่วนของแรงงานเกษตรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2546 เป็น 19% ในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในปี 2560 ที่ 14% ซึ่งสวนทางกับสัดส่วนของแรงงานอายุน้อย (15-40 ปี) ที่ลดลงอย่างมากจาก 48% เป็น 32% ในช่วงเวลาเดียวกัน และสัดส่วนแรงงานสูงอายุได้ปรับเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ และทุกกิจกรรมการผลิตด้วย ปรากฏการณ์นี้ส่งผลอะไรต่อการพัฒนาภาคการเกษตรไทยข้าง งานวิจัยต่อไปนี้มีคำตอบ


รู้เพื่อเข้าใจ สังคมสูงวัย ส่งผลอะไรต่อการพัฒนาผลิตภาพของ ภาคการเกษตรไทย

โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิบายข้อมูลทางสถิติพื้นฐาน ถึงภาพรวมผลสำรวจภาวะการทำงานของไทยปีล่าสุด ที่นำมาซึ่งการชี้ให้เห็นว่า สังคมสูงวัย ในภาคการเกษตรไทย ส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภาพของเกษตรกรรมไทยได้อย่างไร

“กำลังแรงงานในภาคเกษตรมีสูงถึง 13.36 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 34 ของกำลังแรงงานในระบบทั้งหมด แต่สัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตรต่อ GDP มีเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2561) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพแรงงานและผลิตภาพ จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรซึ่งเป็นภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นสูง (high labor intensive) แรงงานไม่สามารถทดแทนโดยเทคโนโลยีหรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้ง่ายนัก และยังคงมีระดับผลิตภาพต่ำ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประชากรไทยอีกด้วย”

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าจะมีแต่ ภาคการเกษตรไทย ที่เดียวเท่านั้นที่เผชิญกับปัญหานี้ เพราะแรงงานเกษตรในหลายประเทศทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน งานวิจัยของ Zagata and Sutherland (2015) พบว่า ในกลุ่มประเทศ EU สัดส่วนของแรงงานอายุน้อยในภาคเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.6 ในปี ค.ศ. 2003 เหลือเพียงร้อยละ 5.6 ในปี ค.ศ. 2017

ส่วนในกลุ่มประเทศเอเชียเอง MAFF (2017) พบว่าสัดส่วนของแรงงานสูงอายุในประเทศญี่ปุ่นมีสูงถึงร้อยละ 63.5 ในปี ค.ศ. 2015 Lee (2015) พบว่าเกษตรกรในประเทศเกาหลีใต้ส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 70 – 75 ปี และมีหัวหน้าครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ โดยในปี ค.ศ. 2008 เกาหลีใต้มีแรงงานสูงวัยที่อายุมากกว่า 65 ปีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 35 และประสบปัญหาการลดลงของแรงงานอายุน้อยอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสูงวัยในต่างประเทศข้างต้นดูจะรุนแรงกว่าประเทศเรา

ด้วยผลกระทบของปัญหาสังคมสูงวัยที่แพร่ขยายไปยังทุกประเทศเกษตรกรรมทั่วโลก ทำให้เหล่านักวิชาการเดินหน้าทำ งานวิจัย เพื่อแสดงให้เห็นในข้อค้นพบที่สำคัญในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

  • การเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอาจมีนัยต่อการทำการเกษตรและผลิตภาพของภาคเกษตร
  • พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงผลิตภาพที่ถดถอยลงของแรงงานเกษตรสูงอายุ เพราะอายุของเกษตรกรเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการตัดสินใจและเรียนรู้ในกระบวนการทำการเกษตร ซึ่งอาจส่งโดยตรงต่อผลิตภาพ
  • แรงงานสูงอายุมักมีอัตราการตอบรับ เรียนรู้และใช้เทคโนโลยีต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ และเกษตรกรอายุน้อยส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อเพิ่มระดับผลิตภาพได้ดีกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม โสมรัศมิ์ ได้อ้างอิงถึงข้อค้นพบในงานวิจัยของต่างประเทศในจุดเด่นของแรงงานสูงอายุของภาคการเกษตรเหล่านี้ว่า เกษตรกรสูงวัยมักมีประสบการณ์และสินทรัพย์มากกว่า ซึ่งในพื้นที่ที่เกษตรกรสามารถผันตัวเป็นผู้จัดการและมีการจ้างทำการเกษตรอย่างกว้างขวาง การเข้าสู่สังคมสูงวัยก็อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการถดถอยของผลิตภาพเสมอไป ดังนั้น หลักฐานเชิงประจักษ์จากอดีตจนถึงปัจจุบันในหลายประเทศบอกเราว่านัยของการเข้าสู่สังคมสูงวัยต่อการพัฒนาภาคเกษตรอาจแตกต่างกันไปตามบริบทต่างๆ


สถานการณ์ สังคมสูงวัย ที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้า และต้องหาทางออกไปด้วยกัน

ด้าน บุญธิดา เสงี่ยมเนตร อีกหนึ่งนักวิจัยในทีมนี้ จาก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ระบุให้ฟังว่า การศึกษานี้ได้สะท้อนสถานการณ์สูงวัยในครัวเรือนในสองมิติ มิติแรกจะสะท้อนถึงการกระจายตัวของอายุของสมาชิกในครัวเรือนด้วยสัดส่วนแรงงานสูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) และแรงงานอายุน้อย (อายุ 25 – 40 ปี) ต่อแรงงานในครัวเรือนทั้งหมด มิติที่สอง จะสะท้อนถึงอายุของหัวหน้าครัวเรือนซึ่งในทางทฤษฎีจะมีนัยโดยตรงต่อการตัดสินใจทำเกษตรของครัวเรือน

โดยข้อค้นพบสำคัญจากการสำรวจ สถานการณ์สังคมสูงวัย ในภาคการเกษตรไทย มีดังนี้

  • นอกจากสถานการณ์สูงวัยจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นสำหรับครัวเรือนที่มีแรงงานสูงวัยอยู่แล้ว ยังพบว่าครัวเรือนเกษตรที่มีแรงงานอายุน้อยกลับมีสัดส่วนลดลงอย่างมากเช่นกัน ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณและตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานอายุน้อยในภาคเกษตรไทยด้วย
  • ครัวเรือนที่มีแรงงานสูงวัยเกือบทั้งหมด ก็จะมีแรงงานสูงอายุเป็นหัวหน้าครัวเรือนด้วย โดยจำนวนครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนอายุน้อยกว่า 40 ปีลดลงจากร้อยละ 25 ในปี 2546 มาเหลือแค่ร้อยละ 12 ในปี 2556 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศพบว่าสถานการณ์ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เมียนมามีอัตราครัวเรือนเกษตรมีหัวหน้าครัวเรือนสูงวัยอยู่ที่ร้อยละ 25 แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่จำนวนครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนอายุน้อยมีเพียงร้อยละ 2.8 เท่านั้น
  • พบว่ามีความรุนแรงของการเข้าสู่สังคมสูงวัยของครัวเรือนเกษตรไทยมีความแตกต่างกันเชิงพื้นที่ในหลายพื้นที่ของภาคกลางและในปริมณฑลมีสัดส่วนของแรงงานสูงวัยในครัวเรือนในระดับที่สูงกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศ และอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนสูงในหลายจังหวัด ทั้งในภาคกลาง อีสาน และเหนือตอนบน โดยจังหวัดที่มีหัวหน้าครัวเรือนอายุมากสุดใน 7 อันดับแรกของประเทศคือ สมุทรสงคราม สิงห์บุรี นครนายก อ่างทอง ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และขอนแก่น
  • ทว่า ก็ยังมีข้อค้นพบซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีว่าสัดส่วนของแรงงานอายุน้อยในครัวเรือนในภาคใต้และพื้นที่ชายขอบของภาคเหนือและอีสานยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งทีมนักวิจัยสันนิษฐานพว่าเป็นเพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ศักยภาพในการส่งเสริมและเผยแพร่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศนั่นเอง

สำหรับคำถามที่ว่า “การเข้าสู่สังคมสูงวัยของครัวเรือนเกษตรสัมพันธ์กับผลิตภาพและการทำเกษตรอย่างไร ?” วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในทีมวิจัย ได้ให้ตอบคำถามนี้ว่า

“เราพบว่าหัวหน้าครัวเรือนสูงวัยมักสัมพันธ์กับระดับผลิตภาพที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะผลิตภาพต่อแรงงาน และความตื่นตัวรวมถึงความสามารถในการใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ก็ต่ำลงด้วย ซึ่งข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และตอบรับกับเทคโนโลยีของเกษตรกรในหลายประเทศ ที่ช่วยอธิบายกลไกของความสัมพันธ์ของอายุกับผลิตภาพได้เป็นอย่างดี”

นอกจากนี้ อาจารย์วิษณุ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าครัวเรือนในภาคการเกษตรไหนที่มีหัวหน้าครอบครัวสูงวัย ก็มักจะทำกินในที่ดินที่มีขนาดเล็กลงและมีความเป็นไปได้ที่สูงที่จะจำกัดการทำเกษตรในที่ดินของตนเองและอาศัยจ้างแรงงานให้ทำแทนตนเองและครอบครัว ปัจจัยนี้อาจสะท้อนถึงข้อจำกัดในการขยายการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพและรายได้สุทธิของครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ และส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในที่สุด

ขณะที่ ถ้าครัวเรือนใดมีเกษตรกรอายุน้อย พวกเขาจะค่อยๆ สะสมประสบการณ์และความสามารถในการทำการเกษตร โดยระดับของผลิตภาพจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น จนถึงช่วงอายุ 35 – 44 ปี ซึ่งถือเป็นอายุเฉลี่ยที่เกษตรกรมีทั้งสมรรถภาพและประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน จากนั้นผลิตภาพจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุเกษตรกรเข้าสู่ช่วงสูงวัย


แนะทางออกจากทีมวิจัย ให้ ภาคการเกษตรไทย เติบโตไปคู่กับสังคมสูงวัย หัวใจไอที

แม้ผลการวิจัยจะออกมาในเชิงฟันธงว่า การเติบโตของสังคมสูงในภาคการเกษตรของไทย ส่งผลแน่นอนต่อผลิตภาพที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทว่า ทีมนักวิจัยก็ได้เสนอแนะทางออกของการร่วมมือกันพัฒนาในรูปแบบของ การพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างสังคมสูงวัยคุณภาพสูงของไทย โดย จิรัฐ เจนพึ่งพร ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจประจำ ธนาคารแห่งประเทศไทย อีกหนึ่งกำลังสำคัญในทีมวิจัย ได้เป็นตัวแทนเสนอแนะวิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ว่า

“การออกแบบกลไกการยกระดับผลิตภาพในภาวะที่เข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยการส่งเสริม เผยแพร่เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเกษตรไทย จำเป็นต้องคำนึงถึงสถานการณ์สูงวัยของครัวเรือนซึ่งมีความแตกต่างกันในเชิงพื้นที่ โครงสร้างครัวเรือน และกิจกรรมทางการเกษตรด้วย เพราะอย่างไรก็ตามเราก็พบว่าครัวเรือนที่มีแรงงานสูงวัยส่วนใหญ่มักเป็นครัวเรือนหลายรุ่น ซึ่งหากมีกระบวนการจัดสรรทรัพยากรในครัวเรือนอย่างเหมาะสม ผสมผสานประสบการณ์ ภูมิปัญญาและสินทรัพย์ที่สำคัญจากแรงงานสูงอายุ เข้ากับความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัวและตัดสินใจยอมรับเทคโนโลยีของแรงงานอายุน้อยกว่า ก็อาจสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และบรรเทาผลกระทบจากสังคมสูงวัยไปได้

นอกจากนั้น จิรัฐ ยังได้ชี้ว่า นโยบายเกษตรในภาวะที่เข้าสู่สังคมสูงวัยจะต้องพยายามตอบสี่คำถาม คือ

  • หนึ่ง เราจะนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับหรือทดแทนแรงงานสูงวัยเพื่อเพิ่มผลิตภาพได้อย่างไร?
  • สอง เราจะดึงดูดให้แรงงานอายุน้อยให้เข้ามาในภาคเกษตรมากขึ้นได้อย่างไร? ซึ่งในต่างประเทศได้ใช้การให้แรงจูงใจทางการเงินและโครงการให้ความช่วยเหลือ (set-up assistant program) รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับแรงงานอายุน้อยเพื่อดึงดูดให้แรงงานเหล่านี้สนใจหันมาทำเกษตรมากขึ้น
  • สาม เราจะสนับสนุนการออกนอกภาคเกษตรของแรงงานสูงวัยอย่างไร?
  • สี่ เราควรมีมาตรการใดบ้างที่จะช่วยเหลือและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครัวเรือนเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย?

ผลการวิจัยนี้นับว่าทำหน้าที่ได้ครบทั้งในเรื่องของการชี้ให้เห็นปัญหา ที่นำมาสู่ทางออกสำคัญ โยอาศัยการอ้างอิงจากงานวิจัย และ Success case ในต่างประเทศ เช่น การวางมาตรการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้สูงวัยออกนอกภาคเกษตร ด้วยการกำหนดข้อจูงใจในการสร้างรายได้ใหม่ๆที่ตรงตามความชอบและตอบโจทย์ของเกษตรกรสูงวัยรายนั้นมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งดำเนินการสนับสนุนให้เกษตรกรได้เข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ พร้อมฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้และสร้างการยอมรับให้เกษตรกรด้วย


ที่มา : เรียบเรียงจาก บทความรายงานผลการวิจัย เรื่อง “สถานการณ์สูงวัยกับผลิตภาพและการทำเกษตรของครัวเรือนเกษตรไทยมีนัยต่อการพัฒนาภาคเกษตรอย่างไร?” เผยแพร่ใน เว็บไซต์สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ (pier.or.th) 12 มิถุนายน 2562


ค้นหาไอเดียพลิกทุกข้อจำกัด สู่การพัฒนาภาคเกษตรไทยให้ไปถึงเป้าหมาย เกษตรอัจฉริยะ ได้ ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้

‘เครื่องวัดการสังเคราะห์แสงของพืชแบบพกพา’ นวัตกรรมวางแผนปลูกพืชฝีมือนักศึกษาไทย แม่นยำ & เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ตามไปดู ‘กระชังปลาอัจฉริยะ’ นวัตกรรมจากมันสมองคนรุ่นใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงท้องถิ่น

ปฏิวัติการทำเกษตรแบบเดิม สู่ ‘Indoor Farming การเกษตรในร่ม’ ช่องทางทำเงินจากนวัตกรรมการปลูกพืชแนวใหม่