นอกจากที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศแล้ว พื้นที่การเกษตรในภาคอีสานบ้านเรา ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งทำเกษตรกรรมอันหลากหลายของประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ล้วนปลูกอยู่ในเรือกสวนไร่นาทางอีสาน ขณะที่ผลผลิตยางพารายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการปลูกยางของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยผลผลิตการเกษตรที่ได้นอกจากจะบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังส่งสินค้าเกษตรที่ผลิตในอีสานออกไปขายในต่างประเทศด้วย และในการขนส่งนี้เองที่ต้องอาศัยระบบราง ซึ่งเป็นวิธีการขนส่งที่สะดวกและประหยัดที่สุด และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งของโครงการ รถไฟทางคู่ หรือ รถไฟสายอีสาน


รถไฟทางคู่ คุณค่าที่คู่ควร ตอบโจทย์ขนส่งสินค้าเกษตรแปรรูป

จากบทความวิเคราะห์เรื่อง “เจาะลึกประโยชน์ของรถไฟทางคู่ต่อการขนส่งสินค้าเกษตรแปรรูปของอีสาน” โดย นายโชติพัฒน์ กลิ่นสุคนธ์ และ นางสาวสุพิชญา สุวรรณโภชน์ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายในเบื้องต้นก่อนว่า

“แม้ว่าสินค้าเกษตรจะเหมาะกับการขนส่งทางรางเพราะมีน้ำหนักมาก ปริมาณขนส่งต่อครั้งสูง และมูลค่าต่อหน่วยต่ำ แต่ส่วนหนึ่งเพราะข้อจ้ากัดของเครือข่ายเส้นทางรถไฟที่มีเพียง 4,430 กิโลเมตรทั่วประเทศ ซึ่งน้อยกว่าถนน 100 เท่า รวมทั้งความไม่แน่นอนของเวลาที่ใช้ในการขนส่ง ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานอื่นยังไม่เพียงพอ ทำให้การขนส่งทางรางไม่เป็นที่นิยมนัก โดยข้อมูลสถิติของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.) (ข้อมูลปี2559) ชี้ให้เห็นในภาพรวมว่า การขนส่งทางรางมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.4 ของการขนส่งทั้งหมดในประเทศไทยเท่านั้น”

ดังนั้น การเกิดขึ้นของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ จึงเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่คาดว่าจะช่วยยกระดับศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางของประเทศ และประโยชน์ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคการเกษตรไทยจะได้รับจากการขนส่งสินค้าเกษตรแปรรูปของอีสาน คือ

  • หนึ่ง ช่วยลดเวลาการขนส่งและเพิ่มความแน่นอน เพราะรถไฟไม่ต้องจอดรอสับหลีกขบวนอีกต่อไป
  • สอง โครงข่ายรถไฟครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น นอกเหนือจาก 2 เส้นทางเดิม ซึ่งได้แก่ชุมทางถนนจิระ-หนองคาย และชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี แล้วจะมีเส้นทางใหม่อีก 1 เส้นทาง คือ บ้านไผ่-นครพนม ซึ่งทุกเส้นทางสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือกรุงเทพฯและท่าเรือแหลมฉบังได้
  • สาม สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานมีความพร้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มสถานที่เก็บตู้สินค้า (Container Yard: CY) ซึ่งจะเอื้อให้การรวบรวมสินค้าเกษตร ก่อนเคลื่อนย้ายต่อไปยังท่าเรือ ทำได้สะดวกขึ้น

ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนได้ไม่น้อย เมื่อมี รถไฟทางคู่

ในบทความเดียวกันนี้ ยังได้ตอบคำถามชัดเจนว่า กลุ่มผู้ประกอบการเกษตร จะได้รับผลประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ รถไฟทางคู่ อย่างแน่นอน ด้วยการคำนวณให้เห็นตัวเลขของต้นทุนที่ลดได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จ โครงการ รถไฟทางคู่ สายอีสาน คาดว่าจะช่วยลดเวลาที่ใช้ในการขนส่งได้ถึงร้อยละ 30 เช่น การส่งสินค้าจากขอนแก่นไปยังท่าเรือแหลมฉบัง โดยการใช้รถไฟทางเดี่ยวในปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 12-14 ชั่วโมง จะลดลงเหลือเพียง 9-10 ชั่วโมงเท่านั้นหากเป็นการขนส่งโดยรถไฟทางคู่ ซึ่งใกล้เคียงกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก แต่ต้นทุนถูกกว่า 2 เท่า

นอกจากนี้ หากสินค้าเกษตรสำคัญของอีสานทั้ง 4 ชนิด คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งมีผลผลิตรวมประมาณ 80 ล้านตันต่อปี เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางรางเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 คาดว่าจะสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 1 พันล้านบาทต่อปีทีเดียว

แต่อย่างไรก็ดี ผู้เขียนบทความ ยังได้ระบุถึง ข้อมูลภาคสนามที่ได้จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้หารือกับภาคธุรกิจในพื้นที่ พบว่าการขนส่งทางรางจะตอบโจทย์ได้นั้น มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม คือ

  • หนึ่ง ในส่วนของลักษณะสินค้า หากเป็นสินค้าที่เสียหายได้ง่ายในระหว่างขนย้าย การขนถ่ายหลายครั้ง อาจทำให้สินค้าเกิดความเสียหาย
  • สอง สำหรับการกำหนดปริมาณการขนส่ง การขนส่งทางรางจะคุ้มก็ต่อเมื่อขนส่งปริมาณมากต่อครั้ง ซึ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมอาจได้รับประโยชน์จากการขนส่งในระบบรางไม่มากนัก
  • สาม ที่ตั้งของผู้ประกอบการ หากโรงงานตั้งอยู่ไกลจากสถานีขนถ่ายสินค้า ผู้ประกอบการอาจไม่ได้ประโยชน์จากการขนส่งทางรางเท่าที่ควร

จากประโยชน์และข้อจำากัดข้างต้น ที่ผ่านมา จึงมีผู้ประกอบการสินค้าเกษตรประเภท แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาล และยางพารา มีแนวโน้มเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น เพราะเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยเกิดความเสียหายขณะขนย้าย และส่วนมากเป็นกิจการขนาดใหญ่ ทำให้ง่ายต่อการรวบรวมและขนส่ง

ขณะที่การขนส่ง ข้าว มีโอกาสเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางรางน้อยกว่า เพราะมีข้อจำกัดตรงที่ข้าวเป็นสินค้าที่เสียหายจากการขนส่งได้ง่ายโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพเป็นหลัก ประกอบกับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทำให้การรวบรวมสินค้าจำนวนมากเพื่อขนส่งโดยรถไฟแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก


ในบทสรุปของบทความ ชี้ชัดว่า ในยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า รถไฟทางคู่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขนส่งสินค้าเกษตรของภาคอีสาน เพื่อมาเติมเต็มในเรื่อง จำนวนเส้นทาง ความแน่นอนด้านเวลา และสถานที่เก็บตู้สินค้า และต่อไปคาดว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่บางประเภทจะให้ความสนใจต่อการขนส่งทางรางมากขึ้น

นี่เป็นสาเหตุให้ การขนส่งระบบราง ได้รับความนิยมมากขึ้น ยิ่งมีหน่วยงานกลางที่มาทำหน้าที่บริหารจัดการส่วนกลาง เช่น การผลักดันให้เกิดการแบ่งปันตู้คอนเทนเนอร์ในขบวนเดียวกัน (เศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน หรือ Sharing Economy) เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมีส่วนร่วมได้มากขึ้น และการลงทุนด้านเทคโนโลยีระบบติดตามสินค้า (GPS Tracking) ในขบวนรถไฟ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะสินค้า และสามารถวางแผนการขนส่งได้แม่นยำขึ้น การขนส่งระบบรางก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคธุรกิจในภาคอีสานได้มากขึ้นแน่นอน


ที่มา : บทความวิเคราะห์เรื่อง “เจาะลึกประโยชน์ของรถไฟทางคู่ต่อการขนส่งสินค้าเกษตรแปรรูปของอีสาน” โดย นายโชติพัฒน์ กลิ่นสุคนธ์ และ นางสาวสุพิชญา สุวรรณโภชน์ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยพร่ในเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (bot.or.th)


วางระบบการขนส่งทางรางอย่างไร ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ บทความต่อไปนี้มีคำตอบ

หาคำตอบพร้อมแนะทางออก นโยบายภาครัฐ ‘หนุนหรือหน่วง’ การพัฒนา ‘อุตสาหกรรมระบบรางไทย’

ผศ.ดร.เทอดเกียรติ ลิมปิทีปราการ มองปัญหาให้เป็นโอกาส พัฒนากำลังคนคุณภาพ ‘ระบบรางและรถไฟความเร็วสูง’ ของไทย

ทำความรู้จัก ‘มณฑลหูหนาน’ มหานครแห่งรถไฟ หัวขบวนนำจีนก้าวไกลด้วยการขนส่งระบบราง

Previous articleพลิกทุกความเสี่ยงเป็นโอกาส ยกระดับเกษตรกรสูงวัย เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน ‘ภาคการเกษตรไทย’
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.182/62
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์