ได้อ่านบทความสัมภาษณ์พิเศษ เพ็ญประภา วงษ์โกวิท เอกอัครราชทูตหญิงไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล (โดย กนกวรรณ เกิดผลานันท์ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562) แล้ว อดที่จะนำมาเรียบเรียงให้ผู้อ่านสาลิกาได้อ่านไม่ได้ เพราะคุณเพ็ญประภาได้เชิญชวนให้คนไทยมองอิสราเอลมุมใหม่ ซึ่งใครหลายคนอาจทราบแล้วว่า อิสราเอลได้ชื่อว่าเป็น Start-up Nation ทว่า จากความสำเร็จนี้ เหล่านักธุรกิจ เจ้าของสตาร์ทอัพ จะต่อยอดการเรียนรู้ เพื่อปูทางสู่พันธมิตรทางธุรกิจกับชาวอิสราเอลได้อย่างไร ท่านทูตไทยประจำอิสราเอล ได้ใช้ประสบการณ์ 2 ปี ครึ่ง ที่ได้ทำหน้าที่ทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของเหล่าสตาร์ทอัพทั่วโลกมาสรุปเป็นประเด็นที่น่าสนใจให้ได้ฟังกัน


เพ็ญประภา วงษ์โกวิท ชี้ มีโอกาสซ่อนอยู่ในมุมมองที่คนไทยมองอิสราเอล

“ดิฉันรับราชการที่อิสราเอลมา 2 ปีครึ่ง ได้เห็นบรรยากาศการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอิสราเอลที่ค่อยๆ พัฒนาดีขึ้น แต่ก็ช้ากว่าที่ควรจะเป็น” ความคิดที่ เพ็ญประภา วงษ์โกวิท สื่อออกมา นำไปสู่การอธิบายเหตุผลเบื้องหลังของความสัมพันธ์ ไทย-อิสราเอล ที่เติบโตช้าว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนคติและมุมมองที่คนไทยมองไปยังประเทศและชาวอิสราเอลในมุมที่ยังคงคับแคบ

“ยกตัวอย่างในเรื่องการท่องเที่ยว จากสถิติล่าสุด มีคนอิสราเอลไปเที่ยวที่ประเทศไทยประมาณ 2 แสนคนต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของชาวอิสราเอลที่เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศใหญ่ๆอย่าง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ที่มีแค่ 4-5 หมื่นคนต่อปี ก็นับว่าน้อยกว่าหลายเท่า จากผลสำรวจนี้ ดิฉันมองว่ามันเป็นตัวชี้วัดว่า คนอิสราเอลชอบประเทศไทยไม่น้อย และนี่น่าจะนำไปสู่การทำธุรกิจร่วมกันได้มากกว่าเดิม”

นอกจากนั้น อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังลังเลที่จะสานสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคนอิสราเอล ทั้งที่เทรนด์ในตอนนี้ บอกได้เลย ถนนทุกสาย โดยเฉพาะ ถนนสายสตาร์ทอัพทั่วโลกมุ่งหน้าสู่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล แต่คนไทยยังคงยึดติดกับภาพจำและกังวลด้านสถานการณ์การเมืองและความปลอดภัย การเดินทางไปติดต่อธุรกิจในภาพรวมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจกับนิสัยใจคอของเหล่านักธุรกิจ เจ้าของสตาร์ทอัพชาวอิสราเอล

twitter.com/ambmeronreuben

“ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จริงในประเด็นเรื่องของสถานการณ์โดยรวมของประเทศอิสราเอล แม้จะรู้ผ่านสื่อแล้วว่า อิสราเอลกำลังเติบโตและเป็นดาวรุ่งในสายสตาร์ทอัพ จุดนี้เองที่เป็นตัวฉุดดึงความสนใจของนักธุรกิจ นักศึกษา คนรุ่นใหม่ที่สนใจสตาร์ทอัพให้ยังคงลังเล ไม่กล้าตัดสินใจมาลงทุน ติดต่อธุรกิจกับอิสราเอล ซึ่งตรงนี้ดิฉันบอกได้เลยว่า ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการชาวไทยอาจตกเทรนด์โลกก็ได้”

ท่านทูตเพ็ญนภาย้ำชัดอีกครั้งว่า ชาวอิสราเอลมีทัศนคติที่ดีและชอบประเทศไทยมากพอสมควร ยืนยันได้จากตัวเลขของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เดินทางไปเยือนประเทศไทยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยขยายความต่อว่า

“ชาวอิสราเอลทุกคนในวัย 18-19 ปี ต้องเกณฑ์ทหาร โดยผู้ชายต้องเป็นทหาร 3 ปี ผู้หญิงต้องเป็นทหาร 2 ปี และตลอดเวลาที่ฝึกทหาร พวกเขาต้องฝึกหนัก และหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทหารอย่างหนักนี้เองที่คนวัยหนุ่มสาวชาวอิสราเอลจะตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อนที่เมืองไทย นี่ล่ะ เป็นบทพิสูจน์และโอกาสที่บอกว่า ไทยควรสร้างสัมพันธไมตรีในทุกด้านกับชาวอิสราเอลและประเทศอิสราเอลให้มากกว่านี้”

นอกจากนั้น ทูตไทยท่านนี้ยังได้แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้ว่า เธอเคยไปรับประทานอาหารใจกลางกรุงเทลอาวีฟ และเจอบริกรวัยรุ่นถามว่า ท่านทูตเป็นคนชาติอะไร พอตอบไปว่าเป็นชาวไทย บริกรวัยรุ่นเรียกเพื่อนมาพูดคุยอย่างชื่นชมยินดี และบอกว่าพวกเขาใฝ่ฝันว่าจะเดินทางไปประเทศไทยและชอบประเทศของเรามาก จนเธออดถามต่อไม่ได้ว่า ชอบอะไรที่ไทย บริกรตอบกลับมาว่าอยากให้เปลี่ยนคำถามว่า ไม่ชอบอะไรที่ไทยบ้างมากกว่า

“บริกรคนนั้นตอบดิฉันมาว่าเขาชอบชายหาดที่เมืองไทย ทั้งๆ ที่อิสราเอลก็มีชายหาดยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ แต่ชายหาดที่เมืองไทยทำให้เขาสงบผ่อนคลายได้มากกว่า เพราะผู้คนชาวไทยผ่อนคลาย ยิ้มเก่ง พอรู้ว่าเราเป็นคนอิสราเอล ก็ไม่ได้มีทัศนคติต่อต้านเชื้อชาติ มองว่าเราเป็นคนยิว จึงไม่อยากพูดคุย ทำความรู้จัก ด้วยเลย ตรงกันข้ามทุกคนเป็นมิตรดีมาก ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย จึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวอิสราเอล และการเดินทางมาแต่ละครั้งก็มักจะอยู่เป็นเวลานาน ซึ่งตรงนี้นับเป็นการสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับบ้านเราไม่น้อย”

ดังนั้น ทูตไทยประจำอิสราเอล จึงชี้ให้เห็นโอกาสว่าในเมื่อคนอิสราเอลเปิดใจกับคนไทยขนาดนี้ เราจึงไม่ควรพลาดโอกาสดีๆ ที่จะสานต่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน ยกตัวอย่าง ภาคแรงงานการเกษตรในประเทศอิสราเอลตอนนี้ มีแรงงานชาวไทยทำงานอยู่ถึงประมาณ 2.5 หมื่นคน คิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ของภาคการเกษตรทั้งหมดทีเดียว

นอกจากนั้น เกษตรกรชาวอิสราเอล ยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการเกษตร เช่น การควบคุมการให้น้ำผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน เป็นต้น โดยแรงงานไทยที่อยู่ในภาคเกษตรอิสราเอลมีตั้งแต่ที่เป็นลูกมือจนถึงโฟร์แมนคุมงาน ดังนั้น การมาต่อยอดกับธุรกิจการเกษตรหรืออุตสาหกรรมการเกษตรที่อิสราเอลจึงเต็มไปด้วยโอกาสน่าสนใจมากมาย จากต้นทุนที่มีแรงงานชาวไทยทำงานอยู่ในภาคการเกษตรที่นี่แล้ว


twitter.com/ambmeronreuben

อัปเดตประเด็นที่ควรรู้เกี่ยวกับอิสราเอล จากปากทูตไทยประจำอิสราเอล

“สภาพอากาศในแบบตะวันออกกลางของอิสราเอลไม่สบายเหมือนบ้านเรา หน้าร้อนก็จะร้อนมาก ส่วนหน้าหนาวก็จะเย็นจัด คนที่อยากเดินทางมาติดต่อธุรกิจหรืออยากมาทำงานแสวงหาโอกาสที่นี่จึงจำเป็นต้องทำใจในเรื่องอากาศด้วย”

ส่วนในประเด็นเรื่องความสำเร็จของการเป็น Start-up Nation ท่านทูตเพ็ญนภา ให้ข้อเท็จจริงว่า

“สตาร์ทอัพที่สำเร็จที่นี่ก็มี ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพที่ประสบความล้มเหลวก็มีมาก แต่ด้วยความเชื่อและคติในการทำธุรกิจซึ่งฝังอยู่ในตัวตนของชาวอิสราเอลที่ว่า ความล้มเหลวคือบทเรียน เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากกว่าที่จะเป็นความผิดพลาด โดยในการสัมภาษณ์งานของหลายบริษัทที่นี่จะมีคำถามถามถึง ความล้มเหลว ที่ผู้สมัครงานได้เจอมาด้วย เพราะเขาถือว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้นหมายถึง เขาคนนั้นได้ผ่านประสบการณ์การลงมือทำมาแล้ว ทัศนคติตรงนี้นับว่าแตกต่างกับทางฝั่งไทยที่มองว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องน่าผิดหวัง น่าอาย เสียหน้า ไม่อยากพูดถึง ซึ่งนี่เป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้เริ่มต้นใหม่อย่างน่าเสียดาย”

จากนั้น ผู้สัมภาษณ์ในบทความสัมภาษณ์พิเศษ ทูตไทยประจำอิสราเอล ได้ตั้งคำถามในประเด็นที่น่าสนใจว่า เมื่อตอนนี้อิสราเอลมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีไปไกลมากแล้ว การที่ทางผู้สนใจชาวไทยจะไปติดต่อทางธุรกิจกับชาวอิสราเอลจะเกิดช่องว่างของความรู้ระหว่างกันหรือไม่ ต่อคำถามนี้ คุณเพ็ญประภาตอบว่า

“เทคโนโลยีในอิสราเอลมีหลายระดับ ดังนั้นในการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี ผู้เรียนรู้จึงมีสิทธิที่จะเลือกศึกษาเทคโนโลยีในระดับที่ตนเองสนใจได้ แต่สิ่งที่ดิฉันมองว่าเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เปิดโอกาสให้ไทยมาเรียนรู้ คือ ความรู้ในเรื่องการก่อร่างสร้างสตาร์ทอัพ ดังนั้น คนรุ่นใหม่ จึงควรมาลองศึกษาในบริษัทที่อิสราเอลดู จะได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมองค์กรหรือ Ecosystem ของสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ว่าสั่งสมมาจากเหล่านักข่าวยิวและบรรพบุรุษของพวกเขา”

อย่างไรก็ตาม ท่านทูตหญิงไทยยังได้ชี้ให้เห็นถึงเรื่องที่ผู้สนใจในการทำธุรกิจที่อิสราเอลต้องเตรียมตัวรับมือและปรับตัว นั่นคือ ลักษณะนิสัยของคนอิสราเอลที่ตรงไปตรงมา การทำ Business หรือธุรกิจ ก็ต้องเป็นการทำธุรกิจ ผู้หญิง ผู้ชาย มีสิทธิและความสามารถที่จะทำธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม

ส่วนปัญหาเรื่องแรงงานตามกระแสข่าวเมื่อปีก่อน ที่ต้องพบกับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ได้รายได้ไม่ตรงกับที่เคยสัญญากันไว้แต่แรก ต่อประเด็นนี้ ท่านทูตเพ็ญนภายอมรับว่าข่าวนี้เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถรับประกันได้ว่า นายจ้างทุกคนเป็นคนดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็มั่นใจได้ว่ากฎหมายแรงงานของประเทศอิสราเอลให้ความคุ้มครองแรงงานต่างชาติ ซึ่งได้มาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศทางฝั่งยุโรป และทางสถานทูตไทยประจำประเทศอิสราเอลเองก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแรงงานไทยอยู่แล้ว

facebook.com/penprapa.vongkovit

“แน่นอนว่า เมื่อไม่รู้ภาษาก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดจากการสื่อสาร กอปรกับคนไทยเราส่วนใหญ่ นายจ้างให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ บางครั้งจึงประสบปัญหาในแบบจำยอม แต่จากการสำรวจความพึงพอใจในโครงงการกงสุลสัญจร หรือจากการขอความร่วมมือให้ทำแบบสอบถามเวลาที่แรงงานไทยมาทำเอกสารที่สถานทูต ส่วนใหญ่ก็พึงพอใจกับการทำงานที่นี่เกินครึ่ง”

ท่านทูตเพ็ญนภา ยังฝากข้อเสนอแนะไว้ในโอกาสที่มีนักธุรกิจชาวไทยไปศึกษาดูงานที่อิสราเอล ว่า

“บริษัทส่วนใหญ่ในอิสราเอลมีข้อดีชัดเจนอย่างหนึ่งคือ มีเครือข่ายเยอะ เป็นพ่อค้าตัวจริง เนื่องด้วยประเทศอิสราเอลมีขนาดเล็ก นักธุรกิจที่นี่จึงไม่จำกัดการขยายธุรกิจของตัวเองอยู่แค่ในอิสราเอล โดยที่ผ่านมีการทำเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป และมีความอยากทำธุรกิจกับทางไทยด้วย ซึ่งมีโอกาสอยู่มาก เพราะสินค้าที่ทางอิสราเอลผลิตก็แตกต่างกับสินค้าที่ไทยผลิต ดังนั้น การทำธุรกิจร่วมกันย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย”

สุดท้ายที่ทูตหญิงไทยท่านนี้ได้เน้นย้ำไว้ คือ “แม้ว่าคนอิสราเอลจะชื่นชอบและมีไมตรีกับชาวไทยมาก แต่เมื่อถึงเวลาเจรจาธุรกิจก็จะเป็น Tough Negotiator ซึ่งคนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการเจรจาในแบบนี้ แต่ดิฉันก็ยังขอยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะมาเรียนรู้และทำความรู้จักกันระหว่างนักธุรกิจชาวไทยและอิสราเอล”


สรุปแล้ว หากให้อัปเดตว่ามีความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทย-อิสราเอลในด้านบ้าง มีดังนี้

  • อิสราเอลเป็นคู่ค้าอันดับที่ 38 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 5 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
  • ปี 2561 ไทยและอิสราเอลมีมูลค่าทางการค้าร่วมกันประมาณ 1,260 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่ค้าขายร่วมกัน คือ เครื่องเพชรพลอย ยุทธปัจจัย เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
  • ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 725 ล้านดอลลาร์ สินค้าที่ส่งออก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่มูลค่าสินค้านำเข้ามีประมาณ 563.47 ดอลลาร์
  • ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-อิสราเอล ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2558 มีมติที่จะตั้งเป้ามูลค่าทางการค้าระหว่างกันให้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563

ที่มา : บทความสัมภาษณ์พิเศษ เรื่อง “มองอิสราเอล มุมใหม่ จากใจทูต” สัมภาษณ์ เพ็ญประภา วงษ์โกวิท เอกอัครราชทูตหญิงไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล โดย กนกวรรณ เกิดผลานันท์ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562


ภาพเปิดจาก facebook.com/penprapa.vongkovit


ร่วมรับรู้มุมมองน่าสนใจจากคนบันดาลใจในหลากหลายแขนงอาชีพกันต่อ

บัณฑิตใหม่ทั้งหลาย จงฟังทางนี้ 5 ข้อคิด นำทางชีวิตหลังเรียนจบ จากใจ ‘บิล เกตส์ Bill Gates’

เลิกพูดว่า “หนังสือตายแล้ว” เสียทีเถอะ! Lisa Lucas ผู้อำนวยการ National Book Foundation

ภู เอี่ยมเจริญยิ่ง : กูรู Robot ส่งต่อทักษะ Coding ผ่าน ‘Mojobot’ หุ่นยนต์และบอร์ดเกมยุค 4.0