ต้องยอมรับว่าจวบจนทุกวันนี้ที่ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้ดำเนินการเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงติดในภาพจำและคิดไปว่า การพัฒนาในโครงการอีอีซี คือ อีสเทิร์นซีบอร์ด ภาค 2 ซึ่งการดำเนินโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ผ่านไปแล้วนั้น ทิ้งปัญหาด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในบางพื้นที่ ทว่า สำหรับการดำเนินโครงการอีอีซี มีการวางแผนไว้อย่างรัดกุมและชัดเจน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของประเทศเข้าสู่อีอีซีอย่างมีนัยสำคัญ คือ การควบคุมให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดเป้าหมายของอีอีซี เป็นภาคการผลิตที่จัดอยู่ใน ‘อุตสาหกรรมสะอาด’ และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนั่นเอง


อุตสาหกรรมสะอาด เป้าหมายหลัก สู่การพัฒนาทุกด้านในพื้นที่อีอีซีอย่างยั่งยืน

จากรายงานข่าวของสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เรียบเรียงโดย พรรณี ตั้งใจสถาปัตย์ ได้หยิบยกเอาบทความเรื่อง อีอีซีกับการก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยโพสต์ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2561 คอลัมน์โลกใบใหม่ (โดย ดร.อภิชาติ ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากร ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC) เพื่อมาอธิบาย สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาในโครงการอีอีซีว่า

การพัฒนาอีอีซี หรือที่รู้จักกันว่า อีสเทิร์นซีบอร์ด ภาค 2 นั้น ต่างจากภาคแรกเพราะการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมครั้งแรกสร้างผลกระทบในพื้นที่อย่างกว้างขวาง ขณะที่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อีอีซีมีนัยสำคัญหลายประการ คือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะขับเคลื่อนไปตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรม 10 กลุ่มสำคัญ ที่เรียกว่า 10 S-Curve ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเก่าและ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่

โดยการกำหนดกลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ 5 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมกลุ่มท่องเที่ยวรายได้ดีและเชิงสุขภาพ กับอุตสาหกรรม 5 กลุ่มใหม่ที่จะเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ที่จะทำให้ไทยเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกคือ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบิน – โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ล่าสุดยังมี S-Curve ใหม่ คือ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่รัฐบาลวางกรอบนโยบายการพัฒนาไว้

บุคลากรด้านดิจิทัล

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว เทคโนโลยีในการผลิตและกระบวนการการจัดการยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็น อุตสาหกรรมสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนการใช้ทรัพยากร ได้ผลผลิตที่มีมาตรฐานตอบสนองการพัฒนาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอดีต มีทิศทางที่นำไปสู่เศรษฐกิจในกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การพัฒนาอีอีซี นอกจากจะปรับระดับอุตสาหกรรมด้านการคมนาคม โลจิสติกส์ การดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตแล้ว ยังส่งผลต่อการปรับโครงสร้างเมืองยุคใหม่ด้วย โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ในรูปแบบสมาร์ทซิตี้ เพื่อรองรับการตั้งถิ่นฐาน – คุณภาพชีวิตแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ในอนาคต ที่สำคัญ มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันทางด้านการศึกษาเพื่อร่วมพัฒนากำลังคนคุณภาพที่ตอบสนองการพัฒนาประเทศได้ด้วย

โดยการพัฒนากำลังคนในขณะนี้ มุ่งสนองความต้องการของภาคสังคมและการผลิตที่เป็นจริง มาเป็นแกนในการผลิตบุคลากรผ่านระบบการศึกษาเพื่อตอบสนองด้านเศรษฐกิจ สังคม และขจัดความสูญเปล่าทางการศึกษา ปรับให้การศึกษาด้านอาชีวศึกษาเป็นแกนหลัก ในการพัฒนาด้านบุคลากร และเสริมสร้างประสิทธิภาพเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอีอีซี และมุ่งสู่ การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศ

ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศมีความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ สามารถก้าวสู่โลกยุคใหม่ที่สนองตอบแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้


เปิดโมเดล อุตสาหกรรมสะอาด ในพื้นที่อีอีซี ชัยชนะที่รอการต่อยอด

แนวทางการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่กล่าวถึงข้างต้น ได้รับการนำไปปรับใช้จริงแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดย เอสเอ็นกรุ๊ป ผู้พัฒนาธุรกิจน้ำและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ซึ่งบริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการระบบผลิตน้ำประปา น้ำเพื่ออุตสาหกรรม รวมทั้งระบบน้ำรีไซเคิล และระบบบำบัดน้ำเสีย พร้อมการออกแบบติดตั้งระบบสระว่ายน้ำและงานภูมิสถาปัตย์ด้านน้ำ เพื่อให้การบริการลูกค้าทั้งกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ทั้งของภาครัฐและเอกชน ภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคตะวันออก ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

นางเกตุวลี นภาศัพท์ ประธานกรรมการ บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด และโกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด หรือ กัสโก้ ในเครือ เอสเอ็นกรุ๊ป (SN Group) ในฐานะบริษัทบริหารพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำครบวงจร เล่าให้ฟังถึงโปรเจกต์การปรับเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่กระบวนการผลิตตามแนวทาง อุตสาหกรรมสะอาด ว่า

นางเกตุวลี นภาศัพท์

“ทางบริษัทให้ความสำคัญในการเดินระบบและบำรุงรักษา ตลอดจนบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเราได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทุนกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในนามบริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด หรือ กัสโก้ และบริษัท เจม เอ็นไวรันเมนทัล แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือเจม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการสาธารณูปโภค บริการและดูแลในพื้นที่นิคมต่างๆ เช่น นิคมมาบตาพุด นิคมแหลมฉบัง นิคมบางชัน นิคมบางปู”

คุณเกตุวลี อัปเดตด้วยว่า การที่บริษัทเข้าไปมีร่วมในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอีอีซี เราถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะโครงการนี้เป็นเป้าหมายสำคัญของการยกระดับการลงทุนของประเทศ โดยต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค (SMART PARK) ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดร่วมกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

โดยในส่วนของ กนอ. เข้ามาดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อรองรับการเติบโตของอีอีซี ดังนั้น การพัฒนาสมาร์ทปาร์ค จึงเน้นไปยังอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทก็พร้อมเข้าไปสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการดังกล่าว

“เพราะดิฉันมองว่าอีอีซีเป็นนโยบายที่ดี เดิมนั้นประเทศไทยมีอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งทำสำเร็จมาระดับหนึ่งแล้ว ชี้ชัดว่าพื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการลงทุน รวมทั้งขณะนี้ ต่างประเทศก็ให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีนก็สนใจ ดังนั้น ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญและให้การส่งเสริม เพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยกำลังเร่งดำเนินการอยู่ ทั้งท่าเรือฯ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่”

“อีอีซี คือพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปให้บริการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาบตาพุด แหลมฉบัง เราจึงเห็นว่าการส่งเสริมอีอีซีทำให้มีโอกาสเพิ่ม ด้วยนโยบายของเอสเอ็นกรุ๊ปที่มุ่งเน้นพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รองรับนโยบายของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 อีอีซี รวมถึงสมาร์ทปาร์ค บริษัทจึงพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำและความหลากหลายของโซลูชั่นส์ต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอยู่ตลอดเวลา” นางเกตุวลีกล่าว


เรียนรู้ต้นแบบการวางแผนลงทุนพัฒนา อุตสาหกรรมสะอาด ด้วยเทคโนโลยี & นวัตกรรมขั้นสูง

เพื่อให้เห็นภาพอุตสาหกรรมสะอาดที่เกิดขึ้นได้ด้วยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง ซีอีโอเครือ เอสเอ็นกรุ๊ป กล่าวถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 5 ปีข้างหน้า ว่าตั้งใจจะทำให้ธุรกิจของเอสเอ็นกรุ๊ปไม่ทิ้งปัญหาสิ่งแวดล้อมไว้ข้างหลัง

“เราเตรียมใช้งบลงทุนเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบผลิตน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อขายน้ำให้แก่โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการลงทุน สนับสนุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้วย โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปให้บริการเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ อาทิ โครงการผลิตน้ำประปาของการประปาฯ โครงการลงทุนและบริหารระบบรีไซเคิลน้ำในภาคอุตสาหกรรม โครงการน้ำพุประกอบดนตรีขนาดใหญ่ในศูนย์การค้า”

“และจากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดว่ารายได้ของกลุ่มบริษัท เอสเอ็นกรุ๊ป จะอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 10% และมีโครงการที่อยู่ในแผนที่ บริษัทสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป”

อย่างไรก็ตาม คุณเกตุวลีกล่าวเสริมด้วยว่า เพื่อเพิ่มศักยภาพให้การดำเนินงานสร้างวงจรการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทได้วางแผนการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา แสวงหาเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำเพื่อสิ่งแวดล้อม และนำผลวิจัยนี้ไปใช้ออกแบบและวางระบบกระบวนการผลิต การรีไซเคิล การบำบัดน้ำเสีย และบำรุงรักษา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เกิดโซลูชันใหม่ๆ สำหรับการบริหารจัดน้ำทุกขั้นตอน รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ให้แก่บริษัทเพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้ 

“ในปีที่ผ่านมา บริษัทปรับโครงสร้างการบริหารงานเป็นเอสเอ็นกรุ๊ป เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนในอีอีซีที่กำลังเกิดขึ้น เพราะเดิมคิดว่าเทคโนโลยีจะเป็นจุดแข็ง แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ต้องมองให้กว้างกว่านั้น ดังนั้นบริษัทจึงมีทั้งเทคโนโลยีและคอมเมอร์เชียล มีการปรับองค์กรให้มีความฉับไว มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้เกิดตัวชี้วัดความสำเร็จของงานได้อย่างชัดเจนว่า การบริหารจัดการน้ำของบริษัทนั้นจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนทางด้านพลังงาน ต้นทุนค่าใช้จ่ายเท่าไร และก็แน่ใจว่า ถ้าเราทำได้ ย่อมส่งผลดีคืนกลับสู่สังคม สิ่งแวดล้อม ประเทศชาติได้อย่างยั่งยืนด้วย”

ทั้งนี้ เอสเอ็นกรุ๊ปยังได้ขยายการลงทุนไปยังกลุ่มภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำเพื่อความสวยงาม และเชื่อมั่นว่าในอนาคต ธุรกิจการบริหารจัดการน้ำจะสามารถขยายฐานไปยังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมีอัตราการเติบโตทางด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมไปยังประเทศต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพื้นฐาน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีและมีศักยภาพที่จะแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ทั่วโลกได้

และอีกด้านหนึ่ง บริษัทยังได้ศึกษาเรื่องโซลาร์ รูฟท็อป โดยการเข้าไปเป็นพันธมิตรกับบริษัทบีกริม เพื่อจัดตั้ง บริษัท บีกริม ส.นภาโซล่าร์เพาเวอร์ จำกัด ขึ้น ทั้งนี้การที่บริษัทสนใจการลงทุนในธุรกิจโซลาร์เนื่องจากเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงาน และมองว่า เอสเอ็นกรุ๊ป อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมีมาก จึงคิดว่าน่าจะมีโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนได้แน่นอน


ที่มา :


ลบภาพจำการทำอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไป แล้วแทนที่ด้วย การทำอุตสาหกรรมสะอาด ยุค 4.0 ที่มีแง่มุมน่าสนใจต่อไปนี้

หลากมุมมอง ฝากถึง ‘รัฐบาลใหม่’ พัฒนาภาคอุตสาหกรรม & SME ไทย อย่างไร ให้โตได้ไม่หยุด

3 เมกะเทรนด์โลก ชี้ ‘อุตสาหกรรมการพิมพ์’ ยังไม่ตาย พร้อมปรับตัวรับดีมานด์ตลาด ดิจิทัล & สมาร์ทแพ็กเกจจิง แทน

5 จุดเด่น Smart Park ต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แตกต่างจากนิคมฯ ทั่วไป