เมื่อพูดถึง ‘การเมือง’ กับ ‘ความก้าวหน้าของประเทศ’ เป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว แต่สำหรับสังคมไทย ดูเหมือนสองเรื่องนี้ถูกแยกจากกันทั้งด้วยมโนสำนึกและการปฏิบัติ!


ด้วยเหตุว่าความล้มเหลวถดถอยด้านการพัฒนาและความแตกแยกทางสังคมที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัญหาจากอดีตซึ่งเป็นผลมาจากการเมืองทั้งสิ้น! และลามถึงปัญหาอื่นๆ ที่การเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญด้วย โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้คนส่วนใหญ่กังวล เช่น เรื่องคอร์รัปชัน เรื่องการมุ่งใช้อำนาจสร้างผลประโยชน์กลุ่ม แทนที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่สังคมและประเทศชาติโดยรวม!

ถ้าพิจารณาให้ลึกถึงปัญหาการพัฒนาประเทศมักจะพบว่า การเมือง กับ การพัฒนาประเทศ ในปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวและเติบโตต่างไปจากอดีต กล่าวคือ มโนทัศน์ที่ว่าด้วยความก้าวหน้าของประเทศที่ผูกติดกับการพึ่งพาประชาธิปไตย หรือเสรีภาพ หรือสิทธิมนุษยชน ที่โลกตะวันตกสร้างแม่แบบไว้นั้น วันนี้ไม่ได้เป็นเช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว ด้วยว่าโลกตะวันตกเองก็ตกต่ำ ต้องดิ้นรนกันสุดๆ เพื่อที่จะเอาตัวเองออกจากความล้มเหลวถดถอยที่เกิดขึ้นมามากกว่าสองทศวรรษด้วยซ้ำ!

หากทบทวนการเติบโตทางเศรษฐกิจในสังคมตะวันออก จากความเป็นจริงในวันนี้ อย่างไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือญี่ปุ่น จะเห็นว่าการปรับสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการเดินตามก้นการเมืองตะวันตกแต่อย่างใด!

เพราะแต่ละประเทศต่างมีลักษณะแบบแผนการเมืองเฉพาะตัว อาทิ ไต้หวัน ฟื้นฟูพัฒนาจากเกาะฟอร์โมซา ที่เป็นพื้นที่ทำนายากจนมาแต่เดิม สู่ความก้าวหน้าใหม่ในช่วง 6 ทศวรรษ ด้วยแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของตัวเอง โดยปรับตัวจากประเทศฐานเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม และสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในยุค 4.0 จนมีฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแกร่ง

ขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ก็มีรูปแบบที่ผสมผสานการเมืองการปกครองเข้ากับความเชื่อ-ค่านิยมทางศาสนา ปัจจุบันกําลังพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูงเท่าเทียมโลกตะวันตก!

ส่วน ญี่ปุ่น เอง มีการพัฒนาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่เข้มข้นมาตลอด จนขยายการค้า-การลงทุนไปทั่วโลก เคลื่อนตัวไปท่ามกลางการเมืองภายในที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ด้าน สิงคโปร์ ที่ดูเหมือนเป็นสังคมเปิด-เป็นประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริง ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจและสังคมสิงคโปร์ก็เป็นความก้าวหน้าที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ขีดจำกัดของการวิพากษ์วิจารณ์ ที่กลุ่มประชาธิปไตยจ๋าเรียกว่าเป็น “เผด็จการแฝง”

นี่คือความเป็นจริงของโลกแห่งความก้าวหน้าทั้งหลาย!

หรือถ้ามุ่งพิจารณาประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่าง จีน ก็จะพบความก้าวหน้า-การปรับเปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่ออกจากความล้าหลังยากจน สู่การเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก จนมีอำนาจถ่วงดุล-คานทั้งภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะการเมืองแบบประชาธิปไตย ตรงกันข้าม จีนกลับมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิประชาธิปไตยแบบตะวันตกด้วยซ้ำ!

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองกลางๆ อย่างเป็นธรรม ก็จะพบว่า ทุกประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมนั้น ล้วนกำหนดเป้าหมายของประเทศไว้ที่ความก้าวหน้า-ความเจริญเติบโต เพื่อให้ประเทศพัฒนาเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นสำคัญ ไม่มีประเทศไหนที่วางเป้าไว้เป็นแค่ “การมีประชาธิปไตยไว้ตามบงการลัทธิประชาธิปไตยตะวันตก” หรือไม่ได้มองแต่ “การเลือกตั้ง” รวมทั้งไม่ได้หมกมุ่นทางความคิดแบบผูกติดไว้กับความเคียดแค้นชิงชังสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หรือติดอยู่ในมโนภาพที่ตัวและพวกพ้องปั้นแต่งกันขึ้นมา!

ทุกสังคมประเทศที่พัฒนาจนเติบโต ล้วนพุ่งเป้าไปสู่ความก้าวหน้าและขับเคลื่อนประเทศจนกระทั่งมีสัมฤทธิผลทั้งสิ้น!

หันมาดูประเทศไทย จะเห็นว่าความพยายามที่จะพัฒนาความก้าวหน้าให้ประเทศ มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการยึดอำนาจ-ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่บ่อยครั้ง พอการเมืองเข้าสู่สภาวะปกติก็มักจะกลายเป็นเรื่องที่พรรคการเมือง-นักการเมือง สนใจในเชิงผลประโยชน์ ไม่ก็มีการล่าล้างแค้น มากกว่าที่จะมองถึงความก้าวหน้าของประเทศ!ทบทวนให้ดี ‘การเมือง’ และ ‘ความก้าวหน้าของประเทศ’ เป็นคนละเรื่องหรือเรื่องเดียวกัน?

ความพยายามในการที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ มักจะถูกฝักฝ่ายทางการเมืองตีความ  กระทำการบางอย่างจนไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น ทั้งยังมักจะสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีนัยแอบแฝงซ่อนเร้น ทำให้ความมุ่งหมายที่จะสร้างประโยชน์และการพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างยากเย็น ไม่ทันการ หรือแม้กระทั่งสะดุดล้มพับลงได้

นี่คือปัญหาและชะตากรรมที่น่าเป็นห่วงของประเทศที่เกิดจากการแยก การเมือง ออกจาก ความก้าวหน้าของประเทศ ความเคลื่อนไหวและความรับผิดชอบที่พึงมีพึงเกิดขึ้นกับประเทศชาติและสังคมโดยรวม จึงมักจะถูกนำไปผูกโยงกับประโยชน์ตน ประโยชน์พรรค อยู่ร่ำไป!

ภาพรวมของการเมืองจึงมากไปด้วยภาพของความขัดแย้ง การต่อสู้ การสร้างวาทกรรมที่อยู่นอกบริบทของการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ! ซึ่งมักจะถูกหยิบมาใช้เป็นเงื่อนไขให้ยอมรับพรรคการเมือง หรือไม่ก็ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จนกระทั่งถึงการตอกลิ่มความแตกแยกในสังคม โดยที่ประเทศชาติไม่ได้รับผลดีใดๆ จากความเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย

ถ้าวันนี้ติดตามดูโครงการ EEC ที่มุ่งยกระดับการพัฒนาประเทศด้วยการสะสมทุน ความรู้ และเทคโนโลยียุคใหม่ ก็จะพบปฐมบทของการเข้ามาก่อกวน สร้างความชะงักงัน โดยคนบางกลุ่มเริ่มลงมือทำแล้ว!

คงต้องช่วยจับตากันให้ดี อย่าให้ความเจริญก้าวหน้าของประเทศและผู้คน…ถูกการเมืองทำลาย!


 

 

เรื่อง : Apichartology


แนวทางสร้าง ‘ความก้าวหน้าให้ประเทศ’ มีให้เห็นในหลากหลายมิติ

รถไฟทางคู่ ตอบโจทย์ตรงใจภาคเกษตรอีสาน ขนส่งสินค้าเกษตรแปรรูปได้รวดเร็ว คุ้มค่า

มทร.ธัญบุรี อีกหนึ่งฟันเฟืองเติมเต็มภารกิจ ‘พัฒนากำลังคน’ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ

จากภูมิทัศน์ ‘โยโกฮาม่า’ สู่ความก้าวหน้าในพื้นที่ EEC

พลิกทุกความเสี่ยงเป็นโอกาส ยกระดับเกษตรกรสูงวัย เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน ‘ภาคการเกษตรไทย’