น่าจะมีข้อผิดพลาดอย่างมากทั้งด้านทฤษฎีและปฎิบัติ รวมถึงความเข้าใจเศรษฐกิจ การตลาด และรูปแบบความสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าภาพทางเศรษฐกิจตามนโยบายภาครัฐ เพราะเกษตรกรนั้นทำมากได้น้อย ราคาพืชผลและการไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดได้กลายเป็นปัญหาที่ลุกลามอย่างหนัก


เนื่องจากเกษตรกรที่เคยมีรายได้จากการผลิต หากไปปลูกพืชตัวอื่นๆ อย่างกะหล่ำปลี จีนก็ปลูกเหมือนกัน และจำหน่ายได้ถูกเพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่า ยิ่งไทยเปิดการค้าเสรีกับจีน ดูแล้วยิ่งต้านทานได้ยาก เพราะไทยก็เริ่มสูญเสียตลาดกระเทียม หอมใหญ่ แครอท ผักกาดขาว กะหล่ำดอก ฯลฯ บ้างแล้ว บ่งบอกได้ว่า กำลังซื้อหายไป

ในขณะที่ปัญหาการแข่งขันด้านราคาสินค้านั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะไม่ได้กำหนดโซนการผลิต เนื่องจากเมื่อทำข้อตกลงการค้าเสรี การผลิตเพื่อจำหน่ายจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการลงทุนและการผลิตโดยคำนึงถึงปัจจัยการผลิตเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่เป็นการแบ่งงานที่อาศัยการรวมตัวกันผลิต เชื่อมโยงกันในกลุ่มผลิตภัณฑ์การเกษตร และเน้นความได้เปรียบร่วมกัน ผู้เข้าร่วมกลุ่มทั้งหมดจึงสัมพันธ์กันในด้านสินทรัพย์

ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบความสัมพันธ์ของการรวมกลุ่มผู้ผลิต ซึ่งเชื่อมโยงกับการกำกับนโยบายจากภาครัฐ (ปัจจุบันเป็นกล่องดำอยู่) เราจึงเห็นเรื่องประหลาดมากมาย เช่น แหล่งวัตถุดิบอยู่ภาคใต้ แต่ผู้บริโภควัตถุดิบอยู่ภาคกลาง หรือในทางกลับกัน มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนในภาคใต้ แต่แหล่งวัตถุดิบมาจากภาคกลาง ทำให้รายจ่ายหมดไปกับการขนส่งและโลจิสติกส์ ในขณะที่ระบบการขนส่งก็ยังไม่ทันสมัย จึงต้องใช้การขนส่งทางบกเป็นหลัก

เนื่องจากขาดรูปแบบการเชื่อมต่อของผู้ผลิต ส่งผลให้ไม่สามารถกำหนดขอบเขตการผลิตที่เหมาะกับสังคมได้ รวมทั้งไม่สามารถประหยัดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบต่อตลาด และยังเพิ่มต้นทุนการทำธุรกรรมอีกด้วย ผู้ผลิตในแต่ละพื้นที่จึงเป็นได้แค่ผู้ผลิตในโซนวัตถุดิบ ที่ดินที่ใช้ทำการเกษตรก็มีราคาถูก การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จึงเป็นเรื่องยาก นี่เองที่ทำให้ไม่สามารถกำหนดกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจให้มั่นคงได้

ผลผลิตทางเศรษฐกิจที่ปล่อยให้พัฒนาแบบไร้การจัดการหรือไม่มีมาตรการควบคุม กำกับดูแลการพัฒนาโซนการผลิต การพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการรวมตัวกันในแต่ละโซนวัตถุดิบจึงเป็นได้แค่ความสำเร็จบนแผ่นกระดาษ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่า แต่ละพื้นที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตลอด ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่หน่วยงานภาครัฐขาดกลไกการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตที่มีระบบการจัดระเบียบตนเองเพื่อเป็นหน่วยงานทางเศรษฐกิจ

การจดทะเบียนรวมกลุ่มที่อยู่ในรูปสมาคมนั้น การประกอบอาชีพก็เป็นไปตามข้อกำหนดและรูปแบบเอกสารที่จดทะเบียนกับหน่วยงานราชการไว้ แต่การรวมตัวของกันของผู้ผลิตที่มีกลไกการจัดตั้งทางเศรษฐกิจ (ภารกิจ เป้าหมาย กลยุทธ์ แรงกระตุ้นของความร่วมมือ ขอบเขตของความร่วมมือ) ของแต่ละตัวผลิตภัณฑ์นั้นกลับไม่ปรากฏ 

เราจึงเจอแต่ปัญหาเกี่ยวกับราคาสินค้า เพราะพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดราคาตามใจชอบ หรือไม่ก็ถูกรุกรานโดยล้งต่างชาติ หรือผู้ผลิตไม่มีใบรับรอง GMP โดยเฉพาะสินค้าตามฤดูกาลที่ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทำให้พ่อค้าไม่กล้ารับซื้อสินค้าดังกล่าว เช่น ทุเรียนที่ปลูกในชุมพร กำลังประสบปัญหานี้ (คาดว่าราคาทุเรียนภายในประเทศน่าจะถูกลง)

ขณะที่ภาครัฐดำเนินการแทรกแซงด้านราคา ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่สามารถทำให้การค้าเกิดประสิทธิภาพได้เพราะขาดการบูรณาการของผู้ผลิตในแต่ละโซนวัตถุดิบ ส่งผลให้การแทรกแซงราคานั้นเป็นเพียงการจ่ายเงินตามหัวผู้ผลิต

ดังนั้น หากทีมเศรษฐกิจยังแก้ปัญหาราคาสินค้าแบบเดิมๆ โดยไม่เห็นกลไกการจัดตั้งทางเศรษฐกิจของภาคการผลิต น่าจะเป็นเรื่องยากและจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมกลุ่มที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้รักชาติ ไม่ตั้งข้อกล่าวหาต่อวิธีทำงานดังกล่าวว่า เป็นสายลับให้แก่ผู้ผลิตจีน หรือไม่ก็ขับไล่ออกนอกประเทศ


ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

เรื่อง : ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย