ใครจะคิดว่าหมู่บ้านประมงที่มีประชากรเพียง 30,000 คน จะกลายเป็นเมืองยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมและการผลิต ที่มีประชากรกว่า 13 ล้านคนในปัจจุบัน

เมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) มณฑลกวางตุ้ง เป็นเมืองชายแดนริมฝั่งตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง มีพื้นที่ 2,020 ตารางกิโลเมตร แต่เซินเจิ้นคงจะไม่ปรากฏภาพเช่นนี้ หากในปี ค.. 1980 ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จากการที่รัฐบาลจีนต้องการทำให้เมืองมีความเจริญและทันสมัย จึงมีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ อาคารสำนักงาน โรงแรม สถาบันวิจัยและพัฒนา หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ และศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์แห่งภูมิภาค


เย่ว์ไห่ซิลิคอนวัลเลย์แดนมังกร

เขตเย่ว์ไห่ ถือเป็นย่านเทคโนโลยีที่เจริญที่สุดในเซินเจิ้น เพราะเป็นที่ตั้งของเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกของจีน ไม่ว่าจะเป็น เทนเซนต์ (Tencent) ผู้ผลิตโทรคมนาคม ZTE หรือ DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ รวมถึงสำนักงานใหญ่ของ หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ (Huawei Technologies) ที่มีปัญหากับมะกันก็ตั้งอยู่ในเมืองนี้ และบริษัทสตาร์ทอัพอีกจำนวนมาก เย่ว์ไห่จึงได้สมญาว่าซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน

เขตเศรษฐกิจพิเศษ เซินเจิ้น

จากการที่อยู่ใกล้ชิดกับฮ่องกงที่มีความเจริญ เซินเจิ้นจึงถูกสร้างให้เป็นเหมือนพื้นที่ทดลองแบบ Capitalism เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดอุตสาหกรรมต่างๆ จากฮ่องกงให้เข้ามาลงทุน จนในที่สุดกลายเป็นเมืองใหญ่ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับนานาชาติ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ ศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศได้เป็นอันดับ 4 ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด


SEZs เครื่องมือดึงดูดการลงทุนยุคใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือ Special Economic Zone : SEZs กลายเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ ที่หลายประเทศใช้เป็นจุดสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้เป็นเขตส่งเสริมการลงทุนโดยมีสิทธิพิเศษเหนือกว่าพื้นที่ทั่วไป อาจจะมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเข้ามาบริหารจัดการเป็นเอกเทศ ทำให้มีความคล่องตัวในการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เปิดโอกาสให้นักลงทุนนำเงินเข้ามาลงทุน สร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษี การจ้างงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนพื้นที่นั้นๆ ปัจจุบันมีเขตเศรษฐกิจพิเศษผุดขึ้นทั่วโลกจำนวนมาก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ซึ่งรายงานการลงทุนโลก หรือ WIR 2019 ระบุว่า ประเทศที่พบว่ามี SEZs สูงสุดลำดับต้นๆ ของโลกคือ จีน ฟิลิปปินส์ อินเดีย สหรัฐ รัสเซีย และตุรกี


เขตเศรษฐกิจพิเศษ สปป.ลาว

จับตา สปป.ลาว เสือเศรษฐกิจใหม่

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อก้าวไปสู่ประเทศระดับชั้นนำของอาเซียน โดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจเฉพาะ 10 เขต ที่มีการอนุมัติและดำเนินการแล้ว ประกอบด้วย

  • 1. เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน แขวงสะหวันนะเขต
  • 2. เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อแตน แขวงหลวงน้ำทา
  • 3. เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว
  • 4. เขตเศรษฐกิจเฉพาะเวียงจันทน์โนนทอง นครหลวงเวียงจันทน์
  • 5. เขตเศรษฐกิจเฉพาะเนละมิด (ใกล้กับสะพานมิตรภาพ 1) นครหลวงเวียงจันทน์
  • 6. เขตเศรษฐกิจเฉพาะพูเขียว แขวงคำม่วน
  • 7. เขตพัฒนารวมไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์
  • 8. เขตเศรษฐกิจเฉพาะบึงธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทน์
  • 9. เขตเศรษฐกิจเฉพาะลองแทงห์ นครเวียงจันทน์
  • 10. เขตเศรษฐกิจเฉพาะท่าแขก แขวงคำม่วน

นอกจากนี้ยังเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจเฉพาะ 13 เขต ที่อยู่ระหว่างศึกษาโครงการ และเขตเศรษฐกิจพิเศษกับเขตเศรษฐกิจเฉพาะอีก 25 เขต ที่จะพัฒนาในอนาคต


10 เขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยไปถึงไห?

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัด ตามประกาศ กนพ.ที่ 1/2558 และ 2/2558 ประกอบด้วย

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 ตามประกาศ กนพ.ที่ 1/2558

  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ตามประกาศ กนพ.ที่ 2/2558

  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดหนองคาย
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี
  • เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนราธิวาส

และอีก 1 เขตพัฒนาพิเศษ คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งดูเหมือนว่าจะโดดเด่นและปรากฏผลเป็นรูปธรรมมากกว่า 10 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่กล่าวมา ว่ากันว่าหากไม่มีอีอีซี อย่าว่าแต่ไทยจะถูกเวียดนามแซงหน้าเลย แม้กระทั่ง สปป.ลาวก็อาจล่วงหน้าไปก่อนไทยก็เป็นได้ใครจะรู้!!!


สนใจอุตสาหกรรมโดรนในเซินเจิ้น ตามอ่านได้ในบทความนี้

‘โดรน’ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตในเซินเจิ้น อีก 4 ปี มูลค่าการผลิตจะแตะ 15,000 ล้านดอลลาร์!