จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างต่อไปจากนี้ เมื่อข้อมูลสถิติล่าสุดของกรมศุลกากรจีน เปิดเผยว่าในเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ สูงกว่ามูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียน แต่ผ่านมาแค่เดือนพฤษภาคม 2562 มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนกลับเพิ่มสูงขึ้นจนแซงหน้ามูลค่าการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ ชาติอาเซียน ได้แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับสองของจีน เป็นรองแค่ สหภาพยุโรป เท่านั้น

ต่อข้อสงสัยนี้ เรามีบทความอัปเดตจาก Xu Ningning ประธานฝ่ายบริหาร สภาธุรกิจ จีน-อาเซียน เรื่อง อาเซียนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับสองของจีน (3 กรกฎาคม 2562) เผยแพร่ใน FB : China Report ASEAN Thailand ซึ่งจะทำให้ทุกคนเคลียร์และกระจ่างถึงโอกาสทางการค้าและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป


เจาะศักยภาพการค้า จีน & ชาติอาเซียน ก้าวต่อสู่คู่ค้าอันดับหนึ่งได้ไหม?

ผู้เขียน Xu Ningning เริ่มอธิบายว่าผู้นำและรัฐบาลของจีนและประเทศสมาชิก ชาติอาเซียน ได้แสดงจุดยืนต่อต้านการปกป้องทางการค้าและการผูกขาดฝ่ายเดียวในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน โดยเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายควรใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านการค้าด้วยการยกระดับพื้นที่การค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) รวมถึงขยายขอบเขตการค้า เพิ่มปัจจัยการผลิตในภูมิภาค ส่งเสริมการจัดสรรพื้นที่อุตสาหกรรม พัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภูมิภาค

ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายควรจะปรับปรุงนโยบายและใช้มาตรการที่เป็นการส่งเสริมการค้า พัฒนาการเชื่อมต่อของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางยกระดับ ทางรถไฟ และเส้นทางสัญจรทางน้ำ ส่งเสริมการคมนาคมภายในภูมิภาคให้มีความสะดวกและได้มาตรฐาน สร้างมาตรการที่เอื้อประโยชน์ทางการค้าแก่วิสาหกิจต่างๆรวมถึงส่งเสริมการลงทุนและชุบชีวิตภาคอุตสาหกรรมผ่านช่องทางการค้า

จีนและอาเซียนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้สำเร็จภายในปี 2562 โดยในกระบวนการเจรจา RCEP นั้น หอการค้าและสมาคมธุรกิจในประเทศที่เป็นสมาชิกควรจะมีการปฏิสัมพัทธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน เพื่อสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมความร่วมมือ แทนที่จะสร้างกำแพงเพื่อจำกัดด้านการค้าและเศรษฐกิจ


ต้องตามให้ทัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของการลงทุนของจีนในอาเซียน

นอกจากนั้น ในบทความนี้ ยังได้ชี้ชัดว่าวิสาหกิจของจีนได้เพิ่มปริมาณการลงทุนในอาเซียนเพราะเหตุผลหลายประการ โดยคุณ Xu Ningning ได้ชี้ให้เห็น ดังนี้

  • ประการแรก การย้ายอุตสาหกรรมนั้นสอดคล้องกับกฎการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศในอาเซียนหลายแห่งดึงดูดนักลงทุนด้วยค่าแรงที่ต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ให้อุตสาหกรรมเติบโตได้มาก มีศักยภาพในการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม และมีนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน
  • ประการที่สอง จากการที่ประเทศจีนประสบความสำเร็จในการปฏิรูปและเปิดประเทศ ทำให้วิสาหกิจของจีนจำนวนมากมีความพร้อมที่จะแข่งขันในระดับโลก
  • ประการที่สาม จีนมีความความสัมพันธ์อันดีกับอาเซียน ดังจะเห็นจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ซึ่งได้สร้างโอกาสทางธุรกิจมากมายให้กับทั้งสองฝ่ายผ่านความร่วมมือทวีภาคี จากรายงานโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางประจำปี 2561 ซึ่งจัดทำโดยศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของจีน พบว่าประเทศสมาชิกอาเซียนถึงห้าประเทศถูกจัดอยู่ใน 10 อันดับแรกของดัชนีความร่วมมือกับจีน
  • ประการที่สี่ การคมนาคมขนส่งระหว่างจีนกับอาเซียนมีความสะดวกสูง เพราะทุกสัปดาห์จะมีเที่ยวบินมากกว่า 3,800 เที่ยว เดินทางไปกลับระหว่างหลายเมืองใหญ่ในประเทศจีนและอาเซียน
  • ประการที่ห้า เศรษฐกิจอาเซียนยังคงเติบโตต่อเนื่องและสถานการณ์ทางการเมืองยังมีความมั่นคง จากเป้าหมายในการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) รวมถึงการสนับสนุนและความร่วมมือจากนานาประเทศ ทำให้อาเซียนมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573 ในการประชุมผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนปีนี้ คาดว่าจะมีการนำแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการประชุมผู้นำอาเซียน มาใช้ในการสร้างประชาคมอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เป็นหุ้นส่วนที่ดี ทั้งด้านวิสาหกิจและนวัตกรรม

หลังจากอธิบายประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับโอกาสทางการค้าที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของการเป็นคู่ค้า ประธานฝ่ายบริหาร สภาธุรกิจ จีน-อาเซียน ได้แสดงมุมมองและให้คำเสนอแนะในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“ในฐานะผู้บริหารของสภาธุรกิจจีน-อาเซียน (CABC) ข้าพเจ้าได้ติดต่อสื่อสารกับประชาคมธุรกิจในอาเซียนมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 30 ปี เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และบทเรียนที่ได้จากการลงทุนของจีนในอาเซียนในช่วงปีหลังๆ ข้าพเจ้ามีข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการจีนที่ต้องการจะลงทุนในอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการทั่วไปก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย ดังนี้”

  • จงเปิดกว้าง สร้างสรรค์ และยืดหยุ่น

เมื่อต้องรับมือกับสถานการณ์ในอาเซียนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้และของโลก จะต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้ทันการณ์และเปิดพื้นที่การพัฒนาใหม่ๆ ก่อนจะลงทุนในอาเซียน บริษัทต่างๆ ควรทำวิจัยการตลาดและศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงเลือกหุ้นส่วนระดับท้องถิ่นที่เหมาะสมและควบคุมความเสี่ยงในการลงทุน

  • ทำความเข้าใจ ลักษณะเฉพาะของคู่ค้าแต่ละประเทศให้ถ่องแท้

ประเทศในอาเซียนแต่ละประเทศมีสภาวะแตกต่างกัน การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนย่อมดีกว่า เช่นศึกษาเรื่อง โครงสร้างและนโยบายด้านอุตสาหกรรม ด้านภาษี ด้านการเงิน ด้านที่ดิน ด้านการจ้างงาน ระดับของค่าแรง คุณภาพของแรงงาน ค่าเช่าโรงงาน สภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพทางการตลาด เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรศึกษาด้วยว่าประเทศนั้นๆ ได้รับประโยชน์จากนโยบายด้านการค้าจากประเทศพัฒนาแล้วใดบ้าง มีความสัมพันธ์ด้านเขตการค้าเสรีกับประเทศใดบ้าง รวมถึงมีความสัมพันธ์และมติมหาชนเกี่ยวกับประเทศจีนอย่างไรบ้าง

  • ปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎระเบียบ ด้านอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

การสร้างชื่อเสียงในด้านคุณภาพและบริการ เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนจีนที่ดิฉันรู้จัก ยึดถือ ดังนั้น “ความบริสุทธิ์ใจ” จึงเป็นมาตรฐานและให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมา ในการส่งแรงงานจีนออกไปทำงานต่างประเทศ นักลงทุนจีนส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด รวมถึงจัดฝึกอบรมแรงงานและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทของจีน ประการที่สาม บริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนธิสัญญานานาชาติ มาตรฐานอุตสาหกรรม แนวทางดำเนินธุรกิจ และมาตรฐานด้านศีลธรรม กล่าวโดยสรุปคือ การปฏิบัติตามกฎระเบียบในต่างประเทศควรจะเป็นหัวใจหลักและวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่น เมื่อทำแบบนี้ได้ การทำธุรกิจจึงประสบความสำเร็จได้

  • สร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ อย่าลอกใคร ดีที่สุด

ในการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจต่างประเทศ นักลงทุนจีนจำเป็นจะต้องพัฒนาด้านความร่วมมือกับต่างชาติ และแนวทางปฏิบัติที่คนจีนจะเลือก คือ

  • หลีกเลี่ยงการลอกแบบรูปแบบธุรกิจและประสบการณ์จากในประเทศจีน แต่ให้ปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะของประเทศและตลาดนั้นๆ
  • ฝึกฝนและจ้างแรงงานในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจาก “บริษัทต่างชาติ” มาเป็น “บริษัทท้องถิ่น” นอกจากนี้ ยังควรซื้อวัตถุดิบจากตลาดท้องถิ่นและผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นด้วย
  • “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” สุภาษิตนี้เป็นอีกหนึ่งคติประจำใจของนักลงทุนจีน หมายถึง ผู้มาเยือนจะต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียมกัน โดยรักษาความสัมพันธ์กับผู้ถือผลประโยชน์ร่วมในระดับท้องถิ่นอย่างเหมาะสม เช่น รัฐบาล ประชาชน ลูกจ้าง สหภาพแรงงาน และสื่อมวลชน ผู้มาเยือนจะต้องทำให้คนในท้องถิ่นได้รับความสะดวกสบายผ่านทางคำพูดและการกระทำ
  • ควรติดต่อกับสมาคมธุรกิจจีนในท้องถิ่นเป็นประจำ เพราะสมาคมเหล่านี้จะมีเส้นสายทางธุรกิจ ประสบการณ์ และข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่สามารถใช้เป็นแนวทางกับนักลงทุนหน้าใหม่ในการปรับตัวให้เข้ากับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศอาเซียน โดยทั่วไปแล้วนิคมอุตสาหกรรมจะมี “แพ็คเกจบริการครบวงจร” สำหรับนักลงทุนใหม่ ซึ่งจะช่วยชดเชยการขาดประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งหลายๆ ธุรกิจกำลังเผชิญอยู่

เพราะภายใน CABC เองก็มีสมาคมธุรกิจระดับชาติของจีนอยู่มากกว่า 50 สมาคม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ CABC ได้ทำการสำรวจสมาคมธุรกิจจีนและพบว่า สมาคมธุรกิจส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือวิสาหกิจจีนในการขยายกิจการสู่ต่างประเทศ และบางสมาคมได้จัดทำแผนความร่วมมือระดับนานาชาติแล้วด้วย นอกจากนี้ ยังมีหลายสมาคมที่ได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน อย่างไรก็ดี หากโครงการดังกล่าวไม่ได้จัดทำในเชิงลึก สมาคมก็จะไม่สามารถให้คำแนะนำหรือบริการที่ดีแก่ธุรกิจจีนในประเทศอาเซียนได้


ที่มา : บทความ อาเซียนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับสองของจีน โดย Xu Ningning ประธานฝ่ายบริหาร สภาธุรกิจ จีน-อาเซียน (3 กรกฎาคม 2562) เผยแพร่ใน FB : China Report ASEAN Thailand


ไม่ตกเทรนด์ ความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจการค้าที่เกี่ยวกับ จีน กดอ่านต่อ

‘อุตสาหกรรมการบิน’ ของจีน ตั้งรับ – ปรับตัวแค่ไหนในยุคดิจิทัล

SME ไทยรู้ไว้ได้เปรียบ เมื่อ ‘พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน’ ช้อปผ่านแอปพลิเคชัน Alipay สูงเป็นประวัติการณ์

‘สี จิ้นผิง’ เจรจา ‘บิ๊กตู่’ บทสะท้อนท่าทีของจีนต่อ ‘อีอีซี’