วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่ตั้งของ ‘พระมหาธาตุ เมืองคอน’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครศรีธรรมราช รวมถึงประชาชนในภาคใต้และทั่วประเทศมาช้านาน โดยพระมหาธาตุแห่งนี้ คือ ปูชนียสถานอันเป็นหลักฐานการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางจิตใจของมนุษย์มานานหลายศตวรรษ นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14-16 และเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ 18 ในฐานะเป็นจิตวิญญาณของอาณาจักรตามพรลิงค์ กรมศิลปากร และจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงได้ร่วมกันเสนอชื่อต่อองค์การยูเนสโก เพื่อขอบรรจุไว้ในบัญชีเบื้องต้น เมื่อ พ.ศ. 2555 และยูเนสโกได้บรรจุไว้ในบัญชีมรดกโลกที่รอการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2556

ด้วยต้องการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์และโบราณสถานของไทยให้คนรุ่นใหม่และชาวไทยทุกเพศทุกวัย รวมถึงการจัดทำแผนอนุรักษ์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อย่างยั่งยืนตามหลักวิศวกรรม เพื่อนำเสนอชื่อ พระมหาธาตุ เมืองคอน ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ในเร็ววัน ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลก จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดกิจกรรม “การอนุรักษ์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สู่มรดกโลก”

โดยภายในงานที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ มี นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานบนเวทีนำเสนอกระบวนการทำงานและพิธีเปิดตัว “คิกออฟพระบรมธาตุสู่มรดกโลก” โดยมีนักเรียนและประชาชนกว่า 2,000 คน ร่วมงาน ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในเวทีนำเสนอกระบวนการทำงานและพิธีเปิดตัว “คิกออฟพระบรมธาตุสู่มรดกโลก”
ชาวนครฯ ร่วมพิธีเปิดตัวและสวดบูชาพระธาตุ

รวมตัวนักวิชาการ นักวิจัย ร่วมกันศึกษาและเติมเต็มความเป็นไปได้ ส่ง ‘พระมหาธาตุ เมืองคอน’ เป็นมรดกโลก

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานกรรมการฝ่ายวิชาการของโครงการนี้ กล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลกฯ ได้จัดทำแผนด้านคุณค่าโดดเด่น รวมถึงแผนการสร้างความเข้าใจกับประชาชนและวิธีการดูแลรักษาไว้แล้ว ภายใต้คำขวัญ “วัดพระมหาธาตุฯ มรดกไทย มรดกโลก”

รศ. ดร.นคร ภู่วโรดม

แต่ก็ยังขาดข้อมูลด้านแผนอนุรักษ์คุ้มครองโบราณสถาน จึงประสานขอความร่วมมือจากคณะวิจัยชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” ซึ่งมี รศ. ดร.นคร ภู่วโรดม เป็นหัวหน้าชุดเพื่อวางแผนสำรวจประเมินความมั่นคงขององค์พระบรมธาตุเจดีย์สำหรับรองรับการเสนอขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก โดยใช้เทคนิควิธีและเทคโนโลยีทางวิศวกรรมศาสตร์ อันเป็นองค์ความรู้ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ สกสว.ในปัจจุบัน

คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำโดย ผศ. ดร.กฤษฎา ไชยสาร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ และ ผศ.ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล ร่วมกันศึกษาเชิงวิศวกรรมเพื่อระบุและประเมินสภาพปัจจุบันของโครงสร้างในบริเวณวัดพระมหาธาตุฯ โดยใช้เครื่องเลเซอร์เก็บข้อมูลภาคพื้นดินแบบกลุ่มจุดข้อมูลจาก 130 สถานี ได้กลุ่มจุดข้อมูลทั้งหมดประมาณ 1 พันกลุ่มจุด

เก็บข้อมูลด้วยเครื่องเลเซอร์สแกน

อีกทั้งสามารถใช้ตรวจเฝ้าระวังสำหรับแผนการอนุรักษ์ ส่วนการเก็บข้อมูลโครงสร้างโดยวิธีการสร้างแบบจำลอง 3 มิติจากภาพถ่ายทางอากาศด้วยโดรน พบว่าเจดีย์มีค่าความเอียงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1.45 องศา โดยแบบจำลองดังกล่าวยังสามารถใช้ในการประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้างจากพื้นผิวภายนอกและใช้ในการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์

ด้าน ผศ.ดร.นเรศ ลิมสัมพันธ์เจริญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการวิเคราะห์โครงสร้างว่ายังมั่นคงปลอดภัยภายใต้น้ำหนักของตัวองค์เจดีย์เองทั้งส่วนขององค์เจดีย์และการรับน้ำหนักของดินฐานราก จากผลการวิเคราะห์พบว่าหากพระบรมธาตุเจดีย์เอียงถึงระดับ 7 องศา จึงมีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงในส่วนกลางขององค์พระบรมธาตุได้

โดรนเก็บภาพมุมสูง

ส่วนการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบการสั่นสะเทือนจากการจราจร พบว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงสร้างโบราณสถานน้อยมาก โดยมีค่าต่ำกว่าที่ยอมให้ตามมาตรฐานสากล เนื่องจากพื้นดินบริเวณวัดพระมหาธาตุฯ เป็นดินที่แข็งมาก ประกอบกับมีการห้ามรถบรรทุกหนักวิ่งบนถนนที่ผ่านด้านหน้าและด้านหลังพระบรมธาตุเจดีย์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อแรงสั่นสะเทือน นอกจากนี้ ในการบูรณะทางคณะวิจัยพยายามหาทางใช้วัสดุทดแทนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงของเดิมมากที่สุดและเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับหน้าที่ในการวางแผนสำรวจธรณีฟิสิกส์เพิ่มเติม ด้วยการใช้ Ground Penetrating Radar (GPR) ซึ่งใช้หลักการส่งคลื่นวิทยุลงไปในพื้นดินที่ความลึก 2-5 เมตร โดยขึ้นอยู่กับสภาพชั้นดินและอุปกรณ์

สำรวจธรณีฟิสิกส์ด้วย GPR

จุดที่สนใจ ได้แก่ ระเบียงวิหารและภายในวิหารที่อาจมีโครงสร้างเก่า รวมถึงภายในวัดที่คาดว่าจะมีเจดีย์มุมองค์เดิมอยู่ โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานมรดกโลก วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการศึกษาด้านโบราณคดี อีกทั้งสำรวจองค์พระธาตุด้วยเครื่องมืออื่น เช่น อัลตราโซนิค ที่สามารถทะลุได้มากกว่า 10 เมตร เพื่อทดสอบสมมติฐานเบื้องต้น รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนจากนี้ไป

“จากบทสรุปของการสำรวจด้านความมั่นคงตามหลักวิศวกรรม ตัวองค์พระบรมธาตุเจดีย์ถือว่าทุกส่วนมีความมั่นคงแข็งแรงพอสมควรเมื่อพิจารณาเทียบกับอายุของโครงสร้าง เนื่องจากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ส่วนการห้ามรถบรรทุกวิ่งผ่านวัด แม้แทบจะไม่มีผลกระทบต่อองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่ก็ควรห้ามรถใหญ่วิ่งต่อไป เพราะถือเป็นมาตรการในการอนุรักษ์วัดพระมหาธาตุฯ ของท้องถิ่นที่มีผลต่อการพิจารณาของยูเนสโกด้วย และขอเสนอให้มีการตรวจติดตามสภาพในอนาคตด้วยเทคโนโลยีที่สามารถทำเองได้และถ่ายทอดสู่ผู้ดูแล”

ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยยังระบุอีกว่า อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานให้คงอยู่สืบไป ทำอย่างไรจึงจะเกิดความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาในกลุ่มเยาวชน กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีกระบวนการประเมิน ปรับหลักสูตรการเรียนพระธาตุศึกษาให้สนุกสนานมากขึ้น รวมถึงสร้างมาตรฐานให้ชาวนครศรีธรรมราชปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชนรุ่นหลัง


เมื่อแนวทางอนุรักษ์ พระมหาธาตุ เมืองคอน ชัด ก็ได้เวลาสานต่อไปสู่ ความยั่งยืน

ต่อมา รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกสว. ได้เปิดเผยในประเด็นน่าสนใจในการต่อยอดการพัฒนานี้ไปสู่ความยั่งยืนเพิ่มเติมว่า

รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน

“สิ่งเดียวที่จะทำให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืนคือ คือ ต้องสร้างคน ใช้ทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่ในการเป็นเจ้าของ กำหนดเทศบัญญัติชุมชน และสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรสาธารณะและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าไปสู่อนาคต รวมถึงเป้าหมายเดียวกันคือ การยกระดับสู่มรดกโลก”

“ในโครงการวิจัยนี้ เราโชคดีที่มี สกสว.สนับสนุนทุนวิจัยเพิ่มเติมในการนำองค์ความรู้มาต่อยอดการอนุรักษ์วัดพระธาตุฯ นับเป็นโอกาสที่ดีมากที่เราจะได้มีส่วนร่วมสร้างวิธีการ ความพร้อมของนักวิจัย และเครื่องมือ งานวิจัยจะเป็นส่วนสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ สร้างความเข้มแข็งและสืบทอดการดูแลโบราณสถานให้ยั่งยืนต่อเนื่อง มากกว่าการเป็นมรดกของคนไทยคือ การเป็นมรดกของประชากรโลก”

ส่วน อ.ศักดิ์พงษ์ นิลไพรัช ตัวแทนของชุมชนในเขตเทศบาล ฝากข้อคิดว่าการดูแลโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญของคนในชุมชน ต้องระเบิดจากภายใน การพัฒนาวัดไม่ควรคิดแต่ความอลังการสมัยใหม่หากแต่ต้องให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในเป้าหมายของการเป็นมรดกโลกว่า เป็นการร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้ ‘พระมหาธาตุ เมืองคอน สะอาด สว่าง สงบ’ โดยการยอมรับของคนในชุมชนร่วมกันนี้จะต้องสร้างด้วยศรัทธา ชาวบ้านมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมภูมิใจ และร่วมกันได้รับประโยชน์ จึงจะเกิดเป็นพลังการพัฒนาที่ยั่งยืนได้


เรียนรู้และร่วมตระหนักในการอนุรักษ์มรดกโลก ในหลากหลายมุมมองกันต่อ

Notre-Dame Cathedral ความเสียหายของมหาวิหารกับการนำ ‘3D Mapping’ มาช่วยพลิกฟื้นมรดกโลก

ไทยจะเปิดตัว ‘มรดกโลกแห่งที่ 6 & 7’ ในปี 2562 ได้หรือไม่? เรื่องใหญ่ของวงการวัฒนธรรมที่คนทั้งชาติต้องจับตามอง

ไม่รอ “มรดกโลก” “ลิเกไทย” ขอไป 5.0