หากอ้างอิงตามข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ในปีพ.ศ. 2561 พบว่าในประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 27.8 ล้านตัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.64 เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนเมือง และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร การส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริโภคที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยในหลายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น Chula zero waste

แต่ในข่าวร้ายนี้ก็ยังมีข่าวดีแทรกอยู่ให้ได้ชื่นใจว่า แม้ปริมาณขยะมูลฝอยจะเพิ่มขึ้น แต่การจัดการขยะมูลฝอยใน ปี 2561 มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะขยะมูลฝอยชุมชนได้ถูกคัดแยก ณ ต้นทาง และนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ถึง 9.58 ล้านตัน (ร้อยละ 34) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 13

จากข้อมูลตัวเลข ได้แปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติแบบเห็นผลจริงได้แล้ว ด้วยการลงมือทำจริงของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรูปแบบของโครงการบริหารจัดการขยะในระดับองค์กร หรือที่รู้จักกันในชื่อ Chula zero waste

แก้ว chula zero waste เอาไปปลูกผัก

ลดขยะให้เหลือศูนย์ ภารกิจที่ไม่ไกลเกินฝันของ Chula zero waste

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัย สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการโครงการ Chula zero waste กล่าวถึงที่มาในการก่อตั้งโครงการฯนี้ที่ชัดเจนขึ้นว่า

“ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรามีจำนวนนิสิตและบุคลากรที่มีกว่า 40,000 คน ดังนั้น ประชาคมจุฬาฯ จึงเป็นแหล่งกำเนิดขยะที่สำคัญของกรุงเทพมหานครก็ว่าได้ บวกกับแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ. 2559 – 2564) ที่ได้ระบุบทบาทหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการว่าต้องออกนโยบายให้ผู้บริหารโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องลดปริมาณขยะ คัดแยกขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย สร้างจิตสำนึกและวินัยให้กับเยาวชนในเรื่องการบริหารจัดการขยะด้วย ทำให้เราต้องมาร่วมกันทบทวนว่าควรลุกขึ้นมาทำโครงการช่วยลดขยะให้องค์กรกันดู”

จัดเสวนาให้ความรู้เรื่องลดขยะ

“นี่จึงเป็นที่มาให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอันตรายอย่างยั่งยืนในมหาวิทยาลัย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ โครงการ Chula zero waste (พ.ศ. 2560 – 2564) โดยมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอันตรายในพื้นที่เมืองโดยมี สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม และ สำนักบริหารระบบกายภาพ ของจุฬาฯ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ”


เจาะลึก ปัจจัยนำสู่ความสำเร็จ ของการลดขยะในระดับองค์กร กับโมเดลที่ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้

เมื่อถามถึงภารกิจท้าทาย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ดร.สุจิตรา ระบุชัดเจนว่าโครงการฯยังไม่ได้ประสบความสำเร็จสูงสุด และต้องทำต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือ ลดขยะในพื้นที่ที่จุฬาลงกรณ์ดูแล ทั้งในส่วนของพื้นที่จัดการศึกษาและพื้นที่พาณิชย์โดยรอบ ให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ จากปริมาณขยะเดิม

รณรงค์เรื่องลดรับถุงพลาสติกแจกฟรี

พ่อค้าตลาดนัดร่วมมือ ไม่มีถุงให้ลูกค้า

ในการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปีที่ 3 เราได้เดินหน้าโครงการสำคัญ คือ

  • ประกาศใช้มาตรการลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในจุฬาฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเขตปลอดโฟม 100% และปลอดถุงพลาสติกชนิดออกโซ (Oxo-degradable) ที่แตกตัวเร็ว กลายเป็นไมโครพลาสติก
  • ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกชนิดหูหิ้วลง 80% ในทุกร้านค้า ผ่านมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ คือ การ “เก็บเงินค่าถุงพลาสติก” เพื่อจูงใจให้พกถุงผ้า
  • เลิกใช้แก้วพลาสติก 100% ในโรงอาหาร โดยเปลี่ยนเป็นแก้วที่ใช้ซ้ำได้หรือแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ (zero-waste cup)
  • ลดปริมาณการใช้หลอดพลาสติก ช้อน-ส้อม พลาสติกลง 20% ผ่านมาตรการ “ขอก่อน ค่อยให้” (on request) และ ลด-งด แจกในการประชุมและการจัดงานพิเศษต่างๆด้วย”
  • กระตุ้นและผลักดันให้คณะและส่วนงานต่างๆ ลดขยะและแยกขยะมากขึ้น โดยได้พัฒนาเกณฑ์ประเมินการบริหารจัดการขยะของส่วนงานซึ่งเป็นการประเมินตนเอง และได้กำหนดให้มีการจัดส่งรายงานผลการประเมิน เพื่อทำให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังและให้ส่วนกลางมีข้อมูลการจัดการขยะของคณะ
พกถุงผ้า งดรับถุงพลาสติก

รณรงค์โครงการ My bottle My cup

จากการดำเนินโครงการต่างๆ สามารถประเมินปริมาณขยะที่ลดได้ในครึ่งปีแรกของปีที่ 3 อยู่ที่ 67.4 ตัน พบว่า ปริมาณขยะที่ลดได้ส่วนใหญ่มาจากมาตรการเหล่านี้

  • งดแจกถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อ ใครที่มาช้อปปิง ต้องพกถุงผ้ามาใส่ของเท่านั้น ทว่า ใน ร้านสะดวกซื้อบางสาขาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พาณิชย์ ซึ่งมีคนทั่วไปมาใช้บริการ ก็จะยังจัดให้มีถุงพลาสติกบริการอยู่ แต่จะจำหน่ายถุงละ 2 บาท และเงินบริจาคนั้น นำมาสมทบทุนโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษ์สัตว์ทะเล ของมหาวิทยาลัย
  • เปลี่ยนแก้วพลาสติกเป็น zero-waste cup และการส่งเสริมให้คนจุฬาฯพกกระบอกน้ำและแก้วน้ำส่วนตัวเพื่อลดการใช้ขวดและแก้วพลาสติก ผ่านโครงการ My cup และ My bottle ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าได้ผลมากที่สุดในกลุ่มพนักงานที่ทำงานในหน่วยงานต่างๆ เพราะมีสถานที่ล้างแก้วในออฟฟิศ ขณะที่ถ้าเป็นนิสิต แคมเปญรณรงค์ให้ใช้แก้วส่วนตัว กลับยังไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากต้องเดินเรียนและไม่สะดวกในการล้างแก้ว
  • แยกขยะเศษอาหารไปเข้าเครื่อง Bio-digester และเก็บรวบรวมกากกาแฟไปผึ่งแดด จากนั้นจึงส่งให้บริษัทนำไปใช้ประโยชน์ รวมถึงแยกขยะพลาสติกที่นำไปจำหน่ายไม่ได้ และส่งให้กับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินที่ก่อให้เกิดมลพิษ

ทั้งนี้ หากรวมปริมาณขยะเหลือทิ้งที่ลดได้สะสมตลอดโครงการ 3 ปี 6 เดือน จะอยู่ที่ประมาณ 142 ตัน ซึ่งก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาเมื่อเทียบกับปริมาณขยะเหลือทิ้งที่มีมากกว่า 1,500 ตันต่อปี ด้วยเหตุนี้ ดร.สุจิตรา จึงยืนยันชัดเจนว่าโครงการฯนี้ยังต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำเสนอเป็นโมเดลลดขยะในองค์กรต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง


การจัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องการมีส่วนร่วมในการลดขยะเป็นประจำ

แนะเทคนิค จะเริ่มลดขยะในองค์กร ต้องเริ่มอย่างไร จึงจะพิชิตภารกิจนี้ได้

สำหรับหลายๆ องค์กรหรือมหาวิทยาลัย ที่อยากจะริเริ่มโครงการลดขยะในองค์กร ดร.สุจิตรา ได้แนะปัจจัยสำคัญ ที่ต้องวางรากฐานให้เกิดขึ้นก่อน จึงจะนำไปสู่ชัยชนะในการลดขยะต่อไป ดังนี้

  • ผู้บริหารเห็นความสำคัญ ก็เท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่ง ดร.สุจิตรา หยิบยกประสบการณ์ในการดำเนินงานโครงการนี้มาเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่มีหน่วยงานติดต่อมาดูงานโครงการฯ เราจะบอกว่า ขอให้เชิญ key person หรือผู้บริหารที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องการลดขยะในองค์กร ผู้บริหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสภาพแวดล้อมทางกายภาพขององค์กร หรือ ผู้บริหารที่ดูแลฝ่ายอาคาร เพราะโครงการลดขยะในองค์กรจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญและมีความเข้าใจให้ถูกต้องในคอนเซปการลดขยะที่เหมาะสมกับองค์กรที่ตนดูแล
  • ควรตั้งหน่วยงานเฉพาะดูแลภารกิจลดขยะขององค์กรโดยเฉพาะ แนะนำให้ตั้งคณะกรรมการโครงการลดขยะขององค์กรขึ้นมาเป็นกิจลักษณะ พร้อมเชิญตัวแทนในระดับผู้บริหารขององค์กรต่างๆเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯนี้ด้วย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและประกาศให้เห็นถึงความจริงจังในการร่วมลดขยะของทุกคนในองค์กร
  • จัดกิจกรรม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ กระตุ้นการมีส่วนร่วม ต้องจัดกิจกรรมให้ทุกคนในองค์กรได้มีส่วนเข้าร่วม ทั้งทางออฟไลน์ เช่น การจัดกิจกรรม เสวนา สัมมนา ให้ความรู้เรื่องการลดขยะในองค์กร และออนไลน์ เช่น การใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook Instagram หรือ Twitter เป็นต้น
  • ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงแอปพลิเคชันให้เป็นประโยชน์ สร้างสื่อที่เข้าใจง่าย และนำออกเผยแพร่ในองคค์กรเพื่อกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการร่วมลดขยะอีกทางหนึ่ง เช่น การทำอินโฟกราฟิก หนทางที่นำสู่เส้นชัยในการลดขยะ เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีใดบ้างและคนในองค์กรสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างไร หรือทำคลิปวิดีโอแสดงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากขยะถุงพลาสติกที่ส่งผลต่อสัตว์ทะเล เป็นต้น

อ้างอิง :

  • สรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2561 จัดทำโดย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กุมภาพันธ์ 2562)
  • สัมภาษณ์ ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี ณ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562

ยังมีอีกหลากหลายไอเดียการจัดการขยะด้วยวิธีที่ทำง่าย ได้ผลจริง 

ขยะรีไซเคิลลุ้นโชค ไอเดียครีเอทขั้นสุด ของ ‘แทรชลัคกี้ (TRASHLUCKY)’ 1 ใน 15 สตาร์ทอัพ เข้าตา ดีแทค แอคเซอเลอเรทปีนี้

สุสานขยะพิษ หนามตำใจ ‘อีอีซี’ ปัญหาที่ไม่ได้ก่อ แต่ต้องมาสะสาง

 

5 ไอเดีย ทำง่ายได้ผลจริง ลดขยะให้โลก จัดการ Food waste เริ่มต้นที่ก้นครัว