แต่ไหนแต่ไร เมื่อพูดถึงแหล่งปลูกทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ไทย หลายคนต่างคิดถึงสวนทุเรียนในภาคตะวันออกเป็นแห่งแรก แต่เดี๋ยวนี้ ด้วยผลไม้ชนิดนี้มีราคาสูง กอปรกับมีการพัฒนาสายพันธุ์ของทุกเรียนให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ปลูกในแต่ละภาค โดยหนึ่งในตัวอย่างของ ‘ทุเรียนไทย’ สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังทำตลาดอยู่ตอนนี้ คือ ทุเรียนพันธุ์หลงลับเเล จ.อุตรดิตถ์ ที่มีปริมาณผลผลิต 4,000 ตันต่อปีเท่านั้น ทำให้ราคาขายปลีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 550-650 บาท ซึ่งมีราคาเเพงกว่าปีที่เเล้วกิโลกรัมละ 100-150 บาท นอกจากนั้น ยังมีอีกหนึ่งแหล่งปลูกทุเรียนสายพันธุ์ดีของไทย ‘ทุเรียนปักษ์ใต้’ ซึ่งตอนนี้กระจายปลูกทั้งในจังหวัดภาคใต้ตอนบนไปจนถึงตอนล่าง

นอกจากรสชาติซึ่งเป็นที่ยอมรับแล้ว การบริหารจัดการ ทั้งการวางแผนการตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์การค้าทุเรียนกับประเทศจีน คู่ค้าคนสำคัญในตอนนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เหล่าผู้ประกอบการทุเรียนไทย ต้องศึกษาเรียนรู้ไม่น้อย ซึ่งโมเดลเหล่านี้ เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ไทยชนิดอื่นก็สามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนการตลาดให้ผลผลิตของตนเองได้ด้วย


อัปเดตปริมาณผลผลิต ทุเรียนไทย & ทุเรียนปักษ์ใต้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพดีขึ้น พร้อมทำตลาดอินเตอร์

หากอ้างอิงตามข้อมูลภาพรวมพื้นที่ปลูกทุเรียนทั่วไทย จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการปลูกทุเรียนรายจังหวัด ในปี 2559 พบว่า จันทบุรีปลูกทุเรียนมากที่สุด โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 165,046 ไร่ รองมาเป็นจังหวัดชุมพร 138,801 ไร่ นครศรีธรรมราช 60,194 ไร่ ระยอง 52,706 ไร่ สุราษฎร์ธานี 46,113 ไร่ ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผลผลิตทุเรียนไทย ส่วนหนึ่งมาจากแหล่งปลูกภาคใต้แน่นอน

ส่วนราคาเฉลี่ยทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จากข้อมูลแหล่งเดียวกันพบว่า นับตั้งแต่ปี 2551 ราคาทุเรียนหมอนทองที่เกษตรกรขายได้ที่หน้าสวน มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จากราคาเฉลี่ย 20.93 บาท ต่อกิโลกรัม จนมาถึง 81.73 บาท ต่อกิโลกรัมในปี 2561 โดยราคาทุเรียนสูงสุดที่ขายได้คือ 134.98 บาท ต่อกิโลกรัม ในเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

นางอัญชนา ตราโช // newweb.oae.go.th

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อติดตามผลภายใต้โครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย กรณีศึกษาทุเรียน พบว่า “ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ในฤดูปีนี้ จะมีประมาณ 3 – 4 รุ่น โดยแต่ละรุ่นจะห่างกันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ โดยเริ่มทยอยออกตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2562 และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ขณะที่ทุเรียนภาคใต้นอกฤดู (ทุเรียนทวาย) อยู่ในช่วงที่เกษตรกรกำลังตัดแต่งกิ่งใบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำทุเรียนนอกฤดู”

“และบางพื้นที่มีการตัดแต่งผลทุเรียนที่มีตำหนิ รวมทั้งตัดแต่งรูปทรงที่ไม่สวยออกจากต้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยทุเรียนนอกฤดูจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงมกราคม 2563 ซึ่งจากการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐานในระดับหนึ่ง โดยพบว่า ผลผลิตร้อยละ 80-90 เป็นทุเรียนเกรด A และเกรด B ที่เหลือร้อยละ 10 เท่านั้น ที่เป็นทุเรียนตกเกรดและมีตำหนิ”


รู้เขา รู้เรา ไม่ประมาทคู่แข่ง …คติประจำใจ ส่งทุเรียนไทย โกอินเตอร์ ฉลุย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งสิ่งที่เหล่าเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในวงการส่งออกทุเรียนควรทราบ เพื่อที่จะไม่ประมาทตลาดนี้ นั่นคือ ตลาดทุเรียนไม่ได้มีแต่ประเทศไทยที่ผูกขาดตลาดนี้ เพราะคู่แข่งร่วมภูมิภาคที่สำคัญ นั่นคือ ประเทศมาเลเซีย ที่สามารถผลิตทุเรียนคุณภาพดีได้เช่นกัน

การส่งออกทุเรียนของประเทศไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ พบว่ามีตลาดส่งออกหลักอยู่ที่ จีน เวียดนาม และฮ่องกง โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียนสดให้กับ 3 ประเทศนี้ ในปี 2560 มีมูลค่า 21,239.46 ล้านบาท จากมูลค่าทั้งหมด 22,098.44 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบส่วนต่างจากมูลค่าการส่งออกทุเรียนสดในปี 2558 และ 2559 จะพบว่าการส่งออกทุเรียนมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในปี 2558 มีมูลค่า 13,246.39 ล้านบาท ขณะที่ปี 2559 มีมูลค่า 17,505.76 ล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ประกอบความต้องการซื้อที่มหาศาลจากประเทศจีน ส่งผลให้เกษตรกรไทยในเวลานี้หันมาปลูกทุเรียนหมอนทองกันเพิ่มมากขึ้น กระนั้นก็ตาม ดังที่เกริ่นไว้ว่า ประเทศคู่แข่งสำคัญในวงการส่งออกทุเรียนที่น่าจับตามอง คือ มาเลเซีย ด้วยเหตุนี้ เหล่าเกษตรกรและนักลงทุนไทยในอุตสาหกรรมการเกษตร จึงไม่ควรละเลยที่จะศึกษาศักยภาพของคู่แข่งรายนี้ไว้ด้วย

จากข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ในปี 2560 มาเลเชียมีพื้นที่ปลูกทุเรียนซึ่งให้ผลผลิตได้แล้วทั้งสิ้น 319,053 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมด 441,298.75 ไร่ ในปี 2558 มีผลผลิตทั้งสิ้น 368,270.7 ตัน แต่หากเทียบกับไทยแล้ว มาเลเซียมีพื้นที่ปลูกน้อยกว่าไทยครึ่งหนึ่ง

Musang King Durian // www.virtualmarket.asiafruitlogistica.com

ทว่า แม้พื้นที่ปลูกและผลผลิตจะน้อยกว่าเรา แต่มาเลเซียมีจุดเด่นที่สายพันธุ์ทุเรียนซึ่งได้รับการยอมรับในระดับ Premium Grade นั่นคือ พันธุ์มูซานคิง เป็นพันธุ์พื้นเมืองของมาเลเชียที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งทุเรียน” เพราะมีรสชาติดี เนื้อเนียนสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน มีกลิ่นเฉพาะตัว และเป็นที่นิยมของชาวจีน มูซานคิงมีราคาสูงกว่าหมอนทองมาก และตอนนี้มีราคาประมาณ 300-400 บาท ต่อกิโลกรัม

สำหรับการส่งออกในปี 2559 มาเลเซียส่งออกทุเรียนในรูปผลไม้แช่แข็งมีปริมาณราว 1,300 ตัน มีตลาดส่งออกหลักอยู่ที่จีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 78 ของการส่งออกรวมทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียกำลังสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อปีให้มากถึง 303,000 ตัน ด้าน สัญชัย ปุรณะชัยคีรี ผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ของไทยอธิบายเพิ่มเติมว่า

“วันนี้ไทยเริ่มมีคู่แข่งที่แข็งแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับตลาดทุเรียน เพราะเวลานี้ทุเรียนที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลกอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยมูซานคิงได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดทุเรียนโลก มาเลเซียจึงได้รับการยอมรับในฐานะประเทศที่ผลิตทุเรียนคุณภาพดีที่สุด จะด้อยกว่าไทยก็เพียงแค่ปริมาณผลผลิตที่ยังน้อยเกินไปเท่านั้น”

และไม่ใช่แค่มาเลเซียที่มาแย่งส่วนแบ่งการตลาดส่งออกทุเรียนไทย แต่เวียดนามเองก็กำลังขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดส่งออกทุเรียนด้วย เพราะมีการแข่งผลิตทุเรียนหมอนทอง โดยเวียดนามส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนวันละประมาณ 500 ตันแล้ว

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่มาตรการในการจัดการคุณภาพทุเรียนของไทยเองยังไม่ได้มาตรฐาน เพราะมีการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งจะกลายมาเป็นปัญหาการส่งออกทุเรียนในอนาคตอันใกล้ หากเทียบกับมาเลเซียซึ่งมีทุเรียนคุณภาพดีกว่า ส่วนเวียดนามมีต้นทุนในการขนส่งน้อยกว่า ใช้เวลาเดินทางเพียง 18 ชั่วโมงก็ถึงประเทศคู่ค้าอย่างจีน ขณะที่ไทยใช้เวลาส่งทุเรียนไปยังประเทศจีนประมาณ 3 วัน สุดท้ายแล้วประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ส่งออกได้แต่ปริมาณ คุณค่าไม่ได้ ซึ่งภาวะนี้มีความอ่อนไหวกับตลาดมาก เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว นี่เป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกผลไม้ไทยรายใหญ่กำลังกังวล


เปิดกลยุทธ์ดิ้นสู้ ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทย ยืมมืออีคอมเมิร์ช สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ทำตลาดส่งออก

ละวางจากความกังวลก่อน และมาเรียนรู้จากนิมิตรหมายที่ดีว่า ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายมากมายที่กล่าวมาของการส่งทุเรียนไทย ไปบุกตลาดทุเรียนโลก ได้เกิดความพยายามในการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ พร้อมวางมาตรการต่อสู้และต่อรองในตลาดส่งออกทุเรียนปักษ์ใต้ ดังนี้

  • จัดรูปแบบการจำหน่ายโดยการประมูลให้กับล้งส่งออกที่ให้ราคาสูงกว่า และไม่ผูกขาดกับผู้ซื้อรายเดิม หรือบางกลุ่มมีล้งส่งออกเข้ามาติดต่อขอดูผลผลิต และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 20 – 30 วัน
  • กำหนดราคาตามคุณภาพของผลผลิต ซึ่งในส่วนของทุเรียนนอกฤดูปีนี้ คาดว่าจะเริ่มมีการติดต่อทำสัญญาซื้อขายประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2562 ผลผลิตของเกษตรกรประมาณร้อยละ 80 – 90 จะแบ่งขายให้กับล้งส่งออก
  • ผลผลิตทุเรียนที่เหลืออีกร้อยละ 10 – 20 จะจำหน่ายออนไลน์ผ่าน Facebook และ Line
  • ส่วนผลผลิตที่มีตำหนิ หรือ ราดำ จะส่งเข้าโรงงานแปรรูป อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ล้งส่งออกและแผงรับซื้อในพื้นที่ยังเปิดรับซื้อไม่มากนัก โดยคาดว่าเดือนกรกฎาคมจะเปิดแผงรับซื้อมากขึ้น

เจาะตลาดจีน ทวงความเป็นเจ้าตลาดทุเรียนไทย คุณภาพยืนหนึ่ง ไม่แพ้ชาติใดในโลก

สำหรับสถานการณ์ ‘ทุเรียนไทย’ ในตลาดจีน ขณะนี้ชาวจีนยังคงมีความต้องการบริโภคทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยทุเรียนที่นิยมบริโภคในตลาดจีน ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว และพวงมณี แต่ทุเรียนไทยที่เข้าสู่ตลาดจีนในช่วงนี้มีไม่มากนัก เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของผลผลิตภาคตะวันออกและภาคใต้ จึงทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย

แต่อย่างไรก็ตาม ทุเรียนที่เข้าตลาดจีนส่วนใหญ่จะนำไปจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า และผ่านตลาดค้าส่งเจียงหนาน เมืองกว่างโจว เพื่อกระจายต่อไปยังเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มาก ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและมีค่าครองชีพสูงจึงจำหน่ายได้ราคาดีกว่า อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียซิง ในมณฑลเจ้อเจียง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้มีทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ตลาดจีนมาก ซึ่งมีราคาถูกกว่าทุเรียนไทย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ดังนั้น การรักษาคุณภาพและมาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ปลูกทุเรียนไทย เพื่อรักษาตลาดให้ยั่งยืนในอนาคต

โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กระทรวงศุลกากรของจีนแจ้งว่า ผลไม้จากไทยที่ส่งไปจีน (มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด) ทุกกล่องจะต้องระบุรหัสการขึ้นทะเบียนสวน และรหัสโรงคัดบรรจุกล่องทุกกล่อง มิฉะนั้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้าจากด่านนำเข้าทันที (สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร, 2562)

ด้วยกฎเกณฑ์เคร่งครัดที่ประกาศออกมาชัดเจนนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการทุเรียนไทย จึงต้องใส่ใจและเคารพกฎนี้อย่างเคร่งครัด ทั้งต้องรักษาคุณภาพผลผลิตให้ดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบมาตรฐานของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด ไม่จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ และระมัดระวังการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังส่งผลต่อเสถียรภาพราคาและความเชื่อมั่นทุเรียนไทยในระยะยาว

ด้านคุณสัญชัยยังเน้นย้ำว่า “หากจะเดินผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ ผมมองว่าเกษตรกรควรจะหันมาปลูกทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น ไม่ควรทุ่มกำลังผลิตไปกับทุเรียนหมอนทองทั้งหมด”

อัทธ์ พิศาลวานิช // facebook.com/utccsmart

ขณะที่ อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า เมื่อทุเรียนไทยมีแนวโน้มที่จะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องเร่งหาตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น พร้อมกันกับเพิ่มศักยภาพให้กับสหกรณ์การเกษตรเพื่อที่จะดำเนินการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเองให้ได้มากขึ้น อีกทั้งจำเป็นต้องมีการคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปทุกเรียนในหลายหลากรูปแบบ ต้องทำมาตรฐานทุเรียนไทยให้เป็นที่ยอมรับและต้องมีความแตกต่างจากทุเรียนประเทศอื่นๆ ให้ได้ ความโดดเด่นจึงจะเกิด

“สถานการณ์ทุเรียนไทยเป็นเพียงภาพหนึ่งที่ทำให้เห็นพละกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศจีนว่า จีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก มีประชากรมีฐานะถึง 33 มณฑล ซึ่งมีกำลังซื้อเยอะ มีรายได้ต่อหัวเพิ่มมากขึ้น เรียกได้ว่ามีตลาดเป็นหลักประกันได้เลย”


ที่มา :


อุตสาหกรรมการเกษตรไทย จะก้าวไกลต่อไปแบบไร้รอยต่อได้ด้วยหลากหลายไอเดีย ด้วยการจัดการทางการตลาดและเทคโนโลยี ต่อไปนี้

ทำไม ‘ราคาสินค้าเกษตร’ จึงมีปัญหาตลอด แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

พลิกทุกความเสี่ยงเป็นโอกาส ยกระดับเกษตรกรสูงวัย เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน ‘ภาคการเกษตรไทย’

ปฏิวัติการทำเกษตรแบบเดิม สู่ ‘Indoor Farming การเกษตรในร่ม’ ช่องทางทำเงินจากนวัตกรรมการปลูกพืชแนวใหม่