ประเทศฟินแลนด์ ได้พิสูจน์แล้วว่าการ ปฏิวัติการเรียนรู้ ด้วยระบบการเรียนการสอนที่ชั่วโมงเรียนต่ำ การบ้านน้อย และมีการสอบวัดผลที่น้อยครั้งลง เมื่อประเมินผลการศึกษาโดยรวมแล้ว ประเทศฟินแลนด์ กลับได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่เยาวชนได้รับการศึกษาดีที่สุดในโลก ชุดเหตุผลที่ใช้อธิบายความสำเร็จของปรากฏการณ์นี้ คือ การเรียนการสอนโดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นสร้างส่วนร่วมในการเรียนรู้ ให้เด็กได้มีโอกาสคิดและลงมือทำ โดยไม่จำกัดกรอบของห้องเรียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเหมือนเคย แต่สนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนรู้และทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้น ย่อมนำมาซึ่งผลการศึกษาที่ดีและมีคุณค่ากับตัวของพวกเขาเอง

นอกเหนือจากการปฏิวัติการเรียนรู้ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ในบริบทของเด็กไทยยังต้องการความสมดุลระหว่างการเรียนและการใช้ชีวิตด้วย เพราะขณะที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการศึกษากำลังทุ่มความพยายามในการปฏิวัติการศึกษาไทยนั้น การสำรวจสุขอนามัยของเด็กไทย กลับพบว่าเด็กไทยมีปัญหาด้านน้ำหนัก ส่วนสูง ไม่ได้มาตรฐาน มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง และยังพบปัญหาเด็กสมาธิสั้นอยู่เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เด็กติดจอมากขึ้น ทำให้พวกเขามีกิจกรรมทางกายลดลง กล้ามเนื้อไม่ถูกกระตุ้นให้มีพัฒนาการสมวัย เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่งในที่สุด


ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ความหวังใหม่ ปฏิวัติการเรียนรู้ สร้างสุขให้เด็กไทยเติบโตไปพร้อมกันทั้งกายและใจ

เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำเสนอแนวคิดการปฏิวัติให้เด็กไทยหันไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านการปฏิบัติ ฝึกคิด วิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งแน่นอนว่า แนวคิดนี้อาจไม่ใช่แนวคิดใหม่แกะกล่อง เพราะมีโมเดลความสำเร็จของหลากหลายโรงเรียนทางเลือกที่นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้เพื่อ ปฏิวัติการเรียนรู้ ในรูปแบบใหม่ให้เด็กไทย ทว่า มีเด็กไทยซึ่งเป็นส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่จะได้รับการศึกษาตามแนวทางนี้

ด้วยเหตุนี้ ทาง สสส. จึงพยายามร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กไทยทั้งประเทศให้ค่อยๆ ปรับตามแนวทาง ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้มากที่สุด และเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคการศึกษาที่มีโอกาสผ่านมาอ่านบทความได้เข้าใจถึงปรัชญารากฐานของแนวคิดนี้ เราจึงนำสาระที่ได้จากบทความเรื่อง “เล่นกระตุ้นสมอง ออกมาเล่นด้วยกัน” จากคอลัมน์สุขสร้างได้ ที่ตีพิมพ์ลงใน จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข ประจำเดือน มิถุนายน 2562 มาเรียบเรียงเพื่อให้ความรู้กัน

เริ่มจากการทำความเข้าใจแนวคิดนี้ก่อนว่า ส่วนหนึ่งมาจากคำแนะนำของ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่ชี้แนะว่า ประชากรวัยเด็ก อายุ 5-17 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายปานกลางขึ้นไปอย่างน้อย 60 นาที ทุกวัน เพราะการมีกิจกรรมทางกายนั้น นอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพทางกายแล้ว ยังช่วยกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น สติปัญญา เจตคติ และกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่เชื่อมโยงไปถึงการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง ทำให้เกิดพัฒนาการทางสมองที่สมวัย

โดยจากรายงานของ WHO ระบุว่า มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนว่า การมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอเป็นประจำ สามารถช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสมอง และมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมทางกายจะส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อด้วย


รู้จักแนวคิด Active Play ที่จะมาปฏิวัติการเรียนรู้ เด็กไทยอย่างได้ผล

เมื่อเอ่ยถึงแนวคิด Active Play หลายคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้าง เพราะแนวทางนี้กำลังมาแรงในแวดวงการปฏิรูปการศึกษา โดยหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือ ไม่ว่าจะเล่นคนเดียว เล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม หรือการเล่นแบบมีการกำหนดรูปแบบ กติกา อย่างการเล่นกีฬาทั้งในร่มและกลางแจ้ง เหล่านี้ล้วนทำให้เด็กได้รับความสนุกสนานและมีพัฒนาการการเรียนรู้ครบ ทั้ง 3 องค์กระกอบที่ Active Play เชื่อมั่น นั่นคือ

Cognitive Domain หรือ ด้านพุทธิพิสัย เรียกว่า พัฒนาการทางสติปัญญา เกิดจากการทำงานของสมองในขณะที่เด็กเล่น โดยสมองจะทำหน้าที่สั่งการให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กัน และการที่สมองของเด็กได้รับการกระตุ้นบ่อยๆ ผ่านการเล่นนี้ จะทำให้เด็กมีพัฒนาทางสมองที่ฉับไว ส่งผลดีต่อการพัฒนาสติปัญญาเด็กในการเรียนสาระวิชาการด้านอื่นๆ ด้วย

Affective Domain หรือ ด้านจิตพิสัย หรือการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการทางเจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ประสบการณ์ที่มีคุณค่าด้านเจตคติของเด็กที่มีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เด็กจะยอมรับกฎระเบียบและถือปฏิบัติตาม พร้อมเห็นคุณค่าของการเคารพกติกาในการเล่น เกิดทักษะทางสังคม และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นผ่านการเล่น

Psychimotor Domain หรือ ด้านทักษะพิสัย หรือการเรียนรู้พัฒนาทักษะทางกาย โดยเด็กจะสามารถเลียนแบบท่าทางจากการเล่น รู้จักพัฒนาการควบคุมบังคับการเคลื่อนไหว และเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย

โดยแนวทางนี้จะได้นำไปปรับใช้กับเด็กไทยอย่างเหมาะสมกับทุกช่วงวัย ดังนี้ เด็กอายุ 3-5 ปี ส่งเสริมให้รู้จักเล่นให้เป็น ขยับให้สนุก เด็กอายุ 6-8 ปี ส่งเสริมให้รู้จักควบคุมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เด็กอายุ 9-12 ปี ส่งเสริมให้รู้จักการเล่นเป็นทีม มีน้ำใจนักกีฬา

ทั้งนี้ จะใช้หลัก 10-20-30 คือ ทำกิจกรรม 10 นาที ก่อนเข้าเรียน 20 นาที ระหว่างวันหรือพักเที่ยง และ 30 นาที หลังเลิกเรียน และส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สนามเด็กเล่นอย่างสร้างสรรค์ในชุมชนต่างๆ

หากทำได้ตามแผนที่วางไว้ เด็กไทยจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากการเล่นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ดังต่อไปนี้

  • ภาวะอ้วนจะลดลงไปร้อยละ 10
  • ลดโอกาสเสี่ยงที่จะลองบุหรี่ ติดยาเสพติด มีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัยและก่อนวัยอันควร ซึ่งนำไปสู่การตั้งครรภ์ในวัยเรียนได้
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลง ไม่ป่วยง่ายๆ
  • เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและมวลกระดูก
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ มะเร็ง และเบาหวาน
  • ทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ เพิ่มทักษะชีวิต เข้าสังคมได้ดี

เปลี่ยนเด็กติดจอให้เป็น เด็กติดเล่น ด้วยเทคนิคทำง่าย ได้ผลจริง

ดังที่เกริ่นให้ข้างต้นว่า ปัญหาที่คุกคามเด็กไทย ส่งผลให้เด็กไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ไม่ออกไปเล่นนอกบ้านเหมือนเคย คือ พฤติกรรมเด็กติดจอ โดยจอที่ติดหนักที่สุดหนีไม่พ้น จอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่พ่อแม่บางคนอนุญาตให้สิ่งประดิษฐ์ไม่มีชีวิตนี้เป็นพี่เลี้ยงเลี้ยงบุตรหลานของตนด้วยความยินยอมพร้อมใจ  

โดยมีผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางอารมณ์และพฤติกรรมความรุนแรงของ American Academy of Pediatrics ชี้ชัดว่า ความรุนแรงที่เด็กได้เห็นผ่านทางหน้าจอ ทั้งจอโทรทัศน์ จอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต นับวันยิ่งมีความรุนแรง และส่งผลเสียต่อเด็กอย่างเห็นได้ชัด เด็กจะสะสมความหวาดกลัวไว้โดยไม่รู้ตัว แสดงออกด้วยพฤติกรรม วิตกกังวล ขี้สงสัย นอนไม่หลับ ฝันร้าย ไปจนถึงมีอาการเศร้าซึม ซึ่งผลการศึกษานี้แนะนำชัดเจนว่า ควรสนับสนุนให้เด็กได้ออกมาเล่น ขยับร่างกายให้มากที่สุด

และแนวทางที่บทความนี้แนะนำต่อ นั่นคือ การสร้างสมดุลพื้นฐานการเรียนรู้ที่จะอยู่กับจอและการใช้ชีวิตจริง ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู เป็นผู้มีบทบาทหลักในภารกิจนี้

  • สอนให้รู้จักความต่างระหว่างคนจริงกับตัวละคร เป็นหน้าที่ของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และครู ที่จะชี้แนะให้เด็กได้เห็นและแยกแยะได้ว่า ตัวละครในสื่อกับชีวิตจริงมีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เด็กสามารถแยกแยะได้
  • แยกแยะความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมุติ ในกรณีนี้อาจใช้รายการที่มีการเล่านิทานประกอบภาพ หรือละครหุ่นสำหรับเด็กให้เขาดู โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง มีหน้าที่กำกับและบอกเล่าว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นเรื่องสมมุติ โดยสื่อนิทาน ละครหุ่น จะช่วยให้เขารู้จักว่านี่เป็นเรื่องเล่า เรื่องสมมติ ขณะเดียวกัน เปิดสารคดีให้เขาดูบ้าง เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงบนโลก
  • หาเทคนิคดึงความสนใจลูกด้วยรายการหรือคลิปวิดีโอที่เหมาะสมกับวัย เวลาที่เด็กดูรายการหรือคลิปวิดีโอ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรนั่งดูอยู่ด้วย เพื่อชี้ชวนให้ลูกดูคลิปวิดีโอที่มีประโยชน์ ดึงความสนใจให้เขาจดจ่อกับรายการนั้นได้นานด้วย
  • ควบคุมเวลาในการให้ลูกดูโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ควรออกกฎของบ้าน กำหนดให้ชัดเจนถึงเวลาที่ลูกใช้ในการดูรายการ ดูคลิปวิดีโอ เพื่อฝึกวินัยให้เด็กไม่หมกมุ่นกับหน้าจอมากไป และไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอเพียงลำพัง
  • หันเหความสนใจเด็กจากหน้าจอได้แล้ว ต้องทดแทนด้วยการทำกิจกรรมอื่นด้วย มอบหมายหน้าที่ในบ้านให้เด็ก เช่น งานบ้าน เพื่อทำอย่างอื่นนอกจากการใช้เวลากับหน้าจอ อย่างเวลาพ่อหรือแม่ ผู้ปกครอง ทำครัว ให้ลูกมีส่วนร่วม เช่น หยิบผักจากตู้เย็น เด็ดผัก จัดจาน งานสวนก็ให้ลูกเก็บใบไม้แห้ง ถอนหญ้า รดน้ำต้นไม้ เหล่านี้จะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กให้ละจากหน้าจอมามีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น

ที่มา : บทความเรื่อง “เล่นกระตุ้นสมอง ออกมาเล่นด้วยกัน” คอลัมน์สุขสร้างได้ ตีพิมพ์ใน จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข ประจำเดือน มิถุนายน 2562


ตามติดภารกิจปฏิวัติการเรียนรู้ บ่มสร้างการศึกษา พัฒนาเด็กไทยให้ก้าวไกลไปกว่านี้

‘การศึกษาท้องถิ่น’ เรียนแบบใหม่สไตล์ ‘อานันท์ ปัญญารชุน’

เปิดโมเดล ห้องเรียนแห่งอนาคต นวัตกรรมจัดการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนเด็กไทยให้ก้าวไกลทันโลก

สร้าง ‘คนพันธุ์ดิจิทัล’ ต้องวางระบบการศึกษารับยุคดิจิทัลตั้งแต่ชั้นประถม