เงินบาทแข็งค่า กับการปล่อยให้ประเทศอยู่ในตำแหน่งทางภูมิเศรษฐกิจที่ต่างชาติเข้ามาแวะพัก เก็งกำไรค่าเงิน และลงทุนชั่วคราว ในสถานการณ์ที่คาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนตัว กลับกลายเป็นจุดอ่อนอย่างรวดเร็ว เพราะค่าเงินบาทที่แข็งตัวนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนและไม่สามารถเพิ่มกำลังซื้อของแรงงานได้


นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ในขณะที่แนวโน้มของอัตราการเติบโตและปริมาณการค้าโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่การลดส่วนแบ่งการลงทุนระหว่างประเทศในเวทีการค้าโลก เมื่อเทียบกับจีดีพีจะพบว่า ลดลงจาก 57% เป็น 39% ตั้งแต่ปี 2008 คือลดลงถึงร้อยละ 20 และยังลดลงเรื่อยๆ

หลายครั้งแล้วที่เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะวิกฤต และการค้าโลกลดลงทุกปี การลงทุนระหว่างประเทศก็กำลังถดถอย เนื่องจากระบบเดิมไม่สามารถพัฒนาได้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป แตกต่างจากการคาดการณ์ความสำเร็จด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มในอนาคตว่า ต้องการระบบที่สร้างขึ้นใหม่ ต้องลดเขตพื้นที่การค้าเสรีลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแนวทางการทำงานใหม่ ดังนี้

  1. การผลิตสำหรับตลาดในประเทศ (ไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก) จะกลายเป็นองค์ประกอบหลักที่ดันเศรษฐกิจประเทศอีกครั้ง ตรงนี้จะเห็นท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า ในสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็งตัวนั้น ควรกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการวางแผนลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีในระยะยาว แต่หากพิจารณาในด้านนี้ น่าจะเป็นผลมาจากปัญหาการส่งออกที่ยังไม่สามารถแก้ได้
  2. แนวโน้มของการค้าโลกในปัจจุบันนี้ ควรที่จะใช้หลักการมอบอำนาจให้ผู้บริหารระดับต่ำกว่า (แน่นอนว่ามาจากพื้นฐาน โปรไฟล์ และความเป็นมืออาชีพที่แตกต่างจากการเติบโตสายราชการ) จึงจะสามารถฟื้นฟูการผลิตสินค้าในระดับชุมชนหรือท้องถิ่น เช่นเดียวกับในระดับชาติ เนื่องจากการจัดตั้งกลไกการผลิตตามหน้าที่ภาคการผลิตของแต่ละภูมิภาคน่าจะยังเป็นห่วงโซ่ที่อ่อนแอ เพราะที่ผ่านมายังไม่พบการแบ่งแยกระหว่างแรงงานและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต ดูได้จากการเติบโตของกำลังซื้อและแรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์นั้นเมื่อเทียบเคียงกับคู่แข่ง ซึ่งภาครัฐขาดการประสานและเชื่อมโยงการจัดตั้งกลไกการทำงานของกลุ่มผู้ผลิต เพื่อยกระดับแรงงานฝีมือการผลิตหรือพัฒนาเป็นโครงการระดับท้องถิ่น
  3. นโยบายการค้า (การใช้โควต้าและประกันมาตรฐานสินค้า) ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตของพลเมืองไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากเจอแรงกดดันของผลิตภัณฑ์จากบริษัทข้ามชาติที่มีกำลังการผลิตมาก ลดราคาได้มาก ซึ่งในระดับท้องถิ่นของเราไม่สามารถต้านทานหรือลดราคาลงไปสู้ได้
  4. นโยบายด้านอุตสาหกรรมรวมถึงเงินอุดหนุนภาษีและการค้า ควรใช้เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรม มากกว่าวางแผนกระตุ้นการบริโภคดังที่ดำเนินการอยู่
  5. มาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดช่องว่างระหว่างรายได้และการจัดสรรที่ดิน (รวมถึงการปฏิรูปที่ดินในเมือง) จะนำไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยภายในตลาดซึ่งจะกลายเป็นจุดยึดทางเศรษฐกิจและจะช่วยให้เกิดทรัพยากรทางการเงินในท้องถิ่นที่จำเป็นสำหรับการลงทุน
  6. มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการพัฒนาและการเผยแพร่เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม
  7. เมื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็ต้องทำพร้อมกับการฝึกฝน และร่วมผลักดันการจัดตั้งกลไกตลาด

ประเด็นสำคัญทั้งหมด เช่น การระบุอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องพัฒนาหรือล่มสลาย (ในเขตการผลิต) หรือ การกำหนดขนาดที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อการเกษตร ควรได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการประชาธิปไตยหลังการอภิปรายสาธารณะตามความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้าง ขณะที่ การลดเขตการค้าเสรี มีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นคืนการพัฒนาช่องทางสร้างความร่วมมือที่เท่าเทียมกันบนหลักการเคารพผลประโยชน์ของชาติ ส่วน การรับรู้ถึงสิทธิในการเลือกด้วยตัวเอง ก็ต้องคำนึงถึงประเพณีของชาติ ศุลกากร และรูปแบบของการพัฒนาด้วย

ระบอบการปกครองที่พึ่งพาซึ่งกันและกันของรัฐ ไปเพิ่มบทบาทของแต่ละรัฐในการเป็นหุ้นส่วนที่ร่วมควบคุมกระบวนการระหว่างประเทศในด้านต่างๆ ในแง่ของการเคารพผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก การขยายตัวการค้าและการผลิตในไปต่างประเทศนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากยิ่งขึ้น

หากไม่เอาผลประโยชน์ของชาติมาเป็นตัวตั้ง ดำเนินการให้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์จากการเจรจากันระหว่างคู่ค้า ก็จะเห็นปัญหาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่ส่งผลต่อภาระหนี้ก้อนโตขึ้นกับงบประมาณที่ขาดดุลยิ่งขึ้น


ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

 

 

เรื่อง : ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย