ชีวิตอมตะ ไม่ได้มีอยู่แค่ในหนัง ในละครเท่านั้น เพราะนิยามนี้ถูกนำมาจำกัดชีวิตดิจิทัลของคนยุคปัจจุบันแล้วว่่า สิ่งที่ทุกคนเคยทำในอดีตผ่านการแชร์ การโพสต์ หรือ บอกเล่าข้อมูลส่วนตัวในโลกออนไลน์นั้น จะยังอยู่แบบคงกระพัน อมตะ ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา แม้ในวันที่เราจะลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว ดังนั้น เมื่อใดที่คุณตัดสินใจบันทึกข้อมูลไว้ในโลกออนไลน์ผ่านการโพสต์หรือแชร์แล้ว ก็เท่ากับได้ฝาก ‘Digital footprint หรือ รอยเท้าดิจิทัล’ ไว้บนโลกออนไลน์ ซึ่งจะเป็นร่องรอยให้คนอื่นตามรอยทางจนเจอตัวตนของเรา

เพื่อทำความเข้าใจและรู้เท่าทัน ‘Digital footprint รอยเท้าดิจิทัล’ ที่คนยุคนี้ทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ในบทความเรื่อง “ชีวิตอมตะ ในโลกออนไลน์” โดย ชมนภัส วังอินทร์ team content เว็บไซต์ สสส. (วันที่ 11 กรกฎาคม 2562) จึงตั้งใจนำเสนอเทคนิคการใช้งานสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ให้ปลอดภัย ในยุคที่อะไรก็ง่ายดายไปหมด แค่เพียงคลิกเท่านั้น


ตระหนักรู้ทุกครั้งก่อนโพสต์ & แชร์ คาถาเอาตัวรอดในยุคที่ใครๆ ก็มีชีวิตอมตะ

ผู้เขียนบทความให้ขอบข่าย ‘Digital footprint รอยเท้าดิจิทัล’ ด้วยการอธิบายเพิ่มเติมว่า

“Digital footprint หรือ รอยเท้าในโลกออนไลน์ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีพิษภัยอะไร แม้ผู้ใช้งานจะยกเลิกหรือปิดแหล่งข้อมูลไปแล้วก็ตาม แต่รู้ไหมว่าคนอื่นยังสามารถเห็นข้อมูลของเราได้ หรือแกะรอยจากระบบดาต้าเบส (Database) ที่คอยเก็บบันทึกข้อมูลกิจกรรมของคุณอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ ‘สื่อ’ ในปัจจุบันยังเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้งานเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการแสวงหาผลกำไร และยังมีการหาผลประโยชน์แบบผิดกฎหมาย ซึ่งแอบแฝงมาในคราบของการติดตามเก็บข้อมูลด้านการกระทำเช่นกัน ดังนั้นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต้องมีความรอบคอบและคิดให้ดีก่อนจะฝากรอยเท้าเอาไว้ในโลกดิจิทัล”

เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) อธิบายเพิ่มเติมในฐานะคนทำงานด้านการดูแลความปลอดภัยในการเสพสื่อให้กับเด็กและเยาวชนไทยว่า

“ในสังคมที่เต็มไปด้วยสื่อออนไลน์มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แต่การเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองจากสื่อต่างๆ จะช่วยให้เด็ก เยาวชน ประชาชน มีเกราะป้องกันตนเองจากสื่ออันตรายได้ โดยที่ผ่านมา สสส.ได้ผลักดันการใช้สื่อ โดยใช้โมเดล 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี สังคมดี เพื่อสร้างการรับรู้สื่อที่ดีและถูกต้อง โดยเฉพาะสื่อด้านสุขภาพ เพราะหากมีการเข้าใจผิด นำไปสู่ความเชื่อที่ผิด เกิดเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติตามอาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้”

ดังนั้น คุณเข็มพรจึงเน้นย้ำว่าการจะสร้างข้อมูลหรือลงข้อมูลควรคิด วิเคราะห์ และแยกแยะให้ดีว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพราะย่อมมีผลของการกระทำตามมา แต่หากข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คู่ควรจะได้แบ่งปันส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไป

การใช้สื่อออนไลน์ จึงเปรียบเสมือนดาบสองคมที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง และอย่าลืมว่า ต่อให้ผู้ใช้ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว พื้นที่ในโลกออนไลน์ก็ยังมีรอยเท้าดิจิทัลที่แสดงถึงข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นรอยเท้าที่อมตะ ไม่สามารถลบเลือนไปได้ด้วยกาลเวลา ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะทิ้งรอยเท้าดิจิทัลที่มีคุณค่าไว้ในชีวิตอมตะของเรา? นี่คือคำถามที่ต้องหาคำตอบ


เผยข้อคิด ทิ้ง ‘Digital footprint รอยเท้าดิจิทัล’ อย่างปลอดภัย ต้องใช้สตินำ

ขึ้นชื่อว่า สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ทันทีที่กดโพสต์ & แชร์ ข้อมูลนั้นก็จะเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อต่อกรกับความเร็วในโลกออนไลน์นี้ การตั้งสติก่อนโพสต์ & แชร์ ย่อมเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด เพราะถ้าทำได้ ย่อมเป็นการปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานให้ปลอดภัยได้ ซึ่งผู้เขียนบทความได้แนะนำวิธีเตือนตนเอง คิดก่อนโพสต์ & แชร์ ไว้ดังนี้

  • เตือนตัวเองเสมอว่าต้องปกป้องชื่อเสียงตนเอง สิ่งที่โพสต์หรือแชร์ลงไปในโลกออนไลน์มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ อาจส่งผลกระทบต่อการสมัครงาน หรือการศึกษาของผู้ใช้งานได้
  • สร้างขอบเขตในการเข้าถึงผู้ใช้งาน จำกัดข้อมูลส่วนตัวที่จะเปิดเผย เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน เพื่อช่วยป้องกันการสวมรอยบัญชีสังคมออนไลน์จากผู้ไม่หวังดีได้
  • ปกป้องการสูญเสียทรัพย์สิน ด้วยการไม่โพสต์โชว์ของมีค่า เช่น บ้าน รถ เงินทอง โฉนดที่ดินต่างๆ เพราะอาจมีมิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวง ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สิน ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางสื่อออนไลน์ได้ในที่สุด
  • รักษาอิสรภาพและความเป็นส่วนตัว ไม่ควรแชร์ตำแหน่งที่ตั้ง หรือกดรับข้อมูลจากการส่งอีเมล แหล่งช็อปปิงออนไลน์ ซึ่งจะทำให้เห็นแต่ข้อมูลโฆษณาเดิมๆ ซ้ำๆ นอกจากจะเกิดความรำคาญยังทำให้ตนเองเห็นของยั่วยวนจิตใจตลอดเวลา และในที่สุดก็จะอดใจไม่ไหว ซื้อหามาจนเกินตัว

รักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนตัวในโลกออนไลน์ได้ ด้วยเทคนิคปรับใช้ง่าย ได้ผลจริง

คุณเข็มพรย้ำอีกครั้งว่า สื่อออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากกับคนทุกเพศ ทุกวัยในยุคนี้ ยิ่งวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น ซึ่งอาจใช้สื่อออนไลน์แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็มีโอกาสถูกหลอกผ่านสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย แต่อย่างไรก็ตาม สื่อออนไลน์ก็มีทั้งประโยชน์และโทษมากพอๆ กัน ดังนั้น ผู้ใช้งานจะต้องรู้เท่าทันและรู้จักวิธีรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนตัวบนโลกดิจิทัลและสมาร์ทดีไวซ์ที่ใช้ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • ไม่ตั้งรหัสผ่านที่ง่ายเกินไป เพราะรหัสผ่านเป็นกุญแจไขเข้าสู่ข้อมูลและเอกสารของเรา จึงควรตั้งรหัสที่ยากและซับซ้อน และไม่ควรบันทึกรหัสผ่านเพื่อกันลืมไว้ในอุปกรณ์ดิจิทัลใดๆ ทั้งสิ้น
  • ใส่ใจกับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่ส่วนใหญ่สามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ว่า จะแบ่งข้อมูลไหนให้ใครบ้าง ผู้ใช้งานควรเลือกตั้งค่าให้มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด และระมัดระวังการเปิดเผยชื่อและที่ตั้งของตนเอง รวมทั้งกด No เสมอ เมื่อแอปพลิเคชันที่มีตัวเลือกมาให้คลิกว่า ขออนุญาตเข้าถึงกล้องถ่ายรูป เพื่อป้องกันการแอบดูกล้องโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • อย่ามองข้ามคอนเซ็ปต์ ชีวิตอมตะ บนโลกออนไลน์ เพราะทุกรอยเท้าดิจิทัลที่ทิ้งไว้ผ่านการโพสต์ลงบนโลกออนไลน์จะคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าจะลบโพสต์ต้นทางแต่ผู้อื่นสามารถติดตามร่องรองของเราได้ ดังนั้น เมื่อคิดที่จะโพสต์ ควรโพสต์แต่เรื่องราวที่ดีและระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเสมอ
  • ใส่ใจติดตั้งโปรแกรมรักษาความปลอดภัย เพื่อปกป้องอุปกรณ์จากภัยคุกคามทางโลกไซเบอร์ พร้อม Backup หรือสำรองข้อมูลที่สำคัญไว้เสมอ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญจากการถูกโจรกรรมทางออนไลน์ เช่น ใช้ข้อมูลในการเรียกค่าไถ่
  • ติดตั้งเครื่องมือติดตามอุปกรณ์หรือล็อกหน้าจอไว้ตลอดเวลา เพราะเมื่ออุปกรณ์สูญหาย จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่เก็บได้เข้าถึงข้อมูลในเครื่องนั้นได้
  • ระมัดระวังในการใช้บลูทูธ แม้ว่าจะมีความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่ก็เป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ จึงควรปิดโหมดนี้เอาไว้เสมอเมื่อไม่ได้ใช้งาน
  • อัปเดตระบบปฏิบัติการเสมอ เพื่อรับบริการรักษาความปลอดภัย และซ่อมแซมข้อบกพร่องของระบบเก่า
  • ระมัดระวังในการเข้าใช้ WIFI สาธารณะ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ควรมีความปลอดภัยและตั้งรหัสผ่านไว้ตลอดเวลา และไม่ใช้ WIFI สาธารณะเมื่อต้องทำธุรกรรมที่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และควรลบข้อมูลหรือโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวในกรณีที่ผู้ใช้งานอาจจะลืม
  • ระมัดระวังการหลอกลวงให้กรอกข้อมูล (Phishing) ควรสังเกต URL ของเว็บไซต์ให้ชัดเจน อย่ากดลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจากผู้ใช้งานที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย ร่วมกับการตรวจสอบสถานะว่าเป็นคนรู้จักจริงหรือไม่ รวมถึงระวังการหลอกลวงของคอลเซ็นเตอร์ปลอมที่พยายามล้วงข้อมูลส่วนตัวเพื่อนำไปเปิดบัญชีอินเทอร์เน็ตแบงกิงอีกด้วย
  • ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างระมัดระวัง ไม่ควรรับคนที่ไม่รู้จักเป็นเพื่อน หลีกเลี่ยงการสนทนากับคนแปลกหน้าและไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวอย่างสาธารณะ

ที่มา : บทความเรื่อง “ชีวิตอมตะ ในโลกออนไลน์” โดย ชมนภัส วังอินทร์ team content เว็บไซต์ สสส. (วันที่ 11 กรกฎาคม 2562)


ยังมีอีกหลากหลายเทคนิค ช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์อย่างได้ผล

เปิดเวทีถกประเด็นฮอต ‘ตัวตนดิจิทัล & สิทธิในเข้าถึงข้อมูล’ ยุคนี้ไว้ใจใครได้บ้าง?

องค์กรไทย ยุค 4.0 จะไม่สนใจอะไรก็ได้ แต่จะไม่แคร์ ‘มาตรการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์’ ไม่ได้

เผยสาเหตุที่ทำให้คนไทย ‘โดนโกง’ ทางโลกไซเบอร์ พร้อมแนวทางป้องกันและรับมือของภาครัฐจากงาน Thailand Cybersecurity 2019