สาลิกาคาบข่าว Vol.194/62

113

รมว.คลัง

ลุยแก้ปัญหาปากท้อง

ปรับขึ้นค่าแรงควบยกระดับฝีมือ

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างร่วมงานตลาดทุนไทยกับการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในงาน mai FORUM 2019:มหกรรมรวมพลังคน mai โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ถึงมาตรการด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากภายนอก ก็จะต้องมีมาตรการที่จะช่วยผ่อนแรงกระทบ โดยมาตรการจะต้องตอบโจทย์แก้ไขปัญหาได้ตรงเป้า เล็งเห็นผลได้ ไม่ใช่การทำแบบฉาบฉวย และจะต้องสอดรับกับงบประมาณไม่ให้เกิดผลกระทบ เพราะงบประมาณจำเป็นที่จะต้องใช้ในหลายด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งรัฐบาลมีความพร้อมที่จะดำเนินการโดยมีชุดมาตรการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าไปได้ สำหรับเรื่องค่าแรงที่จะมีการปรับเพิ่มขึ้นนั้น ขณะนี้ได้ร่วมพูดคุยกับหลายๆพรรคที่ได้นำเสนอนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นกัน และเชื่อว่าก็จะมีการกำหนดแนวทางนี้ร่วมกันได้ ประเด็นสำคัญคือการปรับขึ้นค่าแรงจะต้องทำควบคู่กับการปรับยกระดับทักษะฝีมือขีดความสามารถของผู้ประกอบการ แยกแยะเป็นแต่ละระดับ ไม่สามารถทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อนอีกเรื่องหนึ่งได้

รฟท. เคลียร์พื้นที่

4.3 พันไร่มอบ ซี.พี.

สร้างไฮสปีด เซ็นสัญญาเดือนนี้

ซีพี รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน

นายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการกลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (ซีพี)และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ว่า ในเรื่องการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมืองสุวรรณภูมิอู่ตะเภา ระยะทาง 220 กม. นั้น ข้อมูลค่อนข้างจะถูกต้องตรงกันแล้ว โดยรฟท.จะให้ที่ปรึกษารวบรวมข้อมูลเรื่องการส่งมอบพื้นที่และจัดส่งให้ข้อมูลทางซีพีได้ในวันจันทร์ที่ 15 ..เพื่อให้ทางซีพีนำข้อมูลไปประกอบกับแผนการก่อสร้าง จากนั้นจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งในช่วงวันที่ 18-19 .. หากไม่มีประเด็นเพิ่มเติมจะนัดลงนามสัญญากับกลุ่มซีพี ซึ่งจะเป็นภายในเดือนก..นี้แน่นอน สำหรับพื้นที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดกว่า 4,300 ไร่ เป็นพื้นที่รถไฟจำนวน 3,571 ไร่ พื้นที่เวนคืน 850 ไร่ (มีจำนวน 42 แปลง จะใช้เวลาส่งมอบ 2 ปี นับจากออก พ...เวนคืนที่ดิน ซึ่งขณะนี้ พ...อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกา)

กนอ.ผุด 18 นิคมฯใหม่

ในอีอีซี รับลงทุน 10 S Curve

นางสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาตั้งนิคมฯแห่งใหม่เป็นจำนวนมาก โดยมีนิคมฯที่อยู่ระหว่างการขอตั้งนิคมฯแห่งใหม่กับ กนอ. รวมทั้งสิ้น 18 นิคมฯพื้นที่รวม 35,788 ไร่ เป็นนิคมฯในจ.ฉะเชิงเทรา 8 โครงการ จ.ชลบุรี 6 โครงการ และจ.ระยอง 4 โครงการ ซึ่งทั้ง 18 นิคมฯ ที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้จะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กอพ.) ยกขึ้นเป็นเขตส่งเสริมเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาตั้งในพื้นที่เหล่านี้ หากผังเมืองอีอีซีที่จะออกมาในช่วงเดือนส..นี้มีความชัดเจนก็คาดว่ากนอ.จะสามารถลงนามความร่วมมือตั้งนิคมฯให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้ ซึ่งที่ดินนิคมฯใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3.5 หมื่นไร่ รวมกับพื้นที่เดิมประมาณ 1 หมื่นไร่ทำให้ กนอ. มีที่ดินใหม่รองรับการลงทุนในอีอีซีได้ประมาณ 4 หมื่นไร่ ขาดอีกเพียงเกือบ 1 หมื่นไร่ก็จะครบ 5 หมื่นไร่ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2564

เร่งปิดดีลบินไทยแอร์บัส

ตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา

ฉกออเดอร์ฝูงบินจีน

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน(กบร.)ได้เรียกบริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) เข้ามาชี้แจงแผนพัฒนาก่อตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) วงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับบริษัทแอร์บัส ดังนั้นจึงต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติมเพื่อวางเงื่อนไขเรื่องการให้บริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดเสรี MRO ในไทย อาทิ เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี การนำเข้าเทคโนโลยีและเงื่อนไขในการลงทุนปลีกย่อยเป็นต้น โดย MRO ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีบริเวณสนามบินอู่ตะเภานั้น จะมีศักยภาพอย่างมากในการสร้างรายได้ให้กับประเทศและกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่น เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาค ส่งผลให้ในแต่ละปีมีเครื่องบินเข้ามาจำนวนมาก ประกอบกับ MRO ในภูมิภาคเอเชียนั้นส่วนใหญ่งานล้นมือหมดแล้วไม่สามารถรองรับออเดอร์ใหม่ได้อีก จึงเป็นโอกาสที่จะรับเครื่องบินเหล่านั้นเข้ามาซ่อมในประเทศไทย โดยเฉพาะสายการบินจากประเทศจีนที่มีเที่ยวบินจำนวนมาก

แบงก์ชาติออก 2 มาตรการ

สกัดเงินร้อนตัดตอน

นักเก็งกำไรทำบาทแข็ง

เงินบาทแข็งค่า

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะตลาดการเงินโลกปัจจุบันมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับมายังกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองเงินบาทและลงทุนในหลักทรัพย์ไทยมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งบางส่วนอาจใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น ดังนั้น ธปท.จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติใน 2 ส่วนคือ 1.ลดยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ จากเดิมอนุญาตให้มียอดคงค้างเงินบาทค้างคืนได้ไม่เกิน 300 ล้านบาท ลดลงเหลือไม่เกิน 200 ล้านบาทต่อราย และ 2.เพิ่มความเข้มงวดการรายงานข้อมูลยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยให้รายงานถึงระดับชื่อผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเพื่อให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและกำหนดนโยบายหรือมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดการรายงานข้อมูลเดือน ก..นี้เป็นต้นไป

โพลชี้เจน Z

ชอบลุยเดี่ยว

เที่ยวคนเดียว

Booking.com ผู้ให้บริการแพล็ตฟอร์มด้านการเดินทางออนไลน์ ทำการสำรวจข้อมูลทั่วโลกจากผู้เดินทาง Gen Z (กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 16-24 ปี ) จำนวนเกือบ 22,000 คนใน 29 ประเทศ/ภูมิภาค เกี่ยวกับความต้องการและสิ่งจำเป็นของผู้เดินทาง ผลวิจัยระบุGen Z เป็นกลุ่มที่รู้ความต้องการของตัวเองอย่างแน่นอน และมีแผนเดินทางตามที่ตั้งเป้าไว้เรียบร้อย มีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการเดินทาง โดยวางแผนว่าจะเดินทางคนเดียวอย่างน้อยสักครั้งภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า (ผู้หญิง 36% และผู้ชาย 32%) โดย 1 ใน 3 (33%) ชอบอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ตอนที่เดินทาง (มีสัดส่วนมากกว่าคนวัยอื่นๆ ทั้งหมด) 18% อยากไปแบ็คแพ็คคนเดียวหรือไปเที่ยวคนเดียวหลังเรียนจบ

รัฐบาลจีน

จ่อขึ้นบัญชีดำบริษัทมะกัน

ขายอาวุธให้ไต้หวัน

ภายหลังจากที่จีนออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกโครงการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ชุดใหม่ให้แก่ไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์หุ้มเกราะ เฮลิคอปเตอร์ ปืนกล เครื่องกระสุน และจรวด รวมมูลค่าประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 67,966.8 ล้านบาท) หลังจากมีข่าวว่ากระทรวงต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติในหลักการตามโครงการดังกล่าวแล้ว โดยนายเกิ่ง ส่วง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าทางการจีนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางทางการทูต แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านการดำเนินการดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นการละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง และยังถือเป็นการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างเลวร้ายอีกด้วย ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประทเศจีนว่า นายเกิ่ง ส่วง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า บริษัททุกแห่งของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธดังกล่าวจะต้องเข้าสู่บัญชีดำการคว่ำบาตรจากรัฐบาลปักกิ่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่วมกันคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของจีน ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลโพ้นทะเลที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) สามารถใช้มาตรการทางทหารได้ทันที หากมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของแผ่นดินใหญ่