ปัญหาหรือภารกิจที่ท้าทายภาครัฐในปัจจุบัน ปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็น ‘การเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจของผู้ใช้แรงงานในท้องถิ่นหรือภูมิภาค’


หากรัฐใช้แต่วิสัยทัศน์เดิมๆ ก็อาจจะเพิ่มปัญหามากยิ่งขึ้น อย่างที่ตั้งข้อสันนิษฐานว่า หากใช้เม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการของรัฐรูปแบบต่างๆ จะเพิ่มรอบการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบและภาคการผลิต ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้ ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีแต่ต้องหาเม็ดเงินเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยเม็ดเงินที่ไม่ไหลตามวงรอบการหมุนเวียน หรือค้างคาอยู่ในมือที่มองไม่เห็นกับการประกันรายได้ และถ้าไม่เพิ่มแรงงานด้านการผลิต ภาคการผลิตก็ไม่น่าที่จะสามารถยืนอยู่ได้โดยไร้งบประมาณจากภาครัฐ

ตรงนี้หมายความว่า กำลังซื้อที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่การแจกเงินให้จับจ่ายและการประกันราคาสินค้า

หากพิจารณาทีมเศรษฐกิจที่ผ่านมาในด้านการแก้ปัญหาเรื่องกำลังซื้อ ไม่ได้หวือหวาเหมือนกับการบอกต่อหน้าสาธารณะในแต่ละครั้ง ดูได้จากราคาสินค้าบริโภค อย่างไข่ไก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมันเชื้อเพลิง ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ที่น่าสนใจคือ การหว่านเม็ดเงินไปแต่ละครั้งนั้นไม่ค่อยเกี่ยวกับการฟื้นฟูหรือพัฒนาภาคการผลิต เพราะโดยส่วนใหญ่จะลงไปที่การซื้อขาย ซึ่งเป็นปลายทางของผลิตภัณฑ์ที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งประเด็นนี้อาจมาจากสาเหตุที่ต้องการเบิกใช้เงินอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้

ในขณะที่ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคและการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยกลไกทางเศรษฐกิจ กับองค์กรที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของผู้ผลิตในพื้นที่ ตรงนี้ชัดเจนมากว่าที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจไม่ให้ความสำคัญกับการก่อตั้งกลไกทางเศรษฐกิจขององค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน หรือสถานประกอบการ เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ในภูมิภาค ขยับสู่การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในเชิงพื้นที่ ซึ่งขึ้นกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ในภูมิภาค เมื่อมีมาตรการเศรษฐกิจลงไปแล้วนั้นต้องเพิ่มระดับการปฎิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจขององค์กรและมองหาความร่วมมือตามองค์ประกอบต่างๆ ตามที่ระบุไว้ เพื่อทำให้บรรลุตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาค

แม้ว่าปัญหานี้ในแต่ละพื้นที่หรือในภูมิภาคนั้นได้ระบุปัญหามาจากองค์กรที่มีการติดต่อทำงานร่วมกันของระบบเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในภูมิภาคอยู่แล้ว แต่ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขเพื่อการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง

ดูได้จากความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำของผลิตภัณฑ์ในเศรษฐกิจท้องถิ่น การขาดทรัพยากรทางการเงินของครัวเรือนธุรกิจขนาดย่อมสำหรับการต่ออายุสถานที่ผลิต นวัตกรรมและความทันสมัยของการผลิต การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ การประสานงานที่ไม่ดีของแผนพัฒนาเชิงกลยุทธ์ ขาดกลไกการควบคุมของหน่วยงานระดับภูมิภาค 

แนวทางการทำงานส่วนใหญ่นั้น ทำตามคำสั่งเร่งด่วนและไร้ตัวกำกับทิศทาง ซึ่งมีเกือบทุกยุคทุกสมัยและกลายเป็นอาการป่วยอันเกิดจากการแทรกแซงเม็ดเงินลงไปกระตุ้นกำลังซื้อ และในที่สุดก็กลายเป็นหอกข้างแคร่ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

แน่นอนว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้ควรดำเนินการโดยผู้บริหารด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยร่วมกับหน่วยงานระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่งานของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวอย่างที่ปฎิบัติกัน (โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารราชการของหน่วยงาน บวกกับตัวแทนของเอกชน 1-2 ราย จากสมาคมอาชีพ) จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างองค์กรและกลไกทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพราะขาดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและหน่วยงานที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

การแก้ปัญหานี้ หากต้องการเพิ่มกำลังซื้อต้องอยู่บนฐานการเพิ่มแรงงานการผลิต ที่ควรสะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์อื่นๆ ของหน่วยงานทางเศรษฐกิจ โดยมีเจ้าภาพซึ่งมีความรับผิดชอบในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาของระบบเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และต้องอาศัยกระบวนการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนทางกฎหมาย และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างหน่วยงานทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในภูมิภาค

ดังนั้น หากพิจารณาโปรไฟล์ของทีมงานใหม่แล้วพอจะสรุปได้ว่า ประเมินเรื่องเศรษฐกิจกันง่ายเกินไป ที่จริงปัญหาด้านการเพิ่มกำลังซื้อจะอยู่ไปอีกนาน และอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้


หากสนใจเกี่ยวกับ ‘นโยบายภาครัฐ’ แนะนำบทความเหล่านี้

ปี 2562 ไม่ง่ายที่จะเพิ่มกำลังซื้อในสภาวะที่การค้าโลกหดตัว เงินบาทแข็งค่า

หาคำตอบพร้อมแนะทางออก นโยบายภาครัฐ ‘หนุนหรือหน่วง’ การพัฒนา ‘อุตสาหกรรมระบบรางไทย’

ทำไม ‘ราคาสินค้าเกษตร’ จึงมีปัญหาตลอด แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

ผ่าผังเมือง ‘อีอีซี’ ในมุมมอง ‘มณฑล สุดประเสริฐ’ สมาร์ทซิตี้…ไม่ใช่แค่ไฮเทค