ดูง่ายๆ เลยก็คือ “บ้านเอสกิโม” หรือ “อิกลู” คือนวัตกรรมการนำก้อนน้ำแข็งธรรมชาติมาออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรม ตัดแต่งและจัดเรียงตามหลักวิศวกรรม สร้างบ้านแปงเมือง “เอสกิโม” จากอดีตสู่ปัจจุบัน ประดิษฐ์ น้ำแข็ง 


ทว่า “น้ำแข็ง” ในความหมายของ Mixer หรือส่วนผสมของเครื่องดื่มนานาชนิด ไม่ใช่ “อิกลู”ประดิษฐ์ น้ำแข็ง 

ถ้าจะถามหา ว่าใครเป็นผู้นำ “น้ำแข็ง” จากธรรมชาติมาประยุกต์เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่ม คงจะตามหาได้ไม่ยาก เพราะหาก “เอสกิโม” สร้าง “อิกลู” จากน้ำแข็งธรรมชาติได้ ก็ง่ายที่จะแบ่งน้ำแข็งออกเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อบริโภค

แต่หากจะถามหา ว่าใครเป็นต้นคิดประดิษฐ์น้ำแข็งขึ้นได้เอง คงต้องตามหากันหน่อยครับ

สืบค้นย้อนหลังไปได้ถึง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนแผ่นดินใหญ่เป็นชนชาติแรกที่เป็นผู้ริเริ่มนำ “น้ำแข็ง” มาใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค แม้ในช่วงนั้นจะยังไม่ใช่การนำมาผสมเครื่องดื่มเหมือนในยุคต่อๆ มา เพราะเป็นการนำ “น้ำแข็ง” มาใช้แช่อาหารสด เพื่อการถนอมอาหารครับ

ถัดมาอีก 500 ปี ถึงเริ่มมีการตกผลึกเกี่ยวกับการผลิต “น้ำแข็ง” สำหรับรับประทาน

นำโดยชาวอียิปต์โบราณและชนเผ่าอินเดียนแดงแห่งทวีปอเมริกาเหนือ ที่เรียนรู้จักการใช้อุปกรณ์ซึ่งก็คือหม้อเหล็กรองน้ำไว้ตอนกลางคืนในฤดูหนาว พอเช้ามาก็จะได้ “น้ำแข็งก้อน” สำหรับบริโภคนั่นเอง

และก็เป็นชาวบาบิโลน ที่ถือว่าเป็นชนชาติที่มีความเป็นนวัตกรสูงสุดของโลกชาติหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันคืออิหร่าน ชาวบาบิโลนโบราณเป็นชุมชนแรกที่ค้นคิดประดิษฐ์ “หลุมน้ำแข็ง” หรือ Yakh-Chal ในภาษาเปอร์เซีย ใช้สำหรับกักเก็บน้ำในที่ร่ม ชื้น และเย็น เพื่อให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง

ก่อนที่ชาวกรีก-โรมันจะพัฒนากระบวนการผลิต “น้ำแข็ง” โดยใช้ “ห้องเย็นใต้ดิน” ที่สร้างขึ้นสำหรับทำ “น้ำแข็ง” รับประทาน คล้าย Yakh-Chal

ประดิษฐ์​ น้ำแข็ง

นอกจากนี้ อารยธรรมกรีก-โรมันยังเป็นผู้ริเริ่มระบบขนถ่าย “น้ำแข็ง” ไปในระยะทางไกลได้เป็นชาติแรก และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ไปทั่วยุโรปในยุคนั้น โดยมีฝรั่งเศสและอังกฤษรับเอาวัฒนธรรมการผลิต “น้ำแข็ง” ไปใช้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

วิวัฒนาการของ “น้ำแข็ง” สำหรับรับประทานนั้น ดูจะหยุดนิ่ง ยาวมาจนถึงราวศตวรรษที่ 16 เมื่อชาวยุโรปอพยพไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ประยุกต์ “ห้องเย็นใต้ดิน” กับ Yakh-Chal เข้าด้วยกัน กลายเป็น “บ่อน้ำแข็ง” มีลักษณะคล้ายบ่อน้ำที่ขุดลึกลงไปใต้ดิน และติดตั้งรอกไว้บนขอบบ่อเพื่อหย่อนถังลงไปขนน้ำแข็งขึ้นมาจากก้นบ่อ

จากนั้น คล้ายกับว่า “เทคโนโลยีน้ำแข็ง” จะหยุดนิ่งที่ “บ่อน้ำแข็ง” จนถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อ Thomas Moore ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาของน้ำแข็งสำหรับรับประทาน” คนแรก ด้วยการประดิษฐ์ “กล่องเย็น” สำหรับสร้าง “น้ำแข็ง” ขึ้น

ประวัติ น้ำแข็ง

ทว่า Thomas Moore ก็เหมือนกับ “นักประดิษฐ์รุ่นแรก” ที่เกือบทุกคน ไม่ได้ใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการค้นคิดของตนเอง แต่เป็น Frederick Tudor เจ้าของฉายา “ราชาน้ำแข็ง” ตัวจริง

เพราะ Frederick Tudor คือผู้ประยุกต์กระบวนการประดิษฐ์น้ำแข็งของ Thomas Moore เพื่อผลิตน้ำแข็งจำนวนมากในลักษณะ Mass Product และต่อยอดด้วยธุรกิจขนส่งน้ำแข็งไปขายทั่วอเมริกา ก่อนขยายกิจการเป็นการส่งออกน้ำแข็งข้ามทวีป!

ประดิษฐ์​ น้ำแข็ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ “สงครามค้าน้ำแข็ง” ปะทุขึ้นอยู่หลายปี จากคู่แข่งทางธุรกิจของ Frederick Tudor โดยทั้งหมดได้ร่วมสร้าง “เส้นทางน้ำแข็ง” คล้ายกับ “เส้นทางสายไหม” ซึ่งถือเป็นเส้นทางการค้า หรือถนนสายเศรษฐกิจรอบโลกเส้นสำคัญสายหนึ่งเลยทีเดียวครับ

ขึ้นชื่อว่า “สงคราม” แล้ว “สงครามค้าน้ำแข็ง” ก็หนีไม่พ้นการสู้กันบนเวทีธุรกิจ และรบกันในภาคสนามระหว่างกองทัพมดผู้รับหน้าที่ขนส่งน้ำแข็งชนิดที่เรียกว่า ดุเดือดเลือดพล่าน หมอไม่รับเย็บกันเลยทีเดียว โดยมีเดิมพันคือ มูลค่าทางธุรกิจที่สูงลิบลิ่ว เนื่องจากในยุคอดีตนั้น “น้ำแข็ง” คือของหายาก มีราคาค่างวดที่แพงจนจับไม่ลงนั่นเอง

อย่าลืมว่า ในยุคโบราณ แม้อากาศของประเทศต่างๆ จะเย็นเป็นส่วนใหญ่ แม้ประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรอย่างบ้านเรา อากาศก็ยังไม่ร้อนมากนัก อีกทั้งฤดูหนาวก็ยาวนาน เพราะสภาพโลกร้อนยังไม่เกิดขึ้น แต่ “น้ำแข็ง” ในยุคนั้น ไม่เพียงเป็นนวัตกรรมใหม่ แต่ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และที่สำคัญ  “น้ำแข็ง” คือส่วนหนึ่งของเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคม เนื่องจากราคาที่สูงจึงมีแต่คนรวยเท่านั้นที่จะมีโอกาสลองลิ้มชิมน้ำแข็ง

และแล้ว ในปี ค.ศ. 1830 John Gorrie เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เจ้าชายน้ำแข็ง” เมื่อเขาเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น “ตู้เย็นสำหรับสร้างน้ำแข็ง” ขึ้นเป็นคนแรกของโลก ก่อนที่จะพัฒนากลไกดังกล่าวมาเป็น “ตู้เย็น” และ “เครื่องปรับอากาศ” ในเวลาต่อมา ซึ่งฉายาของ John Gorrie อีกชื่อหนึ่งก็คือ “ราชาแอร์” นั่นเอง

John Gorrie

ประดิษฐ์​ น้ำแข็ง

หลังจาก “ตู้เย็นสำหรับสร้างน้ำแข็ง” ของ John Gorrie ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย “สงครามค้าน้ำแข็ง” รอบใหม่ ได้กลับมาปะทุอีกรอบ แม้คราวนี้ดูจะรุนแรงลดลงกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนมาเป็นสงครามระหว่างบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่างพากันทุ่มเทให้กับ “ตู้เย็นสำหรับสร้างน้ำแข็ง” กระจายไปตามบ้านเรือน กับเถ้าแก่เจ้าของโรงงานน้ำแข็งที่อยากผูกขาดธุรกิจผลิตน้ำแข็งไว้กับพวกตน

แม้ในปัจจุบัน “สงครามค้าน้ำแข็ง” จะหมดไป เพราะ “น้ำแข็ง” ได้กลายเป็นสินค้ามวลชน นอกจากจะมีราคาถูกลงแล้ว ตามบ้านเรือนต่างๆ ก็สามารถทำน้ำแข็งสำหรับรับประทานกันเองในครอบครัวได้ และสถานประกอบการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือผับบาร์ต่างๆ ก็มีเครื่องผลิตน้ำแข็งของตนเอง อีกทั้งร้านสะดวกซื้อก็มีน้ำแข็งวางขายตลอด 24 ชั่วโมง

ในตอนหน้า เราจะมาดูเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมเกี่ยวกับ “น้ำแข็ง” ที่ทันสมัยกันต่อ ซึ่งเป็นตอนจบของบทความ ใครช่างคิด ประดิษฐ์ “น้ำแข็ง” ครับ


ภาคต่อรอคุณอยู่

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ “น้ำแข็ง” (ตอนจบ)