หลังจบยุค “สงครามค้าน้ำแข็ง” เมื่อ “น้ำแข็ง” ไม่ต้องไปขุดเจาะ ลากมาตัดแต่งจากแหล่งธรรมชาติ เพื่อส่งไปขาย เพราะ “น้ำแข็ง” ได้กลายเป็นสินค้ามวลชน


นอกจาก “น้ำแข็ง” จะมีราคาถูกลงแล้ว ตามบ้านเรือนต่างๆ ก็สามารถทำ “น้ำแข็ง” สำหรับรับประทานกันเองในครอบครัวได้ และสถานประกอบการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือผับบาร์ต่างๆ ก็มี “เครื่องผลิตน้ำแข็ง” ของตนเอง อีกทั้งร้านสะดวกซื้อก็มี “น้ำแข็งแพ็คถุง” วางขายตลอด 24 ชั่วโมง
สืบค้นกลับไปพบว่า ทศวรรษที่ 1960 คือจุดเริ่มต้นของ “น้ำแข็งแพ็คถุง” ครับ

นำโดย Charlie Lamka คาวบอยจาก Texas ผู้กลายเป็นนวัตกรเพียงชั่วข้ามคืน เพราะเขาเป็นผู้ริเริ่มนำ “น้ำแข็ง” มาทุบเป็นก้อนเล็กๆ และบรรจุใส่ถุงขายเป็นคนแรก ในยุคที่ไม่มีใครคิดออกว่าจะทำอย่างไรกับความไม่สะดวกของ “น้ำแข็งก้อนใหญ่” ในมุมมองของผู้บริโภค

นอกจากจะเป็นผู้ริเริ่มทำ “น้ำแข็งแพ็คถุง” ขายแล้ว แน่นอนว่า Charlie Lamka ต้องเป็นคนประดิษฐ์คิดค้น “เครื่องแพ็คน้ำแข็งถุง” ระบบสุญญากาศ และนำพลาสติกมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ห่อหุ้ม “น้ำแข็ง” ออกขายเป็นคนแรก

และวงการ “น้ำแข็งแพ็คถุง” ก็พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคของ “น้ำแข็งละลายช้า” หรือ “น้ำแข็งพรีเมียม” ที่แม้สนนราคาแพงกว่า “น้ำแข็งธรรมดา” ถึงสองเท่า แต่กลับได้รับความนิยมจาก “นักดื่ม” ที่นอกจากจะให้ความสำคัญกับรสชาติแล้ว ความสะอาดก็เป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน

ผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. (2562) พบว่า น้ำแข็งซองและน้ำแข็งหลอดที่มีการผลิตและวางจำหน่ายแต่ละวันในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการปนเปื้อนจากเชื้อโคลีฟอร์ม อีโคไล ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตอยู่ในสิ่งปฏิกูล

และหากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของเราทุกวัน แล้วไม่ถูกกำจัดอย่างทันท่วงที จะมีโอกาสแข็งแรงและสร้างสารพิษที่อันตรายแก่ร่างกาย ส่งผลให้โดยตรงกับระบบทางเดินอาหาร เช่น เกิดโรคท้องร่วงเฉียบพลัน หรือท้องเสียรุนแรง หรือเบาหน่อยก็อาการท้องเดินตามมา

ที่สำคัญก็คือ หากรับประทานน้ำแข็งปนเปื้อน ไตจะทำงานหนักในการกรองของเสียเหล่านั้น ยิ่งทานน้ำแข็งปนเปื้อนทุกวัน ไตก็จะทำงานหนักทุกวัน ส่งผลให้ไตอักเสบ ไตเสื่อม หรือเกิดภาวะไตวาย ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือคลินิกฟอกไตอย่างต่อเนื่องต่อไปในระยะยาว

นอกจากเรื่องของความสะอาดแล้ว รสชาติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไปถามกูรูแอลกอฮอล์ หรือนักผสมเครื่องดื่มที่เรารู้จักกันในนามบาร์เทนเดอร์ชั้นเซียนแล้ว หลายท่านไม่ค่อยจะแนะนำให้นำน้ำแข็งมาผสมกับแอลกอฮอล์ดื่มกันสักเท่าไหร่

เพราะเป็นที่รู้กันว่าหากผสมน้ำหรือน้ำแข็งลงในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว กลิ่นและรสชาติดั้งเดิมก็มักจะเจือจางลงไป

บรรดา “นักดื่ม” คอทองแดง จึงให้ความสำคัญกับรสชาติเครื่องดื่ม เมื่อ “น้ำแข็ง” ละลายช้าลง “น้ำ” จาก “น้ำแข็ง” ย่อมเจือปนในแก้วเครื่องดื่มน้อยลง รสชาติจึงยังคงสภาพได้ดีกว่า

เปรียบเสมือน “นักฟังเพลง” หูทอง ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของแผ่น CD เพราะแผ่น CD นั้นมีหลายเกรด “น้ำแข็ง” ก็เช่นเดียวกัน

โดยในปัจจุบัน นอกจาก “น้ำแข็งพรีเมียม” หรือ “น้ำแข็งละลายช้า” แล้ว ยังมีผู้คิดค้น “น้ำแข็งสเตนเลส” ขึ้นอีกด้วย

“น้ำแข็งสเตนเลส” คือประดิษฐกรรมใหม่ที่เริ่มได้รับความนิยม แม้จะมีการนำออกวางจำหน่ายกันเมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้วก็ตาม

ปัจจุบัน “น้ำแข็งสเตนเลส” มีอยู่หลายยี่ห้อ หลายรุ่น และหลายเกรดด้วยกัน อีกทั้งมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความต้องการ ทั้งแบบ 6 ก้อน แบบ 8 ก้อน แบบ 12 ก้อน หรือมาในรูปลักษณ์ต่างๆ กันไป

“น้ำแข็งสเตนเลส” นี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “สเตนเลส” ดังนั้น ก้อนน้ำแข็งชนิดนี้ จึงต้องทำมาจาก “สเตนเลส”

ด้วยการขึ้นรูป “สเตนเลส” เป็นทรงลูกบาศก์เหมือนน้ำแข็งยูนิต

และเมื่อสร้างจาก “สเตนเลส” ก็ไม่ต้องกังวัลเรื่องสนิม ซึ่งภายในก้อน “สเตนเลส” จะบรรจุน้ำเข้าไปภายใน เมื่อเราเอาก้อน “สเตนเลส” ไปใส่ช่องแช่แข็งจนได้ที่ น้ำข้างในก็จะแข็ง เหมือนน้ำแข็งยูนิต

สิ่งที่ต่างกันก็คือ ก้อน “สเตนเลส” จะไม่ละลายลงผสมในเครื่องดื่มให้เสียรสชาติและกลิ่นดั้งเดิม อาจมีไอน้ำที่เกาะก้อน “สเตนเลส” ออกมาบ้างก็เล็กน้อยกว่า “น้ำแข็ง” ที่ละลายลงไปทั้งก้อนอย่างแน่นอน

และที่สำคัญก็คือ “น้ำแข็งสเตนเลส” นี้ไม่มีเชื้อโคลีฟอร์ม อีโคไล เจือปนมาอย่างแน่ๆ แท้ๆ ทรู


อ่านตอนแรกกันหรือยัง ถ้ายังก็ไปที่ลิงก์นี้เลย

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ “น้ำแข็ง” (ตอนแรก)