บรรยากาศการประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน 2562 จบลงด้วยความหวานชื่น
เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาและประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้หารือกันแบบทวิภาคีในประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองคือ ประเด็นสงครามการค้าของทั้งสองชาติที่ออกมาตรการตอบโต้กันไปมา
แค่ประโยคเดียวที่ทรัมป์เอ่ยว่า “สหรัฐจะไม่เพิ่มการเก็บภาษีรอบใหม่กับสินค้าส่งออกของจีน” โลกทั้งใบผ่อนคลายลงในบัดดล
กระดานหุ้น ‘เขียว’ เด้งรับสัญญาณบวก
ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะกลับสู่โต๊ะเจรจาการค้าอีกครั้ง ด้วยการหารือบนพื้นฐานของความเสมอภาคและความเคารพซึ่งกันและกัน
ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐและจีนที่ดำเนินมา 40 ปีแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือและการเจรจานั้นย่อมดีกว่าความขัดแย้งและการเผชิญหน้า
อารมณ์หวานชื่นเพิ่มอีกเท่าตัว!!!

เศรษฐกิจโลกยังอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง
กระนั้นก็ตาม หากฟังแถลงการณ์ที่ออกมาภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ผู้นำทุกประเทศยังคงเตือนถึงความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้นและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเสริมสร้างบรรยากาศการค้าเสรีและเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคที่ยากลำบาก
2 ผู้นำระดับโลก ‘ชินโซ อาเบะ’ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เจ้าภาพจัดการประชุมคราวนี้กล่าวว่า “กลุ่ม G20 พร้อมสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี และจะร่วมกันปรับปรุงกลไกแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้าภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO)”
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ยืนยันว่าผู้เข้าร่วมการประชุมทุกคนปรารถนาที่จะทำงานร่วมกันให้มากขึ้นในการปรับปรุงระบบการค้าโลก รวมถึงการปฏิรูป WTO
น่าสนใจตรงประโยค…อุปสรรคที่ยากลำบาก!!!
‘ทรัมป์’ เหยียบแผ่นดินโสมแดง
ถัดจากการประชุม G20 หนึ่งวัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาสร้างประวัติศาสตร์ทางการทูตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ด้วยการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกที่เดินทางเข้าสู่ดินแดนของเกาหลีเหนือ
โดย ‘ทรัมป์’ ได้จับมือทักทาย ‘คิม จอง อึน’ ผู้นำเกาหลีเหนือบริเวณแนวเส้นแบ่งเขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้
ก่อนจะเดินเคียงคู่กันเข้าไปในดินแดนของเกาหลีเหนือชั่วขณะและเดินกลับเข้ามายังพื้นที่เขตปลอดทหารด้วยกัน
ทรัมป์กล่าวแบบถ่อมตนว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกที่ข้ามเขตปลอดทหารเข้าไปยังดินแดนเกาหลีเหนือ
ส่วน คิม จอง อึน กล่าวว่า…ความสัมพันธ์ครั้งนี้น่าอัศจรรย์!
สรุปคือทั้งสองชาติสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทั้งหลายที่ขวางทางเอาไว้ได้ เดินหน้าสู่การเจรจาที่หยุดชะงักลงก่อนหน้านี้
สำทับเจตนาสร้างโลกสวยด้วยมือ ‘ทรัมป์’ อีกรอบ!!

รัฐบาลปักกิ่งจวก ‘ทรัมป์’ แทรกแซงฮ่องกง
ในวันเดียวกันกับทรัมป์เหยียบแผ่นดินเกาหลีเหนือ ได้เกิดสถานการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงของม็อบชาวฮ่องกงซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้และคลี่คลายลงในระดับหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปะทุรอบใหม่
โดยคราวนี้กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายร้อยคนถือแท่งเหล็กและวัตถุที่สามารถหยิบฉวยได้บุกเข้าไปในที่ประชุมรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติฮ่องกง ทำลายทรัพย์สิน พ่นสีบนฝาผนัง ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง นายเกิ่ง ส่วง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวเหตุการณ์ว่า
“รัฐบาลปักกิ่งคัดค้านและประณามอย่างหนัก ต่อการที่ประเทศใดก็ตามแสดงพฤติการณ์แทรกแซงกิจการของฮ่องกง ซึ่งเป็นกิจการภายในของจีน โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งไม่ควรสนับสนุนการใช้ความรุนแรงและการละเมิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นผ่านบุคคลระดับใดในรัฐบาลก็ตาม”
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึงสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในฮ่องกงเป็นการสะท้อนพลังของประชาชนในการเรียกร้องประชาธิปไตย
ขึ้นบัญชีดำบริษัท ‘มะกัน’ ขายอาวุธให้ ‘ไต้หวัน’
เหตุการณ์บานปลายออกไปอีกเมื่อรัฐบาลจีนออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกโครงการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ชุดใหม่ให้แก่ไต้หวัน
ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์หุ้มเกราะ เฮลิคอปเตอร์ ปืนกล เครื่องกระสุนและจรวด รวมมูลค่าประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 67,966.8 ล้านบาท)
หลังจากมีข่าวว่ากระทรวงต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติในหลักการตามโครงการดังกล่าวแล้ว
นายเกิ่ง ส่วง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ทางการจีนยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางทางการทูต แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านการดำเนินการดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาเนื่องจากเป็นการละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรงและยังถือเป็นการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของจีนอีกด้วย
แต่ดูท่าจะไม่ได้ผล!
เพราะนายเกิ่ง ส่วงต้องกล่าวแถลงการณ์อีกรอบเมื่อวันศุกร์ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า บริษัททุกแห่งของสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธดังกล่าว จะต้องถูกขึ้นบัญชีดำการคว่ำบาตรจากรัฐบาลปักกิ่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่วมกันคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของจีน ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลโพ้นทะเลที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) สามารถใช้มาตรการทางทหารได้ทันที หากมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของแผ่นดินใหญ่
‘หัวเว่ย’ จ่อเลิกจ้างพนักงานในสหรัฐ
แรงกระทบกระทั่งระหว่างจีนกับสหรัฐยังคงเกิดขึ้นเป็นรายวัน ล่าสุดวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างวอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า หัวเว่ย เทคโนโลยีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีนมีแผนที่จะเลิกจ้างพนักงานซึ่งทำงานอยู่ในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่หัวเว่ยถูกขึ้นบัญชีดำจากสหรัฐก่อนหน้านี้
โดยวอลล์สตรีท เจอร์นัล อ้างผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่า บริษัท ฟิวเจอร์เว่ย เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของหัวเว่ย ที่ทำการวิจัยและพัฒนาอยู่ในสหรัฐอเมริกา มีพนักงานราว 850 คน ประจำตามห้องแล็บทั่วสหรัฐจะเลิกจ้างพนักงานจำนวนหลายร้อยคน
โดยคำประกาศบอกเลิกจ้างพนักงานของหัวเว่ยจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ แต่สำหรับพนักงานบริษัทที่เป็นชาวจีนจะได้รับข้อเสนอให้โอนย้ายกลับไปทำงานกับหัวเว่ยที่ประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหัวเว่ยยังปฏิเสธข่าวดังกล่าวเมื่อถูกผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สอบถามความชัดเจนในเรื่องนี้!!
ฝันสว่างหรือทางมืด
ในงานเวนาโต๊ะกลม “สงครามการค้าจีน–อเมริกา ฝันสว่างหรือทางมืด หลังเวที G20” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ณ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญมาสะท้อนความคิดเห็นหลากหลาย ประกอบด้วย
- บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- สุจิต ชัยวิชญชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
- ธารากร วุฒิสถิรกูล รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย–จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
- กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
- ภูมิพัฒณ์ พงศ์พฤฒิกุล นักวิจัยอาวุโส วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
นัยที่น่าสนใจคือ สงครามการค้ารอบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่?


จุดเริ่มต้นมาจากการจับกุมเมิ่ง หว่านโจว บุตรสาวผู้ก่อตั้งหัวเว่ย เนื่องจากมีพฤติกรรมฉ้อโกงด้วยการตั้งบริษัทสกายคอม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของหัวเว่ยขึ้นมาบังหน้าเพื่อทำธุรกิจกับอิหร่านในช่วงปี 2552-2557 เข้าข่ายละเมิดมติคว่ำบาตรอิหร่านของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)…จริงหรือ?
หรือเป็นเพราะจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยี 5G ได้ล้ำหน้ากว่าอเมริกา!
การยุติสงครามการค้าชั่วคราวในเวที G20 เพราะทรัมป์มีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ หรือเพียงแค่หวังผลทางการเมืองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพราะสหรัฐเสียเปรียบดุลการค้าจีนมานาน ใช่เงื่อนไขจริงหรือเปล่า? ในเมื่อตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐครึ่งปีหลังการขึ้นภาษีสินค้าจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการนำเข้าสินค้าทั่วโลก
เมื่อเหตุเกิดจากทุกข์ แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ โลกจะเจอ ‘ทางสว่าง’ จริงหรือ?












