ผมอ่านข่าว “สงครามป้าย” ของ “77 ข่าวเด็ด” www.77kaoded.com/content/659052 แล้วชอบมาก ชอบลีลาการเขียน ชอบการพาดหัว เป็นการเขียนข่าวและพาดหัวได้มันส์มาก “ป้ายไวนิล”


ตอนที่ยังเรียนปริญญาโทเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน สมัยที่เมืองไทยยังไม่บ้า “ป้ายไวนิล” พวกเราต้องทำกิจกรรมคือ การจัดงานสัมมนาวิชาการของทางมหาวิทยาลัย ผมรับผิดชอบในส่วนของฝ่ายประชาสัมพันธ์ อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเพื่อนเห็นว่ากำลังเอาดีทางขีดๆ เขียนๆ ไวนิล

ภาระงานหนึ่งของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็คือ การจัดทำป้ายโฆษณาเพื่อไปติดตั้งตามบริเวณต่างๆ ทั้งภายในมหาวิทยาลัยคือตามคณะต่างๆ และบริเวณรั้วหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีทั้งป้ายโฆษณาแบบคัตเอาท์หรือป้ายไม้ขนาดต่างๆ และป้ายผ้าที่ต้องนำไปผูกไว้ตามตึกต่างๆ 

คัตเอาท์หรือป้ายไม้นั้น ผมรับหน้าที่บรรเลงเอง อาศัยว่าชอบวิชาวาดเขียนตอนเด็กๆ พอจะจำทักษะการใช้สีใช้พู่กัน ส่วนป้ายผ้านั้นเป็นเรื่องเกินความสามารถ เพราะเวลาเขียนป้ายผ้ามันย่นไปย่นมา ต้องใช้มืออาชีพที่มีทักษะเฉพาะทางในการเขียนป้ายผ้าเป็นตัวช่วยไวนิล

ช่วงนั้นพูดได้ว่า ถือเป็นยุคปลายๆ ของการเขียนป้ายผ้าในบ้านเราแล้วก็ว่าได้ และการทำป้ายผ้าส่วนใหญ่ 100 ทั้ง 100 ล้วนต้องพึ่งบริการของบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่ามีอยู่สองเจ้าคือ เป๊ปซี่ (เสริมสุข) กับ โค้ก (ไทยน้ำทิพย์) ที่แข่งขันกันดุเดือด

โดยอาจมีกรีนสปอต (ไวตามิลค์) หรือ อาร์ซี โผล่มาแจมบ้างเป็นบางครั้ง แต่กว่า 99% ต้องเป็นป้ายของเป๊ปซี่ (สมัยที่ยังไม่แยกเป็น est) กับโคคาโคลา และดูเหมือนว่าทางฝั่งเป๊ปซี่จะใจดีกว่าทางฟากโค้กเพราะปริมาณป้ายเป๊ปซี่ตามท้องถนนดูจะมีมากกว่าโค้ก

คนที่เคยพึ่งพาการทำป้ายผ้าทั้งของเป๊ปซี่และโค้ก ก็จะรู้ว่าทั้งสองแห่งเป็นบริการฟรีนะครับ คือเขียนป้ายเขียนข้อความต่างๆ นานาที่เราต้องการให้ฟรีๆ แต่เฉพาะข้อความนะครับไม่มีรูปประกอบ และข้อความก็ไม่ควรเกิน 3-4 บรรทัด เนื่องจากตัวอักษรมันจะแน่นเกินไป

แต่ของฟรีไม่มีในโลก เรื่องนี้แม้แต่เด็กอนุบาลก็ยังรู้ ดังนั้น เมื่อของฟรีไม่มีในโลก ทางโค้กและเป๊ปซี่ก็ไม่ได้เขียนป้ายให้ฟรีๆ คือแม้จะเขียนให้ฟรีแต่ก็ต้องมีการลงโลโก้น้ำอัดลมไว้ที่บริเวณมุมป้ายฝั่งใดฝั่งหนึ่งแบบล็อกตำแหน่งเดิมเอาไว้เสมอ เพื่อเป็นการโฆษณา

ที่ผมบอกเมื่อสักครู่ ว่าช่วงนั้นเป็นยุคปลายๆ ของการเขียนป้ายผ้านั้น หมายถึงทั้งเป๊ปซี่และโค้กใกล้จะเลิกแผนกบริการป้ายผ้าฟรีอยู่รอมร่อ เนื่องจากตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มมีการทำธุรกิจพิมพ์ป้ายไวนิลขึ้นในเมืองไทย แม้จะมีร้านไวนิลจำนวนไม่มาก แต่ก็ถือว่ามีแล้ว ไวนิล

หลังจากนั้น ในช่วงเกือบ 20 ปีให้หลังมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ดูเหมือนว่าบ้านเราจะ “บ้าไวนิล” กันทะลุขีดสุด คือไปแห่งหนตำบลไหนก็จะต้องเห็น “ป้ายไวนิล” และไม่ว่าจะเป็นธุรการงานใดๆ ทั้งแบบเป็นทางการคือหน่วยงานราชการหรือองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ นานา

ไวนิล ป้ายไวนิล

และทั้งแบบไม่เป็นทางการตามบ้านเล็กบ้านน้อยต่างๆ งานใหญ่ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะทุกคนฮิตทำป้ายไวนิลกันทั้งนั้น แต่งานเล็กๆ อย่างงานวันเกิดที่มีการสั่งพิมพ์ป้าย Happy Birthday แบบลงวันเดือนปีเฉพาะเจาะจง

พูดอีกแบบก็คือ ใช้วันเดียวแล้วต้องทิ้ง ไวนิล

แน่นอน ป้ายพวกนี้ก็คือ “ขยะไวนิล” ที่ถูกทิ้งกันเกลื่อนประเทศอยู่ในเวลานี้นั่นเองครับ

ธุรกิจรับทำป้ายไวนิลเติบโตมาพร้อมกับยุคดิจิทัลที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยในการออกแบบป้ายและมีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตขนาดยักษ์ที่สามารถสั่งพิมพ์ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ เมื่อเป็นระบบคอมพิวเตอร์การแก้ไขเพิ่มเติมหรือลบตัวอักษรสามารถทำได้ง่าย

และด้วยสนนราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องเสียไปกับการนั่งเขียนป้ายหรือการเอารูปต่างๆ มาแปะบนป้าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ธุรกิจรับทำป้ายไวนิลจะมีน้องฝ่ายศิลป์ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบป้ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์คอยช่วยเหลืออยู่

โดยก่อนหน้าที่ธุรกิจรับทำ “ป้ายไวนิล” จะเฟื่องฟู น้องนักออกแบบป้ายหลายคนพัฒนามาจากการเป็นฝ่ายศิลป์ของร้านตัดสติ๊กเกอร์ที่เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมตัดสติ๊กเกอร์ด้วยมือ มาเป็นการออกแบบและการตัดสติ๊กเกอร์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เช่นกัน

เมื่อเทคโนโลยีรุดหน้ามาเรื่อยๆ ก็ทำให้ธุรกิจรับติดสติ๊กเกอร์ถูกแซงหน้าโดยธุรกิจรับทำป้ายไวนิล ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วตั้งแต่การสั่งแบบ ออกแบบ ตรวจแบบ และการพิมพ์ ติดตั้ง กระบวนการทั้งหมดไม่ต้องรอนานเหมือนการทำป้ายยุคก่อน ทั้งป้ายไม้และป้ายผ้า

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าหน่วยงานราชการพี่ไทย เป็นแหล่งทำมาหากินของธุรกิจรับทำ “ป้ายไวนิล” มากที่สุด รองลงมาก็คงเป็นพวกบริษัทห้างร้านที่ต้องมีการออกอีเวนท์จัดงานแสดงสินค้าหรือบริการ และรองลงมาก็น่าจะเป็นบุคคลธรรมดาแบบบ้านบ้าน

หากสำรวจธุรกิจรับทำป้ายไวนิลของต่างประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ทั้งเครื่องพิมพ์และทั้งตัวไวนิล ก็จะพบว่ามีการทำป้ายเพื่อการโฆษณาสินค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความถี่ของการสั่งทำป้ายไวนิลก็มีแนวโน้มน้อยกว่าพี่ไทย อาจจะหลักร้อยเท่าเอาเลยทีเดียว

ไวนิล ป้ายไวนิล

ผมเห็น “ขยะไวนิล” แล้วก็พยายามหาทางออกเพื่อนำมาเขียนเป็นบทความชิ้นนี้ จึงได้พบกับโครงการหนึ่งซึ่งสามารถช่วยลด “ขยะไวนิล” ได้ดีทีเดียว นั่นคือโครงการ “รีไซเคิลเพื่อน้อง” ของ The ReMaker

เพราะ “ไวนิล” เป็นวัสดุที่ทนต่อสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี แต่การนำมาใช้ในระยะเวลาอันสั้น ยังใช้ได้ไม่คุ้มค่าก็ถูกปลดออก และกลายเป็นขยะไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งร้านของเก่าไม่รับซื้อ เพราะรีไซเคิลไม่ได้

ป้ายไวนิล

จึงอยากเชิญชวนแฟน “สาลิกา” บริจาคป้ายไวนิลเก่าสภาพดี เพื่อนำไปผลิตกระเป๋านักเรียน มอบให้น้องๆ ในถิ่นทุรกันดาร ท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ www.facebook.com/TheReMaker

อีกโครงการหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ Why Not ที่แม้จะเปิดตัวทีหลัง ทว่า ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ The ReMaker เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีโครงการรีไซเคิลป้ายไวนิลเหมือนกันแล้ว Why Not ยังมีมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจอีกด้วย แฟน “สาลิกา” ผู้สนใจสามารถคลิกเข้าไปได้ที่ www.facebook.com/WHYNOTfollowus

ป้ายไวนิล

มาเปลี่ยน “สงครามป้าย” เป็นสิ่งดีๆ ส่งมอบให้สังคมกันครับ


เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ยังมีวิธีรักษ์โลกแง่มุมอื่นๆ ให้ศึกษาและติดตาม

ภารกิจพิสูจน์ใจ ผู้บริโภค-สถานประกอบการ ร่วม Says NO! ‘ถุงพลาสติก’ เพื่อไทยก้าวสู่สังคมสีเขียวอย่างยั่งยืน

ขยะรีไซเคิลลุ้นโชค ไอเดียครีเอทขั้นสุด ของ ‘แทรชลัคกี้ (TRASHLUCKY)’ 1 ใน 15 สตาร์ทอัพ เข้าตา ดีแทค แอคเซอเลอเรทปีนี้

ถึงเวลารู้จักและใช้ ‘พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ’ นวัตกรรมวัสดุแห่งศตวรรษที่ 21 ให้มากขึ้น เพื่อโลก เพื่อเรา

เปิดโมเดล ‘อุตสาหกรรมสะอาด’ เกิดได้จริงแล้ว จากการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศของไทย