ปัจจุบัน เราจะพบว่า วันวันหนึ่ง Gen Y สิงสถิตอยู่กับหน้าจอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์เล็กใหญ่ทั้งหลาย เพื่อใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น


โดยเฉพาะ Social Network อย่าง Facebook หรือ LINE และดูวิดีโอผ่าน YouTube รวมไปถึงการเข้าไปใช้งาน Application ออนไลน์ต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ทุกวันนี้ เราจะเห็นการใช้ Social Network เพื่อการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ LINE ในลักษณะการตั้งแฟนเพจ Facebook กลุ่ม และ LINE กลุ่ม

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Facebook ในการจัดการเรียนการสอน ก็คือ Facebook for Education และ Learning Center on Facebook โดยเฉพาะ Application ชั้นดีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนในการเตรียมเนื้อหาการสอนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ

อาทิ Files สำหรับอัปโหลดแฟ้มข้อมูลให้กับผู้เรียน Make a Quiz สำหรับสร้างคำถามออนไลน์เพื่อทดสอบความรู้ของผู้เรียน Calendar สำหรับสร้างปฏิทินแจ้งเตือนกำหนดการต่างๆ และ Course สำหรับจัดการเนื้อหาการเรียนการสอน

แต่ที่น่าสนใจมากกว่า ก็เห็นจะเป็น YouTube

เพราะ YouTube เคยจัดตั้ง YouTube for Schools หรือ YouTube EDU และ YouTube Teacher ช่องโทรทัศน์ออนไลน์สำหรับโรงเรียนขึ้น ซึ่งมีเนื้อหาเน้นไปที่เรื่องราวในแวดวงการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีด้านการศึกษากว่า 600 แห่ง

อาทิ TED เวทีนำเสนอองค์ความรู้ชื่อดัง Smithsonian เว็บไซต์ที่รวบรวมแหล่งเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆ เอาไว้ Steve Spangler แหล่งผลิตเกมและของเล่นเพื่อการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ Numberphile ช่องสอนคณิตศาสตร์ออนไลน์ 

นอกจากนี้ YouTube ได้ร่วมกับครูในการบริหารจัดการเนื้อหา หรือ Content กว่า 300 ชิ้น แบ่งออกเป็นรายวิชา และรายระดับชั้น

YouTube เชื่อว่า สื่อต่างๆ เหล่านี้ จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำให้ห้องเรียนสนุกสนานขึ้น และเด็กๆ ก็จะตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของ YouTube สำหรับการบริหารและพัฒนาองค์ความรู้มีดังนี้

  1. กว้างขวางครอบคลุม: ประโยชน์ของ YouTube สำหรับโรงเรียนต่างๆ เข้าถึงวิดีโอเพื่อการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก YouTube for Schools หรือ YouTube EDU วิดีโอเหล่านี้มาจากองค์กรที่มีชื่อเสียงต่างๆ รวมทั้งจากพันธมิตรที่กำลังได้รับความนิยมของ YouTube ซึ่งมียอดผู้ชมนับล้านๆ คน
  2. ปรับแก้ได้: สามารถกำหนดค่าเนื้อหาที่ดูได้ในโรงเรียนของคุณ โรงเรียนทั้งหมดจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาของ YouTube for Schools หรือ YouTube EDU ทั้งหมด แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์สิสต์ของวิดีโอที่ดูได้เฉพาะในเครือข่ายของโรงเรียนเท่านั้นก็ได้เช่นกัน
  3. เหมาะสมสำหรับโรงเรียน: ผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงชื่อเข้าใช้และดูวิดีโอใดๆ ก็ได้ แต่นักเรียนจะไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้และดูได้เฉพาะวิดีโอของ YouTube for Schools หรือ YouTube EDU และ YouTube Teacher รวมถึงวิดีโอที่บรรดาโรงเรียนต่างๆ ได้เพิ่มเข้าไปเอง ทว่า ความคิดเห็นและวิดีโอที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะจำกัดเฉพาะวิดีโอของ YouTube for Schools หรือ YouTube EDU เท่านั้น
  4. เป็นมิตรกับครู: www.YouTube.com/Teachers ใน YouTube for Schools หรือ YouTube EDU และ YouTube Teacher มีเพลย์ลิสต์ของวิดีโอนับร้อยรายการที่ได้มาตรฐานตามรูปแบบการบริหารจัดการระบบการศึกษาทั่วไป และจัดระเบียบตามรายวิชา และรายระดับชั้น เพลย์ลิสต์เหล่านี้สร้างขึ้นโดยครูและเพื่อนครูด้วยกัน เพื่อให้ครูและเพื่อนครูได้ใช้งาน ช่วยกันปรับปรุง พัฒนา และต่อยอด ดังนั้นครูจะมีเวลาในการสอนมากขึ้น และใช้เวลาค้นหา Content น้อยลง

ทั้ง Social Network และ YouTube บนระบบ Cloud Computing ในการบริหารและพัฒนาองค์ความรู้แบบ Cloud-based Learning จึงช่วยทำให้สถาบันการศึกษากลายเป็น โรงเรียนล่องหน ได้นั่นเองครับ

ล่าสุด YouTube ซึ่งเป็น Business Unit ของ Google ได้เปิดตัว YouTube Learning ออกมาเมื่อไม่นานมานี้

เป็นการต่อยอด YouTube for Schools หรือ YouTube EDU และ YouTube Teacher โครงการนำร่องของ YouTube Learning ก่อนหน้านี้ ที่ทำให้คุณครูและเด็กๆ ทั่วโลกติดอกติดใจมาแล้ว

นับตั้งแต่เปิดตัว ผมเข้าไปส่อง YouTube Learning มาระยะหนึ่งแล้ว พบว่า YouTube Learning มีลักษณะคล้ายกับ SkillShare ซึ่งเราจะได้มีโอกาสลงรายละเอียดของ SkillShare กันในโอกาสถัดไป

แต่เล่าย่อๆ กันก่อนก็ได้ว่า SkillShare คือเว็บไซต์ที่รวบรวมองค์ความรู้แขนงต่างๆ โดยให้มืออาชีพเป็นอาจารย์สอนวิชาการต่างๆ แทนคุณครูในโรงเรียนหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะ SkillShare เชื่อว่า “ตัวจริง” ในวิชาชีพนั้น “เก่งกว่า” ครูบาอาจารย์นั่นเองครับ