รัฐบาลเมียนมาได้ดำเนินการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economics Zones : SEZs) ในประเทศ 3 แห่ง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา (Thilawa SEZ) เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ) และเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวก์ (Kyaukphyu SEZ) เพื่อส่งเสริมการสร้างงานและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ


www.myanmarthilawa.gov.mm

ติละวาศูนย์รวมอุตสาหกรรมญี่ปุ่น

ในช่วงที่ผ่านมา เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาเป็นที่สนใจและถูกจับตามองจากนักลงทุนต่างชาติในฐานะแหล่งรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) อีกทั้งยังเป็นโครงการที่มีการดำเนินงานคืบหน้ามากที่สุด

เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาครอบคลุมพื้นที่ 2,400 เฮกตาร์ (ประมาณ 15,000 ไร่) ห่างจากเมืองย่างกุ้งไปทางใต้ 25 กิโลเมตรนับเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและศูนย์กลางการขนส่ง

การดำเนินการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา มีขึ้นหลังจากรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันพัฒนาโครงการเมื่อเดือนธันวาคม 2555 โดยเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลเมียนมาถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 51 และ บริษัทเอกชนญี่ปุ่น 3 แห่ง คือ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ป, บริษัท มารุเบนิ คอร์ป และบริษัท ซูมิโตโม คอร์ป ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 49 ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งบริษัท เมียนมา เจแปน ติละวา ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด (MJTD) เพื่อบริหารจัดการโครงการดังกล่าว


เจ้าผิวก์ความร่วมมือเมียนมากับจีน

เจ้าผิวก์ (Kyaukphyu) เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในรัฐยะไข่ทางภาคตะวันตกของประเทศเมียนมา ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงการค้าสินค้าเกษตรกรรมระหว่างเมียนมาและอินเดียมาเป็นเวลานาน

รัฐบาลเมียนมาเล็งเห็นถึงศักยภาพของเมืองดังกล่าว จึงได้จัดตั้งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวก์ (Kyaukphyu Special Economic Zone – KPSEZ) ซึ่งเป็นโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งที่ 3 ของเมียนมา มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียน โดยพื้นที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ โครงการท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม (พื้นที่พัฒนาเบื้องต้น 625 ไร่) และพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน

kpsez.org
www.thaibizmyanmar.com

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ KPSEZ รัฐบาลเมียนมาและกลุ่มบริษัท CITIC Group ของจีน ได้ลงนามความตกลงเรื่องท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวก์เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการก่อสร้าง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กรอบความตกลงดังกล่าวจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวก์และการขนส่งโดยรวม

อย่างไรก็ดี ฝ่ายเมียนมาและฝ่ายจีนยังต้องเจรจาความตกลงที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ต่อไป


เสริมศักยภาพ ‘Belt and Road Initiative’

ข้อมูลศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ระบุว่า รัฐบาลเมียนมามุ่งหน้าขับเคลื่อนโครงการ KPSEZ กับจีน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงด้านเส้นทางคมนาคมและขนส่งระหว่างเมียนมากับเครือข่ายในระดับภูมิภาคอย่าง แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก (East West Economic Corridor – EWEC) ที่เป็นโครงข่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จีนจะเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวก์อย่างเต็มที่เนื่องจากเป็นจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ในทางออกทะเลเพียงด้านเดียวของจีน

ดังนั้น การเชื่อมโยงไปยังเมืองเจ้าผิวก์จะถือเป็นการเปิดเส้นทางใหม่เริ่มจากเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) ที่ชายแดนของจีนในมณฑลยูนนาน ข้ามไปยังชายแดนเมียนมาที่เมืองมูเซ (Muse) ต่อไปที่เมืองลาโช (Lashio) เชื่อมผ่านเมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) ไปจนถึงยังเมืองเจ้าผิวก์สู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงต่อไปยังตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมาก็ได้ร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียในโครงการ Kaladan Multi-Modal Transit Transport Project อีกด้วย ซึ่งจะเชื่อมโยงระบบการขนส่งทั้งทางน้ำและทางบก ระหว่างโกลกาตาและท่าเรือทางตะวันออกของอินเดียกับรัฐยะไข่ ซึ่งในภาพรวมแล้ว ทั้งสองโครงการต่างเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการส่งเสริมสถานะของการเป็น gateway ของเมียนมา


เปิดประตูรับนักลงทุนเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ภายใต้นโยบาย Look East ซึ่งรวมถึงการจัด Roadshow ที่จีน โดยคณะกรรมการการลงทุนแห่งเมียนมา (Myanmar Investment Commission – MIC) และการจัด Roadshow ของสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา (Union of Myanmar Federation of Chambers of Commerce and Industry – UMFCCI) ที่จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและให้ความสำคัญกับการพัฒนารัฐยะไข่ โดยคำนึงว่าการสร้างสันติภาพและการพัฒนาจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป

kpsez.org

เจ้าผิวก์โอกาสของไทยในการเชื่อมสู่จีนอินเดีย

โครงการ KPSEZ ถือเป็นโครงการเนื้อหอมที่ดึงดูดการมีส่วนร่วมจากชาติมหาอำนาจจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวก็ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมาค้นพบศักยภาพที่มีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการตั้งฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งที่ตั้งของ KPSEZ ได้ โดยเมียนมาให้สิทธิพิเศษสำหรับรองรับการลงทุน เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าเครื่องจักร การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ การช่วยเหลือในการเช่าพื้นที่ตั้งโรงงาน ซึ่งผู้ประกอบการสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ของเมียนมา ที่เว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง 

นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการต้องการลงทุนหรือจัดตั้งบริษัทในเมียนมา สามารถศึกษากฎระเบียบด้านการลงทุนได้จาก