ความเหลือเชื่อที่ต้องเชื่อมากมายหลายสถานกำลังผลิดอกออกช่อเบ่งบานขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้… “ซินเจียง”

สุนทรพจน์ สี จิ้นผิง

ความงดงามของซินเจียงวันนี้ และวันต่อๆ ไป เป็นเหมือนโฉมสคราญเปี่ยมมนตรามหาเสน่ห์แห่งแผ่นดินมังกร ที่มี “สี จิ้น ผิง” สวมบทบาทจิตรกรเอกทำหน้าที่รังสรรค์งานจิตรกรรมให้ออกมาวิจิตรงดงามตระการตา และทำให้ภาพโศกนาฏกรรมจากน้ำมือขบวนการก่อการร้ายเลือนลางจางหายไปกับสายลมแสงแดด และทะเลทราย


ย้อนรอยเลือดและน้ำตา

กาลครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ดินแดนแห่งนี้เหมือนดินแดนที่ถูกสาป…ชุกชุมไปด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงสยดสยองน่าสะพรึงกลัว จากน้ำมือของขบวนการก่อการร้ายที่มากด้วยขีดความสามารถในการสร้างความเสียหายรุนแรง

จากจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการก่อการร้าย ที่ปะทุขึ้นในเมืองอูรุมชี มณฑลซินเจียง ในช่วงกลางปี 2535 คือวันที่ 2 พฤษภาคม 2535 ได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง และเพิ่มความอุกอาจรุนแรงมากขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายขอบเขตก่อการร้ายจากเมืองอูรุมชี กระจายไปในหลายเมืองของมณฑลซินเจียง ได้แก่กัสการ์-อั๊กซู-เหอเถียน ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ นับถือศาสนาอิสลามอาศัยอยู่หนาแน่น และไม่มีท่าทีจะยุติ

ขอบเขตการก่อการร้ายได้ขยายวงพร้อมๆ กับเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษใหม่ คือศตวรรษที่ 21 โดยมีแรงหนุนจากขบวนการก่อการร้ายนอกประเทศที่มีชายแดนใกล้ชิดติดกัน

Ürümqi City jurisdiction (red) in Xinjiang (orange) // en.wikipedia.org/wiki/Ürümqi

มณฑลซินเจียง เป็นมณฑลที่มีชายแดนยาว 5,700 กิโลเมตร ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 8 ประเทศคือ มองโกเลีย-รัสเซีย-คาซัคสถาน-คีร์กิซสถาน-ทาจิกิซสถาน-อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน-อินเดีย ซึ่งอยู่ใจกลางเส้นทางสายไหมพอดิบพอดี

ยิ่งไปกว่านั้นมณฑลซินเจียง ยังเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 13 กลุ่มชาติพันธ์ุ โดยกลุ่มชาติพันธ์ุที่นับถือศาสนาอิสลามจะมีจำนวนมากที่สุดถึง 62% ของประชากรซินเจียงทั้งหมดจำนวน 250 ล้านคน


28 เดือน 10 ปี 2013 ปักกิ่งเดินหน้าเผด็จศึก

ฉากการก่อการร้ายที่กระตุกให้รัฐบาลกลางหมดความอดทนที่จะยั้งมือไว้ไมตรีกับขบวนการก่อการร้ายอีกต่อไป น่าจะเป็นฉากที่ขบวนการก่อการร้ายสั่งให้สมาชิกร่วมขบวนการขับรถไล่ขยี้ฝูงชนบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 28 เดือน 10 ปี 2013 หรือปี พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลแห่งชาติจีนใช้เป็นเครื่องมือหลักทั้ง “รุกและรับ” กับขบวนการก่อการร้ายคือ “ยุทธศาสตร์การข่าวนำการพัฒนา” และใช้ปัญญาดับปัญหา

นับเนื่องจากเหตุก่อการร้ายที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่งเป็นต้นมา…คาราวานการพัฒนาและกระบวนการปฏิรูปครอบคลุมทุกมิติถูกยาตราเข้าสู่ซินเจียงอย่างเข้มข้น ประจัญบานกับปฏิบัติการขบวนการก่อการร้ายเต็มพิกัด

กลุ่มชาติพันธ์ุที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์เป็นส่วนใหญ่ ที่เคยเป็นแนวร่วมขบวนการก่อการร้าย ค่อยๆ ถูก “พราก” พ้นจากอิทธิพลครอบงำของขบวนการก่อการร้าย โดยทางการจีนหยิบยื่นโอกาส-ความเป็นธรรม-สิทธิประโยชน์ให้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

กลุ่มชาติพันธ์ุที่เคยหลงผิดและผละจากขบวนการก่อการร้ายจะได้สิทธิประโยชน์มากมาย

  • 1). สิทธิในการเรียนหนังสือฟรี มีที่พักให้ฟรี
  • 2). สิทธิในการเข้าวิทยาลัยการอาชีพเพื่อฝึกทักษะอาชีพได้ฟรี พร้อมที่พักฟรี
  • 3). สิทธิในการได้รับจัดสรรที่ทำกินให้ฟรี

ยิ่งกว่านั้น ทางการจีนยังให้สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ปกครองตัวเอง โดยที่ทางการให้การอุดหนุนงบประมาณที่จำเป็น

ไม่เพียงแค่นั้นทางการจีนยังให้การอุดหนุนอย่างเต็มที่แก่กิจการศาสนาอิสลาม ทั้งด้านการก่อสร้างอาคารสถานที่ และงบประมาณดำเนินการ

“อับดุลเรเกฟา ตูมูนิยัค” ประธานสถาบันอิสลามแห่งซินเจียง

กรณีนี้ “อับดุลเรเกฟา ตูมูนิยัค” ประธานสถาบันอิสลามแห่งซินเจียง และ “ฮาบู ฮัสซัน ฮาติ๊บ” แห่งมัสยิดกลางเมืองเหอเถียน สามารถยืนยันได้

ไม่เพียงแค่นั้นผู้นำศาสนาอิสลามในซินเจียงทั้ง 2 ท่านยังยืนยันหักล้างข่าวที่ระบุว่า รัฐบาลจีนมีการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมและไม่รับรองสถานะความเป็นพลเมืองจีนโดยระบุว่า “ทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง”

“ฮาบู ฮัสซัน ฮาติ๊บ” แห่งมัสยิดกลางเมืองเหอเถียน

ผลจากการที่รัฐบาลจีนทุ่มเทแก้ไขปัญหาความรุนแรงในซินเจียงอย่างจริงจังถึงพริกถึงขิง ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมานับจากปี 2535 ค่อยๆ เลือนลางลง และจางหายไปกว่า 3 ปีแล้ว นับจากที่เคยเกิดความรุนแรงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558

อานุภาพแห่งยุทธศาสตร์แยกปลาจากน้ำ…แยกผู้ก่อการร้ายออกจากผู้บริสุทธิ์ โดยใช้ “การข่าวนำการพัฒนา” ทำให้สถิติเหตุโศกนาฏกรรมรุนแรงถูกหยุดไว้ที่จำนวน 42 ครั้งในระยะเวลา 23 ปีระหว่างปี 2535-2558


ซินเจียง…ดาวจรัสแสงแดนมังกร 

เหตุรุนแรงที่จางหายไปแล้วกว่า 3 ปี สำทับด้วยปณิธานความมุ่งมั่นของผู้นำสูงสุดตลอดกาลของจีน คือ สี จิ้น ผิง ที่กดปุ่มเดินหน้าเส้นทางสายไหมมิติใหม่แบบเต็มตัว ในชื่อ “โครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง” หรือ “Belt and Road Initiative-BRI” ซึ่งปักหมุดกำหนดพิกัดเรียบร้อยให้ “ซินเจียง” เป็นหัวใจของโครงการนี้ ทำให้คลื่นการลงทุนไหลหลากเข้าสู่ซินเจียงอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตเห็นชัดเจนจากโครงการพัฒนาสาธารณูปโภค…โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทุกหัวระแหงของซินเจียง…

ความหดหู่ของซินเจียงกำลังจะกลายเป็นอดีตตลอดกาล และอนาคตที่สุกสกาวสดใสกำลังเข้ามาแทนที่ในภาพลักษณ์ของศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจแห่งเส้นทางสายไหม!



โรงละครเมืองอูรุมชี ที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ รัฐบาลจีนเนรมิตรให้กลุ่มชาติพันธุ์จัดการแสดง มีการถ่ายทอดเรื่องราวพระถังซำจั๋ง จาริกแสวงบุญไปอัญเชิญพระไตรปิฏกตามเส้นทางสายไหมไว้ด้วย



พิพิธภัณฑ์อูรุมชี เก็บเรื่องราวรายละเอียดวิถีชีวิตบนเส้นทางสายไหมโบราณกว่า 5 พันปี จัดแสดงให้คนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ หลักฐานโบราณคดีมีศพมัมมีอดีตนักรบสมัยอาณาจักรฟูนันอยู่ด้วย



วิทยาลัยการอาชีพเพื่อกลุ่มชาติพันธ์ดุเรียนฟรี-กินฟรี-นอนฟรี-มีทุนให้ตั้งตัว



มัสยิดชาวอุยกูร์ที่รัฐยาลจีนสร้างให้และสนับสนุนงบดำเนินการ


ครอบครัวชาวอุยกูร์ที่สุขสบาย



นักศึกษาในวิทยาลัยการอาชีพกำลังฝึกอาชีพสารพัดทั้งช่างยนต์-ช่างไฟฟ้า-ช่างแต่งหน้าทำผม



มัสยิดในเมืองเหอเถียน


ฝึกอาชีพเลี้ยงเด็กทารก


เส้นทางสายไหมโบราณ



ร่องรอยอารยธรรมบนเส้นทางสายไหม



หอศิลปวัฒนธรรมแบบอิสลาม โดยทุนรัฐบาลจีน



สถาบันอิสลามแห่งซินเจียง


เด็กน้อยชาวอุยกูร์


ซินเจียงกำลังโตวันโตคืนพร้อมเป็นศูนย์การธุรกิจ เป็นหัวใจของเส้นทางสายไหม ด้วยคลื่นการลงทุนที่ไหลบ่าเข้าไป ซึ่งสะท้อนรูปธรรมผ่านโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผุดเป็นดอกเห็ดในทุกหัวเมือง…