ได้เวลาลบภาพเดิมๆ ของ การใช้โดรน นวัตกรรมแห่งยุคไปก่อน แล้วเปิดรับอีกหนึ่งข้อมูลประสิทธิภาพของ ‘โดรน’ ที่ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศภาคตะวันออก หรือ Eastern Region Center for Space Technology and Geoinformatics (ESG) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของคณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา นำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิชิตภารกิจจัดทำแผนที่กำหนดขอบเขตปัจจุบันของ ‘พื้นที่ฟาร์มหอย’ เพื่อกำหนดเขตศักยภาพพื้นที่เลี้ยงหอย และนำไปสู่การจัดทำระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอยด้วยวิทยาการภูมิสารสนเทศ ซึ่งผลจากการจัดทำระบบริหารจัดการครั้งนี้จะนำไปต่อยอดเพื่อวัตถุประสงค์ทั้งในด้านการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงหอยและการจัดการพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในระดับชาติอย่างคุ้มค่าต่อไป


รู้ที่มาที่ไป ทำไมต้องจัดทำ ‘ระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอย @ ชลบุรี’

ดร.กฤษนัยน์ เจริญจิตร

ก่อนที่จะไปรับรู้ว่า โดรน ทำอะไรได้มากกว่าการถ่ายภาพจากมุมสูงหรือทำคลิปวิดีโอธรรมดาๆ ขอกล่าวถึงที่มาที่ไปของภารกิจการจัดทำ ระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอยด้วยวิทยาการภูมิสารสนเทศ โดยใช้โดรนบินสำรวจกันก่อน ซึ่ง ดร.กฤษนัยน์ เจริญจิตร ผู้อำนวยการศูนย์ ESG คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา รับหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

“เราได้รับโจทย์จากสำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี โดย คุณสมเกียรติ กาญจนาคาร กองตรวจการประมง ประมงจังหวัดชลบุรี ว่าอยากจัดระเบียบและบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอย ในจังหวัดชลบุรี จากนั้นจึงนำมาสู่การหาวิถีทางที่จะจัดทำระบบทะเบียนฟาร์มหอยเชิงแผนที่ ที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”

ด้าน คุณสมเกียรติ กล่าวเสริมถึงวัตถุประสงค์ของการจัดทำทะเบียนแบบแผนที่ครั้งนี้เพิ่มเติมว่า

คุณสมเกียรติ กาญจนาคาร

“สืบเนื่องมาจากการพัฒนาพื้นที่ในโครงการ เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ในด้านการแพทย์สมัยใหม่ (Medical Hub) ของโรงพยาบาลสมเด็จ (ศรีราชา) ซึ่งวางแผนว่าจะสร้างท่าเรือเพื่อรองรับการให้บริการสาธารณสุขและเตรียมการเพื่อรับอุบัติภัยทางทะเลที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด จึงต้องการทราบขอบเขตพื้นที่ฟาร์มหอยในปัจจุบันเพื่อจะได้วางแผนการกำหนดพื้นที่สร้างท่าเรือที่ถูกต้องเหมาะสม”

โดยในระบบทะเบียนการเลี้ยงหอยเดิมที่เคยสำรวจไว้ คุณสมเกียรติ อัปเดตว่า พื้นที่ฟาร์มหอยนั้นจะมีประมาณ 7,000 ไร่ ซึ่งข้อมูลนี้ทำไว้หลายปีแล้ว จนตอนนี้แปลงหอยต่างๆ ได้เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความลึกเพียงพอต่อการเจริญเติบโต ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณตะกอนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องหาพื้นที่เลี้ยงใหม่ที่ไกลจากฝั่งออกไป ทำให้ข้อมูลขอบเขตของการเลี้ยงหอยในปัจจุบัน ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อกำหนดพื้นที่และขอบเขตการเลี้ยงในปัจจุบันได้อีกต่อไป

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเก็บข้อมูลฟาร์มเลี้ยงหอยแบบรายแปลงมาก่อน ในระบบทะเบียนของ สนง.ประมงจังหวัดชลบุรี มีแต่ข้อมูลบุคคลและขนาดพื้นที่ แต่ไม่มีขอบเขตค่าพิกัดมุมแปลงที่ชัดเจน จึงยากต่อการวางแผนและการเฝ้าระวังติดตามพื้นที่กิจกรรม ซึ่งที่สุดแล้วอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการจราจรทางน้ำได้ รวมไปถึงไม่สามารถกำหนดศักยภาพความหนาแน่นของจำนวนหอยที่เลี้ยงได้

เมื่อ ดร.กฤษนัยน์ หารือกับ สนง.ประมงจังหวัดชลบุรี และศูนย์ ESG แล้วได้ข้อสรุปว่า

“เมื่อพูดคุยและปรึกษากันแล้ว ก็ได้ข้อสรุปว่า การทำภารกิจนี้จะต้องอาศัยวิทยาการภูมิสารสนเทศ หรือ Geoinformation Science สมัยใหม่ คือ หุ่นยนต์อากาศยานขนาดเล็ก หรือ small Unmanned Aerial System (sUAS) หรือ Drone (Aerial Drone) เนื่องจากพื้นที่ฟาร์มเลี้ยงหอยมีการขยายตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประกอบกับเราต้องการใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายทางอากาศรายละเอียดสูง ซึ่งเป็นข้อจำกัดของข้อมูลดาวเทียมเพราะไม่สามารถผลิตข้อมูลตามความต้องการ (Data on Demand) ในพื้นที่เฉพาะเจาะจงขนาด 7,000 ไร่ และต้องเลือกระยะเวลาในการบันทึกภาพในช่วงที่แดดไม่สะท้อนใน หรือหลีกเลี่ยงช่วงเที่ยงแบบนี้ได้ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีจาก Drone ที่สามารถผลิตข้อมูลภาพแบบรายละเอียดสูง 10 เซนติเมตร (Spatial Resolution 10 cm) เพื่อให้ถ่ายภาพแปลงหอยได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้งานได้”

การใช้โดรน


เดินหน้า 2 ภารกิจ ‘การใช้โดรน’ บินสำรวจและสำรวจใต้น้ำ กับผลลัพธ์เกินคาด ของการจัดทำระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอยอัจฉริยะ

เมื่อได้ข้อสรุปในการเดินหน้าภารกิจจัดทำระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอย ดร.กฤษนัยน์ ได้วางแผนกับทีมงาน ทั้งผู้ช่วยนักวิจัยของศูนย์ ESG คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และทีมศิษย์เก่า ซึ่งตอนนี้ได้ออกไปก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ DevDroneMapper ให้บริการด้าน Drone Service Provider (DSP) มาร่วมกันเป็นทีมลงพื้นที่สำรวจ ได้แก่ นายชยากร สุวรรณอัมพร (ต้อม) นายฤชากร แสงเพชร (เฟก) นายปาณิธาน กำธรชัยพิมล (นุก) และนายณัฐวุฒิ บุญตา (น็อต)

ทีมลงพื้นที่สำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เลือกใช้โดรน 2 ประเภท คือ

  • Drone (Aerial Drone) ซึ่งจะบินสำรวจพื้นที่ฟาร์มหอยในมุมสูง
  • Drone ROV (Remotely Operation Vehicle) หรือโดรนใต้น้ำ เก็บข้อมูลลักษณะและพื้นที่ของการทำฟาร์มหอยจากมุมมองใต้น้ำ

โดย ชยากร กล่าวถึง การใช้โดรน 2 ประเภทนี้ในการสำรวจฟาร์มหอยว่า มีข้อดีที่สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ชัดเจน เริ่มจาก Drone (Aerial Drone) ที่มีจุดเด่น ดังนี้

  • ได้ผลการบันทึกภาพที่มีรายละเอียดเชิงพื้นที่สูงกว่าดาวเทียมและเครื่องบินถ่ายภาพประมาณ 5 เท่า (Earth Observation (EO) Satellite ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร & Man AirCraft เครื่องบินทำแผนที่ทางอากาศ = 50 cm และ Drone = 5 cm)
  • ข้ามขีดจำกัดด้านช่วงเวลาการบันทึก เนื่องจากดาวเทียม (EO Satellite) จะบันทึกภาพที่ระดับวงโคจรประมาณ 600 กม. ซึ่งการถ่ายภาพอาจจะโดนบดบังจากพื้นที่เมฆ และไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง (ส่งผลต่อความขุ่นของน้ำ) เนื่องจากดาวเทียม EO Satellite จะถูกกำหนดช่วงเวลาการถ่ายภาพประมาณ 10.00 – 11.00 น. และโคจรซ้ำที่เดิมทุกๆ 16 วัน จึงไม่ตอบโจทย์การทำภารกิจครั้งนี้

การใช้โดรน

การใช้โดรน ฟาร์มหอย

ต่อมา ปาณิธานบอกถึงข้อดีของ Drone ROV (Remotely Operation Vehicle) หรือ โดรนใต้น้ำ ดังนี้

  • ด้วยสมรรถนะในการดำน้ำได้ลึกถึงประมาณ 50 เมตร เป็นเวลาต่อเนื่อง 2 ชม. และส่งภาพใต้น้ำรายละเอียดสูงระดับ Full HD (1080) แบบเรียลไทม์มายังผู้ควบคุม โดยไม่ต้องดำน้ำลงพื้นที่จริง ทั้งยังสามารถวัดความลึกและอุณหภูมิใต้น้ำได้อีกด้วย
  • ในวันลงพื้นที่ ทีมงานเริ่มจากการใช้โดรน Aerial Drone บินถ่ายภาพมุมสูงและบินถ่ายทำแผนที่ เพื่อมาทำแผนที่รายละเอียดสูงที่ปรับแก้ให้มีค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Orthomosiac Map) และออกแบบวิธีการทำแผนที่แบบกริด Grid Flight Planning หรือ Cross Country  โดย Drone จะบินไปตามแนวเส้น (Path) ที่มีการซ้อนทับส่วนหน้า 80% และซ้อนทับด้านข้าง 40% และถ่ายภาพตามแนวเส้นจนได้ภาพที่มีรายละเอียดเชิงพื้นที่สูงเพื่อนำไปประมวลผล จัดทำระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอยด้วยวิทยาการภูมิสารสนเทศ (Decision Support System (DSS) for AquaticFarm Using GIS Web Map Service) ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่อไป

การใช้โดรน

อย่างไรก็ดี ดร.กฤษนัยน์ ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมด้วยว่า จากความสำเร็จของโครงการจัดทำระบบบริหารจัดการพื้นที่ฟาร์มหอยด้วยวิทยาการภูมิสารสนเทศในครั้งนี้ สามารถนำไปขยายผลสู่การจัดทำระบบติดตามพื้นที่เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ได้ในหลากหลายรูปแบบทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการประเมินสุขภาพของพืชเพื่อประโยชน์ในการให้ปุ๋ยทางใบ การวางแผนการปลูกพืช วางแผนระบบให้น้ำของพืช ประมาณการผลผลิต ตลอดจนติดตามบริหารจัดการพื้นที่เกษตรแบบครบวงจร (ระยะปลูก ระยะออกผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ระยะฟื้นฟู) โดยดำเนินการติดกล้องมัลติสเปกทรัล (Multispectral Sensor) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร (Big Data for Agro-Information) โดยใช้ดัชนีความสมบูรณ์ของพืชพรรณ Vegetation Index (VI))

การใช้โดรน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางศูนย์ ESG คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีส่วนร่วมในการวางระบบทดสอบนำร่องและประสบความสำเร็จในการติดตามระวังพืชด้วยการใช้ Drone ในพื้นที่มันสำปะหลัง อ้อย นาข้าว และทุเรียนแล้ว

ดังนั้น ภารกิจที่ทางศูนย์ ESG ดำเนินงานนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์แค่การพัฒนาภาคการเกษตรและเป็นเพื่อนคู่คิด พันธมิตรของภาคเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย เท่านั้น หากแต่ยังสอดคล้องและช่วยเติมเต็มการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ตามบทบาทของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่วางแผนจะก้าวเป็น ‘มหาวิทยาลัย EEC’ ได้อย่างตรงจุดเลยทีเดียว


ร่วมภูมิใจกับแนวคิดการปรับใช้นวัตกรรมของ คณาจารย์ นักศึกษาไทย ที่ตอบสนองการพัฒนาประเทศได้จริง

แกะกล่องโครงการใหม่ ‘University – Industry Links’ เชื่อมไทยกับสหราชอาณาจักร เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหาร

‘สเปรย์สารเคลือบจากกากรำข้าว’ นวัตกรรมล็อคความสดให้สินค้าเกษตร ลดการใช้สารเคมีอย่างได้ผล

‘สมาร์ทแล็บ โปรเจค’ ส่ง นักเทคนิคการแพทย์ ฝีมือเยี่ยม สู่อุตสาหกรรมการแพทย์ไทย ไม่หวั่นแม้ Disruptive Technology