เมื่อพูดถึงโรคร้ายที่คนยุคนี้กลัว นอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรค NCDs หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรม แล้ว โรคเอดส์ หรือ HIV ก็ไม่เคยหลุดจากโผนี้เลย เพราะคนทั่วไปมักมีความเชื่อว่า การติดเชื้อ HIV มีโอกาสในการหายนั้นยาก ส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อจะจบชีวิตลงในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาความเชื่อนี้ยังคงอยู่กับคนส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงๆแล้ว วิวัฒนาการ การรักษา HIV เริ่มตั้งแต่ปี 2524-2538 โดยในเวลานั้นยังไม่มีการค้นพบยาต้านไวรัสที่ได้ผลในการรักษาโรคนี้ ทำได้เพียงรักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อน ผู้ติดเชื้อ HIV จึงอายุสั้น แต่หากใครได้อัปเดตความก้าวหน้าของการรักษาโรคเอดส์นี้บ้าง ก็จะพบว่าต่อมา ในปี 2538 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการค้นพบยาต้านไวรัสที่ได้ผล ที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีภูมิต้านทาน ปกติ แข็งแรงทำงานได้ปกติแล้ว

ดังนั้น เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องใน การรักษา HIV และวิธีปฏิบัติเมื่อเกิด การติดเชื้อ HIV ด้วยข้อมูลที่อัปเดต รวมถึงกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจวิธีการป้องกันโรคเอดส์ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโรคที่ไกลตัว ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จึงร่วมกับสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย กรมควบคุมโรค คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย จึงออกมาเปิดเผยถึง “ความก้าวหน้าการรักษา HIV ในปัจจุบัน” ในประเด็นเรื่องของสถานการณ์เอดส์และความก้าวหน้าการรักษา มาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วย HIV ประเทศไทย รวมถึงมาตรฐานและความก้าวหน้าการป้องกันการติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูกในประเทศไทย

โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีการกล่าวถึงประเด็นน่าสนใจและองค์ความรู้ดีๆ เรื่อง การรักษา HIV จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบอกเลยว่า ควรรู้ไว้ ใช้ป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากโรคนี้ จะดีที่สุด


อัปเดตสถานการณ์ การรักษา HIV มีข่าวดี ผู้ป่วยติดเชื้อลดลง & ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวกว่าปกติ

ศ.นพ.สมชาย  เอี่ยมอ่อง ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าวในหัวข้อ “ความก้าวหน้าการรักษา HIV ในปัจจุบัน” ว่าจากสถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทยในปัจจุบัน มีสัญญาณเตือนที่ดีในการแพร่ระบาด ซึ่งอยู่ในสัดส่วนผู้ป่วยโรคเอดส์โดยรวมทั่วประเทศลดลง

รศ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ

ด้าน รศ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์เอดส์และความก้าวหน้าการรักษาว่า สำหรับในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อ HIV มากกว่า 1 ล้านคน ในระยะเวลา 35 ปี และมีผู้ติดเชื้อประมาณ 6 แสนคน ที่เสียชีวิต นับตั้งแต่มีการระบาด ขณะที่ มีผู้ติดเชื้อประมาณ 6 แสนคน ติดเชื้อ HIV แต่ยังมีชีวิตอยู่ในปี 2560 (ประมาณ 2% ของทั้งโลก) ส่วนอัตราผู้ติดเชื้อใหม่มีประมาณ 6,000 คน เฉลี่ยวันละ 17 คน (ประมาณ 0.3% ของทั้งโลก)

โดยวิวัฒนาการการรักษา HIV เริ่มตั้งแต่ปี 2524-2538 ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มียาต้านไวรัสที่ได้ผล ทำได้เพียงรักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อน ผู้ติดเชื้อ HIV จึงมีอายุสั้น คนส่วนใหญ่เลยฝังใจว่าเมื่อติดเชื้อ HIV แล้วจะต้องเสียชีวิตเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้ว ต่อมา ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน มียาต้านไวรัสที่ได้ผล ผู้ติดเชื้อ HIV มีชีวิตยืนยาวได้ใกล้เคียงคนปกติ หากได้รับการวินิจฉัย การรักษาอย่างถูกต้อง ร่วมกับตัวผู้ป่วยเองปฏิบัติตัวดี รับประทานยายาครบถ้วน ตรงเวลา และไม่ไปรับเชื้อใหม่


เดินหน้าภารกิจเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับ การติดเชื้อ HIV

นอกจากการอัปเดตสถานการณ์การติดเชื้อ HIV ในประเทศไทย เพื่อหาวิธีป้องกันและรับมือกับการติดเชื้ออย่างถูกต้องแล้ว ที่ผ่านมา ต้องดำเนินงานด้านการสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เพื่อให้ผู้ติดเชื้อไม่ต้องรับแรงกดดัน หรือการรังเกียจจากสังคม ซึ่งจะสร้างความเครียดทางจิตใจให้กับผู้ป่วยด้วย โดยแนวทางในการพิชิตภารกิจนี้ ทางนายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย อธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

  • เข้าใจสมการที่ถูกต้องของการติดต่อเชื้อ HIV U=U udetectable=untransmittable คือ การอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งผู้ติดเชื้อ HIV สามารถพักอาศัย ทำงานร่วมกับคนปกติได้โดยไม่มีอันตราย ไม่ต้องตรวจ HIV ก่อนเข้าเรียน ก่อนเข้าทำงาน ก่อนบวช
  • การทำความเข้าใจว่า การติดต่อ HIV ติดต่อ 3 ทางที่สำคัญ คือ
  1. มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  2. ใช้ของมีคมร่วมกัน
  3. การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

ดังนั้น หากจะกล่าวโดยสรุป รศ.นพ.วินัย ให้ข้อมูลว่า ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทุกปี การป้องกันการติดเชื้อดีที่สุด ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับยาต้านไวรัส HIV อย่างถูกต้อง จะมีชีวิตยืนยาวได้ใกล้เคียงคนปกติ สามารถมีชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ตามปกติ เพราะการติดต่อไม่ได้เกิดขึ้นง่ายในวิถีชีวิตประจำวันตามปกติอยู่แล้ว และในตอนนี้ สิทธิรับยาต้านไวรัส HIV ก็ฟรี ติดต่อได้ที่สถานพยาบาลได้ทุกแห่ง


สานต่อภารกิจป้องกันการติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก สำเร็จเป็นอันดับ 2 ของโลก 

“ในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ที่บรรลุเป้าหมายในการกำจัด การติดเชื้อ HIV ในทารก สามารถลดอัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกน้อยกว่า 2% ได้ นับเป็นประเทศที่ 2 ในโลก ซึ่งเราตั้งเป้าหมายถัดไปคือลดให้เหลือ 1% ในปี พศ. 2563”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เกริ่นให้รู้ร่วมกันถึงข่าวดีของการแพทย์ไทยที่สามารถป้องกันกสนติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก อย่างได้ผล ด้วยวิถีทางและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้ผลการป้องกันที่น่าพึงพอใจ ดังนี้

  • ต้องพยายามวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อให้พบและให้การรักษาเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อกับคู่ของตน และรณรงค์ให้คนรักเดียวใจเดียวไม่มีคู่นอนหลายคน 
  • ส่งเสริมให้คู่รักตรวจการติดเชื้อทั้งสามีและภรรยาก่อนตั้งครรภ์ หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ก็สร้างความเข้าใจว่าสามารถมีบุตรได้อย่างปลอดภัย โดยบุตรไม่ติดเชื้อเอวไอวี แต่ต้องมีการวางแผนการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องและเหมาะสม อยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ควรตรวจเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์ทุกคน หากพบว่าหญิงตั้งครรภ์คนใดติดเชื้อเอชไอวี จะต้องรีบให้ยาต้านไวรัสโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ทารกในครรภ์ และต้องกินยาให้สม่ำเสมอระหว่างตั้งครรภ์ เพราะการติดเชื้อสู่ทารกนั้น เกิดได้ตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงท้องแก่และระหว่างคลอด ซึ่งในระหว่างคลอด แพทย์จะมีการให้ยาเพิ่มและให้ยาป้องกันในทารกหลังคลอดด้วย
  • แม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องให้ทารกงดนมแม่อย่างเด็ดขาด เพราะการติดเชื้อจะผ่านทางน้ำนมได้ หากปฏิบัติได้ครบถ้วน ทารกจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับไม่ให้การป้องกันใดๆเลย ทารกจะมีโอกาสติดเชื้อสูงถึง 25% ถ้าไม่ได้ให้ยาต้านไวรัสในระหว่างตั้งครรภ์เลย หรือกรณีไม่มาฝากท้องเลย จะมีการตรวจเอชไอวีแบบด่วนในห้องคลอด และถ้าผลออกมาว่าติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาในระหว่างคลอดไปก่อน ซึ่งอาจได้ผลไม่ดีเท่าการให้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ 
  • รณรงค์ให้ตรวจเลือดทันทีที่คู่รักรู้ว่ากำลังจะมีบุตร ควรให้สามีมาตรวจเลือด เพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงทีถ้าพบว่าติดเชื้อ และหยุดยั้งการแพร่เชื้อต่อ เพราะหญิงตั้งครรภ์อาจยังไม่ติดเชื้อด้วยแต่สามีติดฝ่ายเดียว ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้หญิงตั้งครรภ์จะได้ป้องกันการติดเชื้อด้วยการกินยาเพร็พ และการตรวจเลือดสามียังจะได้ตรวจคัดกรองโรคต่างๆ ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกด้วย เช่น ตับอักเสบบี ซิฟิลิส ธาลัสซีเมีย
  • การดูแลแม่และครอบครัวหลังคลอด คุณแม่ควรที่จะได้รับการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สุขภาพดี และจะต้องมีการตรวจติดตามทารกและสามีด้วย รวมทั้งมีการวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสม

ที่สุดแล้ว ศ.พญ.กุลกัญญา ชี้ชัดว่าปัญหาในขณะนี้คือ แม่ไม่มาฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ ไม่พาสามีมาตรวจ ทำให้ไม่ทราบว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออยู่ ดังนั้น สิ่งที่จะต้องการเน้นย้ำ คือ การหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในขณะที่ไม่พร้อมหรือไม่ได้วางแผน การมาฝากท้องเร็ว การพาคู่มาตรวจขณะไปฝากครรภ์ด้วย จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คู่สามีภรรยาทั่วไปควรปฏิบัติ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมานี้ เพื่อลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีอย่างได้ผล

และอีกหนึ่งสิ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย้ำ คือ หากพบว่าติดเชื้อไม่ต้องตกใจ ให้รีบกินยาอย่างสม่ำเสมอ และนำทารกมาตรวจติดตามหลังคลอด พร้อมกับกินยารักษาตนเองและสามีอย่างต่อเนื่องหลังคลอด และวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสม หากทำทุกอย่างได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทารกก็จะปลอดภัยไม่ติดเชื้อ และครอบครัวก็จะแข็งแรงมีความสุขได้


ร่วมภูมิใจกับการแพทย์ไทย ที่ก้าวไกลไม่แพ้ชาติใดในโลกในอีกหลากหลายแง่มุม

กรณีศึกษา : โรงพยาบาลระยอง กับการนำเทคโนโลยี Chatbot มาแก้ปัญหางานบริการด้านสาธารณสุข

ทีมแพทย์ไทย ผนึกกำลัง แพทย์ญี่ปุ่น เสนอแนวทางรักษา ‘มะเร็งท่อน้ำดี’ มอบชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยไทย

2030 ภารกิจพิชิต ‘มาลาเรีย’ เชื้อร้ายที่ต้องหายไปจากโลกภายใน 11 ปี!