‘พี่ต้น – พัลลภ สามสี’ ชวนมองจีนอย่างเข้าใจ ผ่านสายตา บก.ไทยที่เคยอยู่ในแดนมังกร

1064

จากที่คร่ำหวอดในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์และเป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือของสำนักพิมพ์มติชนมานานถึง 7 ปี พัลลภ สามสี หรือ พี่ต้น ที่คนในวงการวรรณกรรมไทยรู้จักกันดี ก็เปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปทำงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้ความรู้และทักษะภาษาไทยทำงานให้แวดวงสื่อจีนในมหานครปักกิ่ง ประสบการณ์ชีวิตตลอด 5 ปี ทำให้พี่ต้นได้เรียนรู้สไตล์การทำงาน แนวคิด ค่านิยม วัฒนธรรมการอ่าน ตลอดจนเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนจีน ซึ่งผู้สัมภาษณ์เห็นว่า มีหลายประเด็นที่น่านำมาเล่าต่อ


Q : อยากให้พี่ต้นเล่าว่าไปทำงานที่ใช้ทักษะ ‘ภาษาไทย’ ในจีนได้อย่างไร

A : ก่อนหน้านั้นพี่เป็นบรรณาธิการหนังสือ รู้สึกค่อนข้างอิ่มตัวเลยอยากหาความท้าทายใหม่ แล้วมีพี่ที่รู้จักชวนไปทำงานที่จีน พอทดสอบเรื่องตรวจข่าว เขียนบทความภาษาไทยผ่าน ได้งานก็เลยตัดสินใจไปอยู่ที่จีนในปี 2008 ทำงานให้วิทยุนานาชาติ (CRI – Channel Radio International) ตอนนั้นเขารับ Editor ภาคภาษาไทย ซึ่งมันเป็นโอกาสเดียวที่เราใช้แค่ภาษาไทยแต่สามารถไปทำงานต่างประเทศได้ 

Q : พี่ได้รับตำแหน่งใดและดูแลรับผิดชอบอะไรบ้างคะ

A : ตำแหน่งจริงๆ คือ ผู้เชี่ยวชาญภาษาไทย มีหน้าที่อีดิทหรือปรับแก้งานข่าว โดยเขาจะมีคนจีนที่จบปริญญาเอกภาษาไทยประมาณ 20 กว่าคน คอยแปลข่าวที่กอง บก.คัดสรรจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยไว้แล้ว เราก็มาอีดิทให้ถูกต้อง สละสลวยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็มีหน้าที่จัดรายการวิทยุร่วมกับเพื่อนชาวจีน คือทุกคนมีรายการของตัวเองหมด เวลาจะจัดรายการก็ต้องไปดึงคนจีนมาร่วมจัดกับเราด้วย

Q : อีดิทข่าวด้านไหนคะ

A : ข่าวที่ทำส่วนใหญ่ก็มีข่าวเกี่ยวกับผู้นำจีน, จีนในเวทีโลก, เรื่องของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เบื้องต้นจะนำข่าวลงเว็บไซต์ของ CRI รวมถึงวิทยุคลื่นสั้นที่มีการออกอากาศมานานกว่า 70 ปี (CRI มีชื่อเดิมว่า เสียงปักกิ่ง) แล้วก็มีคลื่น FM ซึ่งร่วมมือกับคลื่นวิทยุในไทย เช่น สถานีวิทยุจุฬา อย่างข่าวช่วงไพรม์ไทม์ก็เป็นข่าวจากจีนที่พี่ได้อ่านออกอากาศ นอกจากนี้ก็ร่วมกับเครือข่ายวิทยุมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

Q : ถ้าเทียบการทำงานและการนำเสนอข่าวของสื่อจีนกับสื่ออื่นๆ เหมือนหรือต่างอย่างไร?

A : ที่ CRI ก็ทำงานเป็นทีมเหมือนกับ BBC หรือ NHK นั่นแหละ แต่โลกตะวันตกมักมองว่านี่คือสื่อที่เผยแพร่ข่าวสาร อุดมการณ์ คือ Propaganda ของจีน ทั้งที่ความจริง BBC ก็ Propaganda ให้อังกฤษ NHK ก็ Propaganda ให้ญี่ปุ่น แต่คนส่วนใหญ่มักจะติดภาพจีนยุคเก่าแบบคอมมิวนิสต์เลยมีทัศนคติมองจีนแง่ลบกว่า

Q : พี่ต้นต้องปรับตัวมากน้อยแค่ไหน มีเรื่องภาษาหรือวัฒนธรรมอะไรที่ต้องระวังหรือเปล่า

A : การปรับตัวในชีวิตการทำงาน ช่วงแรกๆ จะมีหัวหน้างานมาตรวจดูงานเราเป็นประจำ แต่ผ่านไปประมาณ 1-2 เดือน เขาก็โอเคและให้อิสระในการทำงาน แต่มีข้อแม้ว่า อย่าเขียนอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อพรรครัฐบาลจีน หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น ให้เลี่ยงการพูดถึง สงครามเวียดนาม หรือจีนกับเวียดนาม อย่าพูดเรื่อง ซินเจียง ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเอง ทิเบต ก็ควรเรียกเขตปกครองตนเองทิเบต ไต้หวัน คนจีนก็ไม่ให้เรียกประเทศ เพราะถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน คือเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง จีนจึงค่อนข้างเคร่งครัด ซึ่งเราเองก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ 

พี่ต้น พัลลภ สามสี

Q : ทราบว่าช่วงที่พี่ไปอยู่จีนเป็นช่วงกีฬาโอลิมปิก มีภาพจำพิเศษหรือปรากฏการณ์ในปักกิ่งเล่าให้ฟังไหมคะ

A : ด้วยความที่ชอบสังเกตไลฟ์สไตล์หรือสีสันการใช้ชีวิตของผู้คนร่วมสมัย ตอนไปอยู่ปักกิ่ง เรารู้สึกว่าจีนเหมือนเมืองถั่วงอก คือทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ตึกรามบ้านช่องแทบจะสร้างเสร็จภายในคืนเดียว ภาพลักษณ์ของเมืองเปลี่ยนไปเลยเพราะเขาเตรียมรองรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งมันหมายถึงจีนได้ข้ามขั้นการพัฒนาประเทศไปสู่อีกระดับหนึ่งแล้ว แถมครั้งนั้นจีนได้เป็นเจ้าเหรียญทองด้วย เลยปลุกกระแสกีฬาฟีเวอร์มาก ผู้คนแทบทั้งเมืองใส่เสื้อผ้าชุดกีฬาเดินไปเดินมาเต็มไปหมด หลายคนใฝ่ฝันอยากจะใส่รองเท้าไนกี้ที่เป็นแบรนด์อเมริกัน เพราะคนจีนถือว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เหมือนดินแดนสวรรค์ จึงชอบและคลั่งไคล้แบรนด์เขามาก

Q : ความคลั่งไคล้แบรนด์ต่างชาติมีผลต่อคนจีนในมิติใดบ้าง

A : ทั้งในแง่ไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยี จีนได้รับอิทธิพลจากอเมริกามาหมด แรกๆ ก็เป็นแบบ Copy & Develop อย่างที่เคยมีนักวิชาการไทยเขียนวิเคราะห์ไว้ว่า เมื่อก่อนจีนเป็นนักก็อบปี้แต่ตอนนี้จีนกลายเป็นโรงงานผลิตของโลก และในอนาคต โลกก็จะกลับมาก็อปปี้จีน

ทุกวันนี้เขาใช้องค์ความรู้แบบ R&D (Research & Development) คือเขาผ่านการลองผิดลองถูกมาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วที่เริ่มเปิดประเทศ โดยให้ ‘เซินเจิ้น’ เป็นเมืองทดลองทำธุรกิจกับต่างประเทศ ซึ่งมีเรื่องกลไกราคา เรื่องเศรษฐกิจการตลาดเข้ามา ตอนนั้นคนจีนยังไม่ค่อยมีความรู้ เข้าใจไปว่ามันอาจผิดหลักคอมมิวนิสต์ แต่พอ ‘เติ้ง เสี่ยวผิง’ บอกว่าไม่ผิดหลัก สามารถทำได้ ก็เลยเอาแนวคิดแบบทุนนิยมมาบวก กลายเป็น ‘สังคมนิยมแบบจีน’ ขับเคลื่อนนโยบายโดยภาครัฐ จากนั้นทุกคนในชาติก็เดินตาม ซึ่งก็ตอบโจทย์เรื่องกินดีอยู่ดีมีความสุขของคนในชาติได้   

Q : เชื่อมโยงมาถึงสงครามการค้าที่ยังคงยืดเยื้อ พี่ต้นมองว่าเกิดจากปมปัญหาด้านใดคะ

A : จีนมีข้อแม้ในการอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศ คือ รัฐบาลจีนหรือบริษัทของจีนจะขอถือหุ้นเกินกว่า 50% ตรงนี้จีนก็จะได้ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งปัญหาเทรดวอร์ระหว่างจีน-อเมริกาในปัจจุบันก็มาจากเรื่องนี้ จีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่อเมริกาอยากเข้ามาลงทุนมาก ถ้าเข้ามาเปิดโรงงานในจีนได้ก็จะหมดปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ ไม่ต้องเสียเวลาและเงินทองค่าขนส่ง แต่จีนยังไม่ยอมเรื่องนี้ อเมริกาเลยพยายามงัดข้อเพื่อให้จีนยอมให้ได้

Q : ข้ามมาที่ประเทศไทยบ้าง คนจีนมีมุมมองต่อเมืองไทยและคนไทยอย่างไร

A : คนจีนมักมีคำกล่าวว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เพราะเรามีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ไล่ตั้งแต่ระดับราชวงศ์ไทยที่สนิทกับทางจีนมาก ก่อนหน้านี้ทางวิทยุ CRI ก็เคยมีการจัดโหวตทางอินเทอร์เน็ตว่าใครคือมิตรชาวต่างชาติที่ดีที่สุดสำหรับคนจีน ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงติดอันดับ 1 ใน 10 อีกอย่างบ้านเรามีชาวจีนโพ้นทะเลเยอะที่สุดในโลก เขาก็ยิ่งมองเราเป็นมิตรที่สนิทชิดใกล้ แล้วนโยบายรัฐบาลไทยที่ผ่านมาก็เปิดให้กับจีนค่อนข้างมาก เวลาเขาอยากจะเริ่มต้นธุรกิจอะไร เขาก็มักจะเริ่มที่ไทยก่อน

Q : อย่างที่ iReader แพลตฟอร์มจีนที่เข้ามาทำตลาด e-Book ในไทย อยากทราบว่าตลาดการอ่านในจีนเติบโตกว่าไทย แต่ทำไม iReader ก็ยังมาขยายธุรกิจในบ้านเรา?

A : ตลาด e-Book ของจีนถือว่าใหญ่มาก เพราะผู้คนนิยมการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นนิยาย การ์ตูน วรรณกรรมเยาวชน พอธุรกิจ e-Book ของเขาเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพื่อให้เกิดการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อื่น ซึ่งเขาเลือกเริ่มต้นที่เมืองไทยเป็นที่แรก เพราะเห็นตัวเลขการเติบโตด้านการอ่านในไทย รวมถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคต และเขาต้องการเจาะตลาดกลุ่มคนอ่านรุ่นใหม่ในไทยด้วย แล้ว iReader ก็ติดต่อมาให้พี่เป็นผู้จัดการประจำประเทศไทย มีหน้าที่คัดคอนเทนต์ลงแพลตฟอร์ม ซึ่งก็สนใจโลกออนไลน์อยู่แล้วจึงตอบตกลง

Q : iReader ร่างเส้นทางเติบโตของธุรกิจ e-Book ในไทยไว้อย่างไรคะ

A : ปีแรกเน้นเรื่องการขยายฐานตลาด e-Book ในไทยโดยเน้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเพิ่มความน่าสนใจ เช่น นิยาย คอมิกส์จีนแปลไทยเข้าไปในระบบมากขึ้น ในอนาคตก็อาจจะมีนิยายและการ์ตูนคอมิกส์ไทยที่แปลเป็นภาษาจีนด้วย ซึ่งการขยายฐานตลาด e-Book ในไทย จะไม่ใช่แค่ฐานคนอ่านรุ่นใหม่ในเมือง แต่จะขยายไปสู่กลุ่มคนอ่านต่างจังหวัดในระดับกลางลงไปด้วย เนื่องจากการทำ e-Book สมัยนี้มันง่าย ทุกอย่างอยู่ในมือถือหมด กดเข้าไปปุ๊บก็ได้อ่านแล้ว โอกาสเข้าถึงการอ่านมันจึงง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความบันเทิง และหลังจากขยายฐานผู้อ่านแล้วก็จะไปเน้นที่การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) 

พัลลภ สามสี

Q : อะไรเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้คนจีนรักการอ่าน

A : สิ่งที่กระตุ้นให้คนจีนรักการอ่านมากก็คือ รัฐบาลจีนเขาให้เงินสนับสนุนสำนักพิมพ์ค่อนข้างมาก วัสดุอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หมึกพิมพ์ รัฐบาลเขาช่วยหมด ทำให้ราคาหนังสือที่จีนค่อนข้างถูก บางเล่มหนามาก ราคาแค่ 150 บาท ถ้าบ้านเราก็คง 400 กว่าบาทแล้ว ส่วน e-Book ก็ราคาถูกและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐเขาช่วยให้มือถือราคาถูก ทุกคนก็เลยมีมือถือทำให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการอ่านได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ จีนจะมีทุนเพื่อการเผยแพร่หนังสือจีน โดยจะให้เงินสมทบมาสำหรับค่าจัดพิมพ์ เขาก็ไม่ต้องเสียค่าโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ก็ได้ประโยชน์ตรงนี้ไป บางแห่งก็ได้ค่าจัดการงานประชาสัมพันธ์ด้วย อย่างงานปักกิ่งบุ๊คส์แฟร์ ถือว่างานใหญ่ แม้จำนวนกิจการและหนังสือยังไม่มากเท่ากับงานที่แฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี

Q : ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คนจีนเข้ามาทำธุรกิจในไทยจำนวนมาก พี่ต้นมองเรื่องนี้อย่างไร เห็นโอกาสหรือความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจไหม

A : ความจริงมันเป็นวิธีการเสพข่าวที่คนเรามักจะชอบเสพข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี เช่น ข่าวจีนกำลังบุกไทย จีนเข้ามาฮุบกิจการโน่นนี่ แต่ไม่ได้มองเรื่องที่จีนเข้ามาทำประโยชน์มากมายให้ประเทศไทยเลย อย่างดีลเลอร์ของ iReader ที่เข้ามาขยายฐานการอ่านในเมืองไทย เขาได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน เมื่อเขามีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็นำมาช่วยเรา ทำให้เราเก่งขึ้น ถ้าเรามองแบบชาตินิยมเกินไปก็มีแต่จะเกิดความขัดแย้ง และเราก็จะยิ่งจมลงเพราะไม่รู้จักปรับตัว

บางทีการเสพข่าวตะวันตกมากเกินไปก็ทำให้คนไทยหลายคนมองจีนในแง่ร้ายจนเกินจริง เพราะเราถูกฝังหัวด้วยข้อมูลเก่าตั้งแต่จีนสมัยคอมมิวนิสต์ ชอบว่าเซินเจิ้นมีแต่ของก็อปโน่นนี่ แต่พอได้มาเห็นเซินเจิ้นจริงๆ ถึงกับร้องว้าว… เมืองเขาเจริญยิ่งกว่านิวยอร์กอีก ดังนั้น การที่จีนเข้ามาทำตลาดในไทยค่อนข้างมากแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว มันเป็นเรื่องของการคัดสรรและปรับตัว ซึ่งอันที่จริงเราควรต้องปรับตัวให้สามารถอยู่กับคนจีนได้

Q : สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตในจีน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

A : เข้าใจคนจีนพอสมควร ทำงานร่วมกับเขาได้อย่างไร้ปัญหา จริงๆ แล้วคนจีนมีความจริงใจในการคบคน เวลารักใครก็จะรักเหมือนพี่น้อง ยิ่งถ้าเราดื่มพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับคนจีนก็จะยิ่งสนิทกันเร็ว เขาจะรักเราแบบสุดๆ เลย ซึ่งการดื่มของจีนจะแข็งแกร่งมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่จะวัดได้เลยว่า เราจะเป็นพี่น้องกันได้ดีขนาดไหน ยิ่งเขาเห็นชาวต่างชาติดื่มเหล้าขาวของเขาได้ เขายิ่งดื่มใหญ่เลย แต่เขาก็ไม่ได้ดื่มกันทุกเย็นเหมือนคนญี่ปุ่น ดื่มเฉพาะโอกาสสำคัญๆ หรืออาจจะมีฟรายเดย์ไนท์บ้างเล็กๆ น้อยๆ


มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศจีนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อ่านต่อในบทความถัดไปได้เลย มองลอดแว่น กะเทาะ 6 แก่น ความเจริญและศิวิไลซ์ในจีน


หากติดตามความเปลี่ยนแปลงของจีนอยู่ ก็ไม่ควรพลาดบทความเหล่านี้

ทำไม ‘ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์จีน’ ถึงโตไม่หยุด สวนกระแสโลก ค้านความเชื่อ ธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย

สงครามการค้า จีน-อเมริกา ฝันสว่างหรือทางมืด หลังเวที G20

วิเคราะห์หาสาเหตุ การศึกษา “จีน” แซงหน้า “อเมริกา” ได้อย่างไร

‘อุตสาหกรรมการบิน’ ของจีน ตั้งรับ – ปรับตัวแค่ไหนในยุคดิจิทัล

ถอดบทเรียน ภารกิจเปลี่ยนโลกให้เขียวได้จริง ของ 2 ยักษ์ใหญ่ ‘จีนและอินเดีย’