ศิลปะสร้างอัจฉริยะได้ นิยามการเรียนรู้ใหม่ หนุนความเชื่อ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

471

“Imagination is more important than knowledge. จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” คำกล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักคิดชื่อก้องโลกนี้ ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ ยิ่งนำมาใช้อ้างอิงเพื่ออธิบายว่า ศิลปะ มีส่วนในการพัฒนาสมองมนุษย์ ได้อย่างไร ยิ่งทำให้เห็นภาพ เพราะศิลปะมีบทบาทในการจรรโลงจิตใจมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์มีจิตใจที่อ่อนโยน สงบ ไม่หยาบกระด้าง ที่ผ่านมา จึงมีการใช้ศิลปะบางแขนงช่วยในการเยียวยาความเจ็บป่วยของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ นี่คือคุณประโยชน์ของศิลปะที่ผู้คนต่างรับรู้ ซึ่งแท้จริงแล้ว ศิลปะยังมีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากมายกว่าที่เรารับรู้มากนัก


กิจกรรมศิลปะ เครื่องมือสร้างเสริมความอัจฉริยะ บทพิสูจน์ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ที่แท้จริง

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมกิจกรรมศิลปะจึงส่งผลดีต่อการพัฒนาสมองมนุษย์ บทความเรื่อง ศิลปะ กับการพัฒนาสมองมนุษย์โดย gidanan ganghair (เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส.) ได้ให้คำตอบ โดยอ้างอิงคำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง (neuroscientist) ซึ่งค้นพบว่าการที่เซลล์สมองมาต่อเชื่อมกันเป็นวงจรประสาท (neural circuit) เป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ฉลาด ยิ่งเซลล์เหล่านี้ต่อเชื่อมกันเป็นวงจรและจัดระเบียบกันได้ดีมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้การพัฒนาสมองมนุษย์มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

คำถามที่นักวิทยาศาสตร์ถามต่อไปอีกก็คือ อะไรเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เซลล์สมองเหล่านี้มาเรียงเชื่อมต่อกันเป็นวงจรที่สมบูรณ์ คำตอบคือการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ ได้แก่ การกระตุ้นและท้าทายความคิด การฝึกแก้ปัญหาและฝึกจินตนาการของมนุษย์นั่นเอง ดังนั้น ถ้าเราอยากฉลาดเราก็ต้องหากิจกรรมอะไรก็ตามที่สามารถทำให้เกิดสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น และ กิจกรรมศิลปะ คือวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้าง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ได้

แล้ว กิจกรรมศิลปะก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาอะไรขึ้นในสมองมนุษย์? ทางจิตวิทยาได้อธิบายไว้ว่า กิจกรรมศิลปะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาจินตนาการของมนุษย์ ก่อให้เกิดความอ่อนโยนทางอารมณ์ เกิดสุนทรียภาพและความประทับใจ

นอกจากนี้ ยังทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมได้เคลื่อนไหว ส่วนในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่ากิจกรรมศิลปะก่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันของเซลล์สมองในส่วนที่รับรู้เกี่ยวกับจินตนาการ ความซาบซึ้งประทับใจ การเคลื่อนไหวประสานกันของมือไม้แขนขาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นสมองส่วนหน้า (cerebral cortex) สมองส่วนกลาง (parietal lobe) สมองน้อย (cerebellum) หรือสมองส่วนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับอารมณ์ (amygdala) นี่คือความชัดเจนของกิจกรรมศิลปะที่มีต่อสมองมนุษย์ที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองได้นำมาให้เรารับรู้


วิธีการใช้ กิจกรรมศิลปะ พัฒนาสมองและการเรียนรู้เยาวชน พร้อมเป็นคนในศตวรรษที่ 21

อย่างไรก็ดีการเข้าร่วม กิจกรรมศิลปะ ในที่นี้ไม่ใช่การฝึกฝนให้เยาวชนเป็นจิตรกรหรือปฏิมากรผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนมีความรักและซาบซึ้งในศิลปะ อยากสร้างสรรค์งานศิลปะไม่ว่าแขนงใดก็ตาม เพราะกระบวนการนี้จะมีส่วนไปกระตุ้นการสร้างวงจรในสมองของเด็ก โดยผลงานศิลปะจะออกมาดีหรือไม่ดีไม่ใช่ประเด็น หรือระหว่างทางการร่วมกิจกรรมศิลปะ อาจจะได้เจอเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ มีแววความเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตก็ถือเป็นอานิสงส์ในภารกิจนี้

บทความนี้ยังได้แนะนำว่าถ้าพบเจอเยาวชนที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะอันโดดเด่นนี้ ครูต้องช่วยต่อยอดและสนับสนุนต่อไปเป็นกรณีพิเศษ เพราะการส่งเสริมให้เขาได้สัมผัสกับกิจกรรมศิลปะตั้งแต่แรกๆ เป็นการบ่มสร้างวงจรพื้นฐานทางศิลปะในสมองของเยาวชน ซึ่งในอนาคตสามารถถูกต่อยอดให้พัฒนาต่อไปได้อย่างง่ายดาย

ประเด็นต่อมา การจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านศิลปะอย่างแท้จริง ผู้สอนต้องไม่ตีกรอบให้เด็ก ต้องเข้าใจว่าเด็กบางคนชอบวาดรูป บางคนชอบปั้นดิน บางคนชอบตัดกระดาษปะติดเป็นรูปภาพต้องปล่อยตามอิสระในช่วงแรก เพราะนี่คือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่วงจรของสมองในส่วนของจินตนาการ ทุกสิ่งที่เขาสัมผัสจะส่งผลให้เซลล์ในสมองของเขาก่อรูปเป็นวงจรแห่งจินตนาการ เพราะมันจะเป็นรากฐานอันสำคัญของอีกหลายๆเรื่องในชีวิตของเขาในอนาคต

ดังนั้น เพื่อพัฒนาศักยภาพสมองของเด็ก จึงควรอาศัยศิลปะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยก่อรูปวงจรของจินตนาการ ให้เกิดขึ้นในสมองของเด็กให้ได้ เพราะศิลปะคืออีกภาษาหนึ่งของมนุษย์ เป็นภาษาสากลที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของศิลปินออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ได้ เด็กบางคนอาจจะมีความยากลำบากในการสื่อสารด้วยภาษาพูด ภาษาเขียน โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ กิจกรรมศิลปะก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อสื่อสารกับเด็ก เราจะสามารถรับรู้ความรู้สึกนึกคิด รู้ความต้องการและปัญหาของเขาได้ผ่านทางงานศิลปะ

และที่สำคัญก็คือความสามารถในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดจินตนาการของมนุษย์ออกมาเป็นงานศิลปะนั้น เราถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่สามารถจรรโลงโลกให้สวยงามน่าอยู่น่าประทับใจได้ และงานศิลปะบางครั้งยังสามารถก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาลอีกด้วย

นอกจากนั้น ศิลปะ ยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้สร้างงานศิลป์เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ดังนั้น การที่เด็กสร้างงานศิลปะขึ้นมาสักชิ้นจะดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย ไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาได้ทำมันขึ้นมาแล้ว งานชิ้นนี้ได้ผ่านการวางกรอบแนวคิด วางแผนในการผลิต และลงมือผลิตจนแล้วเสร็จ นี่ต่างหากคือคุณค่าของงานที่เราจะต้องให้การชื่นชมมากกว่าคุณภาพของผลงาน เพราะผลแห่งการทำงานชิ้นดังกล่าวมันได้วางวงจรของการสร้างสรรค์งานศิลปะให้กับเด็กแล้ว การชื่นชมเด็กจะทำให้วงจรสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองตนเอง การยอมรับนับถือตนเองและผู้อื่นมีความเข้มแข็งขึ้น


บทสรุปของบทความดีๆ นี้ ยังฝากความจริงที่ยากที่จะปฏิเสธว่า “สังคมใดๆ ก็ตาม ล้วนต้องการคนที่มีจินตนาการ สร้างสรรค์ คนที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดจินตนาการของตนเองออกมาทั้งในรูปแบบคำพูดและสัญลักษณ์ทางศิลปะ ตลอดจนต้องการคนที่เคารพตนเองและผู้อื่นด้วยกันทั้งนั้น กิจกรรมศิลปะคือกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งจรรโลงจิตใจมนุษย์เท่านั้น หากแต่เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างคนที่มีความสามารถที่จะสร้างโลกใบนี้ให้เป็นไปตามที่ใจปรารถนาเลยทีเดียว”


ที่มา : บทความเรื่อง ศิลปะ กับการพัฒนาสมองมนุษย์โดย gidanan ganghair (เผยแพร่ในเว็บไซต์ สสส.) วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 (ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน)


เปิดนิยามใหม่การเรียนรู้ ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในกรอบเดิมๆอีกต่อไป

Science Songs for Teaching ต้นแบบ “สื่อการสอน” ยุค 5.0

การศึกษาแบบเดิมๆ ไม่อาจสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ให้เหมาะกับศตวรรษที่ 21 ได้อีกต่อไป!!!

SKILL SHARE แบบอย่างของ “การศึกษาในศตวรรษที่ 21”