รู้ทัน หลัก 4 ไม่ ของชาว New Gen สร้าง ‘ออฟฟิศดิจิทัล’ ในฝัน ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

แม้ว่ายุคนี้จะเป็นยุคที่ทุกองค์กรต่างใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำยุคมาเป็นอาวุธต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงแต้มต่อทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน ทุกองค์กรก็ต้องการเพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ องค์กรดิจิทัล การพิชิตภารกิจที่ว่ามานี้ ก็แค่ต้องมีเม็ดเงินมากพอเพื่อลงทุนจัดหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้พัฒนาองค์กร แต่อย่าลืมว่าในการยกระดับองค์กรนั้น ฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความสำเร็จ คือ คนทำงานทุกตำแหน่ง ยิ่งถ้าองค์กรใดได้คนเก่งหรือคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาร่วมงานแล้วล่ะก็ บอกได้เลยว่า ออฟฟิศดิจิทัล นั้นได้พาตัวเองไปอยู่บนเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนแล้วแบบไม่ต้องสงสัย

แต่อุปสรรคที่หลาย ออฟฟิศดิจิทัล ต้องเจอ และ “ติดกับ” ทำให้องค์กรไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างใจหวัง นั่นคือ การไม่สามารถรักษาคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงให้อยู่ทำงานกับองค์กรได้นาน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศของการทำงานที่ไม่เอื้อและท้าทายความสามารถของพนักงานรุ่นใหม่ กอปรกับช่องว่างระหว่างวัยของเหล่าคนทำงานในออฟฟิศเอง ที่ก่อตัวกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ผลสำเร็จของงานไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างที่คิด

ด้วยเหตุนี้ วันนี้เราเลยขอหยิบเอาตัวช่วยหรือเทคนิคที่เผยแพร่ในบทความ จาก Facebook : Aon Hewitt Thailand โดย คุณนภัส ศิริวรางกูร Leadership Practice Lead, Aon Thailand เกี่ยวกับ หลัก 4 ไม่ ที่แสดงถึงพฤติกรรม ความคาดหวัง ความเชื่อ และตัวตนของ Generation Y และ Generation Z ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในองค์กร เพื่อให้คนทำงาน Gen อื่นในองค์กรสามารถนำแนวทางนี้ไปทำความเข้าใจกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ และทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ในที่สุด


#ไม่เชื่อบริษัท อยากรู้อะไร พึ่งพาสังคมออนไลน์ก่อนเป็นอันดับแรก

ต้องยอมรับว่าทั้งกลุ่มคนทำงาน Gen Y และ Gen Z ต่างเกาะติดกับกระแสโซเชียลมีเดียมาก เวลาต้องการจะรู้อะไร จะใช้การ search สอบถามจากเพื่อน และสังคมออนไลน์ก่อนเป็นอันดับแรก

ดังนั้น สิ่งที่บริษัทพยายามจะสื่อสารทางตรงมายังพนักงานหรือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ให้มาร่วมงานผ่าน website ของบริษัท เพื่อบอกถึงคุณงามความดี บอกถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยอดเยี่ยม โอกาสการเติบโตที่สวยหรู พนักงานหรือกลุ่มเป้าหมายก็มักไม่เชื่อหรือไม่เปิดรับ แต่จะไปสอบถามจากพนักงานกันเอง เพื่อน หรือในสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงเวลาจะสมัครงานก็อาจไปเช็คที่ Glassdoor.com ว่ามีใคร comment เกี่ยวกับบริษัทว่าอย่างไร บรรยากาศการทำงานเป็นอย่างไร หัวหน้าเป็นอย่างไร โอกาสเติบโตเป็นอย่างไร

ดังนั้นบริษัทที่จะใช้วิธีการสื่อสารตรงๆ แบบเดิม อาจเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอีกต่อไป คงต้องใช้พลังมวลชนที่จะบอกให้โลกรู้ว่า บริษัทมีดีอย่างไร ถึงจะเวิร์คที่สุด


#ไม่คิดจะอยู่นาน ออฟฟิศดิจิทัลที่โดนใจ ต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

จากการสำรวจของ Aon กับคนทำงานในแต่ละ Gen พบว่า Baby Boomers มีแนวโน้มทำงานอยู่กับบริษัท 7 ปีขึ้นไป Gen X จะอยู่ประมาณ 5 ปี ส่วน GenY มีแนวโน้มอยู่แค่ 2 ปี ยังไม่นับ Gen Z ที่เริ่มเข้ามาทำงานในองค์กร

ดังนั้น ผลที่เห็นได้ชัดจากการสำรวจนี้ คือ คนมีแนวโน้มทำงานในบริษัทแต่ละแห่งสั้นลง เพราะคนรุ่นใหม่มักจะมีอาชีพเสริมหรืออาชีพที่สอง อย่างการขายของออนไลน์ หรือเลิกงานแล้วมาขับ Grab ทำให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตมีทางเลือกมากกว่าแค่ทำงานประจำ

บวกกับพวกเขาอยาก Explore โอกาสเรียนรู้จากสถานที่ทำงานใหม่ๆ และหาบริษัทที่มีสภาพการทำงานสอดคล้องกับ Lifestyle ของตัวเอง โจทย์ที่ท้าทายของบริษัท คือ ทำอย่างไร จึงจะซื้อใจและรักษาคนรุ่นใหม่ให้ทำงานในองค์กรได้นานที่สุด เพราะการหาพนักงานใหม่อยู่ตลอดไม่สนุกแน่


#ไม่ทันใจ ต้องการความสำเร็จแบบรวดเร็ว ความคาดหวังของพนักงานยุค The Age of Now

ด้วยยุคนี้เราสามารถเช็คข้อมูลอะไรได้ทันที รู้ได้ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว คนยุคนี้จึงถูก Spoil ด้วยเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยให้เราไปเสียหมด ทำให้คนยุคนี้รอไม่ได้ อยากได้อะไร ต้องได้เดี๋ยวนี้ นี่คือผลลัพธ์ของการอยู่ในยุค The Age of Now ยิ่งในเรื่องงาน คนรุ่นใหม่ยุคนี้มีแนวโน้มต้องการความสำเร็จจากการทำงานแบบรวดเร็ว ต้องการความชัดเจนจากบริษัท ถ้าบริษัทตอบสนองความต้องการไม่ได้ ก็มีแนวโน้มสูงที่คน Gen นี้ จะไม่ทนและออกไปหางานใหม่ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ท้าทายของบริษัทว่าจะบริหารความคาดหวัง ความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างไร


#ไม่โฟกัส อยากได้ความสนใจจากคนยุคดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องง่าย

ว่ากันว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ละคนจะเป็นเจ้าของ Smart device คนละ 6-7 เครื่อง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น attention span หรือช่วงเวลาที่คนไทยให้ความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะยิ่งลดลงมาจากสถิติในตอนนี้ ซึ่งปัจจุบันก็ลดต่ำลงจนน่าเป็นห่วงแล้ว คือ จาก 12 วินาที เหลือ 8 วินาที ในช่วงเวลาไม่กี่ปี เรียกว่ามีความสนใจสั้นจนแซงหน้าปลาทองที่มี attention span ถึง 9 วินาที ไปเรียบร้อย สถิตินี้จึงแสดงว่าคนยุคนี้เปลี่ยนเรื่องที่จะโฟกัสได้ง่ายและเร็วมาก หากไม่ได้สนใจเรื่องนั้นจริงๆ

นอกจากเปลี่ยนเรื่องหรือเบนความสนใจง่ายแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่กับการใช้ Smart phone นานมาก อ้างอิงตาม Line Thailand ที่เก็บข้อมูลแล้วพบว่า คนไทยใช้ไลน์ 234 นาทีต่อวัน อีกการศึกษาหนึ่งพบว่า คนไทยยกโทรศัพท์ถึง 400 ครั้งต่อวัน ใช้ Internet ถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน ฉะนั้น คำถามที่มีต่อบริษัททั้งหลายก็คือ เราจะมี productivity ในการทำงานอย่างไร หาก Lifestyle และพฤติกรรมของคนเป็นแบบนี้


เมื่อได้รู้ถึง หลัก 4 ไม่ ที่บอกถึงพฤติกรรมเฉพาะของกลุ่มคนทำงานใน ออฟฟิศดิจิทัล ยุคใหม่แล้ว แนวทางที่องค์กรต้องวางแผนเพื่อรักษาพนักงานรุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์กรและอยู่กับองค์กรให้นานที่สุด อย่างน้อยต้องมี 2 ข้อ นี้ ได้แก่

  • 1. การสนับสนุนให้มีการอบรม เรียนรู้ และพัฒนาผ่านช่องทางออนไลน์ และการให้ feedback ของการทำงานออนไลน์ เพื่อพนักงานจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่เหมาะสมซึ่งคน Gen Y และ Gen Z เปิดรับได้ง่ายที่สุด
  • 2. ส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานทุก Generation กับพนักงานรุ่นใหม่ในองค์กร เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการร่วมกันทำงานเป็นทีมและแสดงให้เห็นถึงโอกาสเติบโตในสายอาชีพของพนักงานรุ่นใหม่

ที่มา : บทความ เรื่อง หลัก 4 ไม่ ของ Generation Y และ Generation Z โดย คุณนภัส ศิริวรางกูร Leadership Practice Lead, Aon Thailand


ยังมี เทคนิคน่ารู้ เพื่อสร้างออฟฟิศดิจิทัลในฝันอีกหลากแง่มุม

ถอดบทเรียน 4 องค์กรชั้นนำจากงาน “ภารกิจคิดเผื่อ” เพื่อคนไทย ทำไมเราต้องสนใจ Data?

อยากได้ ‘องค์กรดิจิทัล’ ในฝัน ต้องสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล เวิร์คสเปซ บ่มเพาะประสบการณ์ทำงานยุคใหม่

องค์กรไทย ยุค 4.0 จะไม่สนใจอะไรก็ได้ แต่จะไม่แคร์ ‘มาตรการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์’ ไม่ได้

Previous article5 ปีแห่งขวากหนามกับความในใจ ‘ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’
Next article5 ข้อสังเกตหลังจากฟัง ‘การแถลงนโยบายของรัฐบาล’
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์