5 ข้อสังเกตหลังจากฟัง ‘การแถลงนโยบายของรัฐบาล’

481

การแถลงนโยบายของภาครัฐ 2 วันที่ผ่านมา ให้ข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังต่อไปนี้


1.

นโยบาย คือการใช้อำนาจเพื่อแก้ปัญหาที่ระบุไว้ และนโยบาย คือการก่อตัวของระเบียบการทางการเมืองอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นกิจกรรมทางสังคมที่มุ่งบรรลุผลด้านการรักษาความเข้มแข็งและการตระหนักถึงพลังที่ใช้สร้างองค์กรเพื่อสังคม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้คน พฤติกรรม และสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน 

การจัดหาช่องทางสื่อสารของผู้คน การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยการสื่อสารระหว่างกัน รวมเข้าด้วยกัน การรวบรวมกลุ่มสังคมต่างๆ รวมถึงชนชั้น เป็นไปเพื่อบรรลุเป้าหมายที่สำคัญทางสังคม คือ ควบคุมกระบวนการทางสังคม ลดจำนวนความขัดแย้งในสังคม และนำไปสู่การแก้ไขอย่างสันติ สิ่งนี้น่าจะเป็นความตั้งใจของคณะทำงานแต่จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่…เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

2.

การขับเคลื่อนนโยบายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ปฏิบัติงานที่สามารถเตรียมและจัดหาวิธีดำเนินการตามร่างข้อเสนอซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำจากโครงสร้างอื่นๆ ในสังคมด้วย ดังนั้น ถือได้ว่านโยบายเป็นรูปแบบของการเชื่อมโยงการโต้ตอบความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเป็นกิจกรรมของพลเมืองที่เป็นนักเคลื่อนไหวจากองค์กรเอกชน (องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร)

3.

ขั้นตอนของกระบวนการวางนโยบาย คือกระบวนการเตรียมการยอมรับและการใช้อำนาจตัดสินใจเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาคมผู้เชี่ยวชาญและชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ เช่น 1) การระบุปัญหา 2) ค้นหาวิธีแก้ไข 3) การอภิปรายทางเลือก การตัดสินใจ และการวิ่งเต้น 4) การตัดสินใจ 5) การดำเนินการ และ 6) การควบคุม 

ซึ่งการยอมรับการตัดสินใจโดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการในโครงการตามเงื่อนไข แสดงให้เห็นปัจจัยด้านความคิดเห็นของประชาชนว่า สามารถมีอิทธิพลทั้งต่อกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินงานได้

4.

ปัญหาที่ปรากฏจากการแถลงนโยบายคือ ขาดการระบุพื้นที่ งบประมาณ เวลา เจ้าภาพ ผลที่ตามมาทำให้นโยบายนั้นกลายเป็นแค่ตัวหนังสือที่ขาดเจ้าภาพในการขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจ เหมือนกับรถไร้คันเร่งและคนขับ เรื่องนี้จะน่าสงสัญญาณว่า ขาดการวางและจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มของจังหวัดหรือภูมิภาค จึงไม่สามารถกำหนดรายละเอียดของภาคการผลิตในพื้นที่เป้าหมายได้

ดังนั้น การเชื่อมโยงผู้สร้างโซ่มูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตกับโครงสร้างกลไกการจัดตั้งทางเศรษฐกิจของภาคการผลิต โดยตัดสินใจใช้มาตรการแทรกแซงทางการเงินซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยง จึงไม่ค่อยเห็นผล

5.

การพัฒนาโครงสร้างกลไกการจัดตั้งทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตในแต่ละจังหวัด ยังไม่ชัดเจนในตัวนโยบาย อย่างสภาหอการค้าจังหวัดซึ่งมีรูปแบบการจัดตั้งที่กว้างและไม่มีการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะเฉพาะ ทำให้ไม่สามารถระบุภารกิจเป้าหมายได้ชัดเจน ส่งผลต่อการประสานงานที่ขัดกันเองเมื่อไปเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐ

และที่สำคัญ การวางแผนแบบชี้นำ (Indicative Planning) เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในแต่ละภาคการผลิตตามแต่ละพื้นที่ โดยคำนึงถึงทรัพยากรที่ใช้ในพื้นที่ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของผู้ที่มีส่วนร่วมจากประชาคมภาคการผลิตในโครงการที่ได้รับสนับสนุนจากภาครัฐ เกิดเป็นภาระหน้าที่ร่วมกันของทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่ การวางข้อตกลงร่วมกันที่จะเร่งสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในการทำงานกลับมีข้อจำกัด เพราะประสานงานเป็นครั้งคราวตามคำสั่งจากส่วนกลาง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกันในพื้นที่ หากยังขาดรูปแบบการประสานงานระหว่างรัฐ เอกชน และหน่วยงานที่กำกับดูแลระดับพื้นที่ เรื่องนี้จึงยังเป็นปัญหาอยู่จนถึงปัจจุบัน 

ปัญหาดังกล่าวรุนแรงมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องหมักหมมมานานแล้ว เพราะประเทศคู่ค้ามีการปรับกลยุทธ์การเจรจาการค้าในรูปแบบใหม่ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันประเทศ หรือการปกป้องอธิปไตยของชาติด้วย


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย