มองลอดแว่น กะเทาะ 6 แก่น ความเจริญและศิวิไลซ์ในจีน

310

พูดถึงจีน หลังจากที่นำเสนอประเด็น ชวนมองจีนอย่างเข้าใจ ผ่านสายตา บก.ไทยที่เคยอยู่ในแดนมังกร ด้วยการพูดคุยกับ พี่ต้น – พัลลภ สามสี ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิธีพัฒนาคุณภาพชีวิต การพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและความศิวิไลซ์ ซึ่งพี่ต้นเล่าให้เห็นภาพไว้ดังนี้


1

จีนใช้นโยบายเมืองพี่เมืองน้องและใช้เส้นทางรถไฟช่วยกระจายความเจริญ

ในปี 2008-2012 ช่วงที่อยู่จีน ความเจริญจะกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง แต่จีนใช้นโยบายเมืองพี่เมืองน้องและใช้เส้นทางรถไฟช่วยกระจายความเจริญ เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศ เช่น เซี่ยงไฮ้ เมืองที่เจริญมากต้องช่วยพัฒนา กานซู่, มหานครปักกิ่งช่วยพัฒนา เหอเป่ย, กว่างโจวช่วยพัฒนา เสฉวน และจากประสบการณ์ที่เคยเดินทางประมาณ 10 กว่าเมืองในจีน ไปไหนก็มีรถไฟไปถึง ทั้งรถไฟธรรมดา รถไฟความเร็วสูง รวมระยะทางระบบรางได้ประมาณ 30,000 กิโลเมตร ความเจริญเข้าถึงพื้นที่แทบทุกหัวระแหง

นอกจากนี้ ด้วยพื้นที่ประเทศที่มีขนาดใหญ่ จีนจึงใช้หลายวิธีในการจัดการเมืองตามความเหมาะสม เช่น ให้แต่ละเมืองบริหารจัดการด้านภาษีของตนเอง เมืองที่เป็นเขตการปกครองตนเองก็จะมีระบบบริหารจัดการภายในเพื่อความคล่องตัว


2

สมาร์ททีวีเปลี่ยนชีวิต

มีช่วงหนึ่งที่รัฐสนับสนุนให้ทุกบ้านมีสมาร์ททีวีไว้ใช้ โดยออกนโยบายนำทีวีเก่ามาแลกซื้อทีวีใหม่ รับส่วนลดได้ประมาณ 80% งานนี้รัฐให้เงินสนับสนุนบริษัทผู้ผลิตสมาร์ททีวี เมื่อทุกบ้านมีสมาร์ททีวีใช้ ข่าวสารก็เข้าถึงทุกคน ทั้งยังสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทีวี สั่งซื้อสินค้าได้หมด ทำให้ธุรกิจ SMEs หรืออีคอมเมิร์ซจีนโตตามไปด้วย

เห็นได้ชัดว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงบ้านทุกคน ทุกอย่างก็เติบโตตาม ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือเด็ก คนจีนก็เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีได้ไวและเป็นธรรมชาติของเขาที่กระหายความรู้ เนื่องจากมีประชากรถึง 1.4 พันล้านคน ถ้าใครไม่รู้จักปรับตัว ล้าหลัง ไม่ขวนขวายหาความรู้ก็จะอยู่ยากมาก โดยเฉพาะในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแบบเขา


3

แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์

หัวเว่ย ศิวิไลซ์

แบรนด์สมาร์ทโฟน Huawei ครองอันดับ 1 ในจีน โดยเป็นทั้งแบรนด์โทรศัพท์มือถือและผู้ให้บริการด้าน Infrastructure ที่คนจีนเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและเทคโนโลยีอย่างมาก ส่วนแบรนด์รถยนต์ คนจีนรุ่นใหม่จะชอบรถยนต์แบรนด์อเมริกันกับเยอรมัน อย่าง Audi ที่เป็นแบรนด์ในใจของคนจีนมานานมาก ใครได้ขับก็จะดูดี หล่อ หรู เท่ ซึ่งกระแสนี้ก็ยังอยู่

ล่าสุดคนจีนนิยมรถพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) แบรนด์ Tesla ซึ่ง Tesla ก็ได้เข้าไปตั้งโรงงานในเซี่ยงไฮ้ ขณะเดียวกัน จีนก็กำลังผลิตรถพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้เองด้วย


4

พัฒนาโซลาร์เซลล์จนนักวิทยาศาสตร์ชาติอื่นยังทึ่ง

พลังงานแสงอาทิตย์

จีนมีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนมาก พลังงานหลักๆ ที่ใช้ในประเทศจึงมาจากพลังงานนิวเคลียร์ ต่อมาจีนก็ทำสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ คือ ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้วเก็บไว้ใช้งานภายหลัง

เนื่องจากการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ผ่านมา มีประจุเก็บพลังงานแต่ยังไม่เสถียรจึงไม่สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตไว้ได้นาน จีนจึงพัฒนาประจุโซลาร์เซลล์ให้สามารถเก็บพลังงานไว้ได้นานๆ และส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปยังพื้นที่ห่างไกลได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสร้างไร่โซลาร์เซลล์ ไม่ว่าจะในทะเลหรือบนภูเขาสูง และพัฒนาให้ใช้กับไฟบ้านขนาด 220 โวลต์ได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าการพัฒนาเกิดขึ้นจากรัฐทุ่มงบ R&D (การวิจัยและพัฒนา) จำนวนไม่น้อย จึงทำให้จีนต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ได้มากและเร็วขนาดนี้

ที่น่าสนใจคือ จีนมี สภาวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งตอนนี้มาตั้งใกล้ๆ กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นสาขาแรกของโลก โดยทำงานร่วมกับ สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) เพื่อช่วยไทยในเรื่อง R&D ภาคการเกษตรเป็นอย่างแรก


5
ปลูกฝังค่านิยมสากล & มุ่งสู่ความศิวิไลซ์

ศิวิไลซ์

จากเมื่อก่อนที่คนจีนได้รับเสรีภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้นและเหมือนตีความ ปัจเจกชน ว่า ฉันจะทำอะไรก็ได้ในที่สาธารณะ จึงมีบางครั้งที่ทำให้ชาวต่างชาติถึงกับอึ้ง เช่น อยากยืนตรงไหนก็ยืน จูบกันอย่างดูดดื่มในที่สาธารณะ รัฐบาลจึงพยายามปลูกฝังค่านิยมสากลให้คนจีนมากขึ้นผ่านสื่อต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นสังคมหรือภาพลักษณ์ในทางลบ และเพื่อให้คนของเขา เมืองของเขาดูศิวิไลซ์ขึ้นในสายตาชาวโลก เช่น สอนให้คนจีนยืนชิดขวาเมื่อขึ้น-ลงบันไดเลื่อน คนอื่นจะได้เดินฝั่งซ้ายได้ หรืออย่างเรื่องบ้วนน้ำลายในที่สาธารณะก็ไม่ค่อยเห็นแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมของคนจีนส่วนใหญ่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น


6

BRI กับยุคแห่งการใช้วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง พูดถึงนโยบายเส้นทางสายไหมของศตวรรษที่ 21 หรือ One Belt One Road (OBOR) แต่ต่อมาใช้ชื่อใหม่ว่า Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นนโยบายที่เดินตามเส้นทางสายไหมในยุคอดีตทั้งทางบกและทางทะเล แล้วจีนก็ใช้เส้นทางนี้ในการเผยแพร่วัฒนธรรม โดยตั้งศูนย์วัฒนธรรมจีนในประเทศต่างๆ มีสำนักข่าว CCTV, CRI, Xinhua ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมจีนเพื่อการสร้างมูลค่าและทำให้จีนกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป รวมถึง สถาบันขงจื่อ ที่มีอยู่ทั่วโลกก็ถือเป็นแนวรุกสำคัญ ซึ่งในไทยก็มีสถาบันขงจื่อกับห้องเรียนขงจื่อ รวมกันประมาณ 40-50 แห่ง เน้นการสอนภาษาและวัฒนธรรม รวมทั้งด้านปรัชญา ค่านิยม แนวคิดต่างๆ ของจีนก็สอดแทรกอยู่ตลอดการเรียนการสอน

ศิวิไลซ์

จีน ศิวิไลซ์

อีกเรื่องคือ ศิลปวัฒนธรรมของจีนเป็นเรื่องที่ใหญ่มากและบูมมาก ทั้งศิลปะพื้นถิ่นทั่วไป งานศิลป์แบบดั้งเดิม (Traditional Art) งานศิลปะร่วมสมัย ทั้งยังสามารถผลิตศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ ขายงานระดับร้อยล้านได้ นอกจากนั้น ยังอ้าแขนรับศิลปินจากต่างประเทศให้เข้าไปเปิดแสดงงานได้ เช่นที่เคยไปเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติใกล้เทียนอันเหมิน ได้เข้าชมงานศิลปะของ Vincent Van Gogh ฟรี

แล้วจีนก็ยังมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ใหญ่มาก ไม่แพ้ชาติใดในโลก เนื่องจากรัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งในแง่ศาสตร์และศิลป์ หากติดตามจีนอยู่จะเห็นว่าเขาใช้เศรษฐกิจนำชาติมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่อาวุธที่ใช้นำชาติทุกวันนี้ซึ่งเป็นแนวนโยบายใหม่ก็คือ ใช้วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ


หากคุณยังไม่ได้อ่านเรื่องราวที่พูดคุยกับพี่ต้นไว้ ตามลิงก์นี้ไปได้เลย

‘พี่ต้น – พัลลภ สามสี’ ชวนมองจีนอย่างเข้าใจ ผ่านสายตา บก.ไทยที่เคยอยู่ในแดนมังกร