อันที่จริง ข่าวเซ็นทรัลอนุญาตให้ผู้พิการทางสายตาที่มีสุนัขนำทางสามารถมาใช้บริการที่ศูนย์การค้าได้โดยสาขาพระราม 3 เป็นห้างนำร่องที่เปิดให้ “น้องทราย” หรือ “คีริน เตชะวงศ์ธรรม” สามารถนำสุนัขนำทาง “ลูเตอร์” ที่ผ่านการฝึกสอนและได้ใบรับรอง เข้าสรรพสินค้าได้นั้น ข่าวนี้ไม่ใช่กรณีแรก

เพราะราวต้นทศวรรษ 2550 หลายห้างได้เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าในฐานะเจ้านาย “น้องหมา” สามารถนำสัตว์เลี้ยงแสนรักเข้ามาในดีพาร์ทเมนต์สโตร์ต่างๆ ได้ ทว่า บางแห่งอาจมีข้อแม้คือต้องให้ “น้อง” อยู่ในกระเป๋าในกรณีสุนัขเล็ก หรือนั่งในรถแต่เจ้าของสามารถเข็นเดินในห้างได้ในกรณีสุนัขใหญ่
ขณะที่หลายแห่งอนุญาตให้จูง “น้อง” เดินได้ในพื้นที่ Open Air และยังมีภัตตาคารอีกจำนวนหนึ่งที่อนุมัติให้ลูกค้านำ “น้องหมา” เข้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหารภายในร้านได้ ยังไม่นับเทศกาลหรือกิจกรรมกลางแจ้งหลายงานที่เปิดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงแสนรักมานานแล้ว โดยเฉพาะสวนสาธารณะต่างๆ
ทว่า การที่เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ประกาศความพร้อมให้ผู้พิการทางสายตาที่มีสุนัขนำทางสามารถมาใช้บริการที่ศูนย์การค้าได้ โดยนำร่องที่สาขาพระราม 3 โดยมี “ลูเตอร์” สุนัขนำทาง “น้องทราย” ผู้พิการทางสายตา ประเดิมนำร่องเป็นลูกค้ารายแรก

ถือเป็นนิมิตหมายอันดี และเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาที่บ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ที่ชาติต่างๆ โดยเฉพาะในยุโรปได้เปิดพื้นที่ให้กับสัตว์เลี้ยงแสนรักแบบนี้มานานแล้ว และไม่เฉพาะในห้างสรรพสินค้า แต่เป็นสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงในระบบขนส่งมวลชน
ที่เคยเป็นความเชื่อของสังคมไทยสมัยก่อนที่ห้ามนำสัตว์เลี้ยงแสนรักขึ้นพาหนะโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ เรือเมล์ บขส. รถประจำทาง ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว สามารถนำ “น้องหมาน้องแมว” เดินทางไปกับเจ้าของได้ทุกที่ แม้กระทั่งเครื่องบิน เพียงแต่ต้องโหลดไปไว้ที่ใต้ท้อง
แต่หลังจากเซ็นทรัลนำร่องอีเวนท์นี้ เชื่อว่าอีกไม่นาน บริการขนส่งมวลชนในบ้านเราอาจพิจารณาทบทวนผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้ “น้องหมาน้องแมว” สามารถเดินทางโดยสารร่วมกับประชาชนทั่วไปได้ และอาจตามมาด้วยสถานที่ราชการซึ่งเคยเป็นพื้นที่ต้องห้ามของบรรดาสัตว์เลี้ยง


อานิสงส์จากกรณี “น้องทราย” กับ “ลูเตอร์” นอกจากเป็นไปตามกลไกของสังคมที่เคลื่อนผ่านมาตามกาลเวลาจนเข้าสู่ยุคใหม่หรือเป็นปัจจัยหนึ่งของประเทศพัฒนาแล้ว อีกส่วนหนึ่งคงเป็นผลพวงมาจากการที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากนิยมเป็นโสด หรือใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่แต่งงาน และไม่มีลูก
สิ่งแก้เหงาของครอบครัวรุ่นใหม่ หลายคนนิยมนำ “น้องหมาน้องแมว” มาเลี้ยงแทนการมีบุตรธิดา แม้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยก่อนหน้านี้ก็มีผู้นิยมเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก ทว่า ปรากฏการณ์สัตว์เลี้ยงของคนรุ่นใหม่ในรอบ 10 กว่าปีมานี้ ถือเป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดจากในอดีตค่อนข้างมาก
เห็นได้จากความเฟื่องฟูของธุรกิจสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคลินิกสัตวแพทย์ที่หลายแห่งพัฒนาเป็นโรงพยาบาลสัตว์มีเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ธุรกิจขายอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงก็เปิดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจอาบน้ำตัดขนที่ไม่ปรากฏมาก่อนในสังคมไทยยุคอดีต ก็มีปริมาณมากจนเกือบเฟ้อ

ยังไม่นับกิจกรรมประกวดสัตว์เลี้ยงที่มีจัดถี่ขึ้นมาก และธุรกิจที่หลายท่านไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเช่น ธุรกิจรถรับส่ง “น้องหมาน้องแมว” เดินทางไปสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลินิกสัตว์เลี้ยง หรือโรงแรมสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะบริการรับจัดพิธีฌาปนกิจ “น้องหมาน้องแมว” และธุรกิจคาเฟ่แมวก็มีมาก
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงยุคใหม่ของสังคมไทย ที่ให้การยอมรับด้วยการเปิดพื้นที่ใหม่ต่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก โดยเฉพาะก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องตามมา ซึ่งสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนทำงานในสายนี้ มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากครับ
ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook.com/guidedogluther (ผมชื่อลูเต้อร์)











