รู้ทันสาเหตุ อุบัติเหตุบิ๊กไบค์ & รถจักรยานยนต์ พร้อมแนะวิธีป้องกันอุบัติเหตุจากผลการศึกษาล่าสุด

ข่าวใหญ่หน้าหนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้ผู้ได้ทราบข่าวนี้อย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ข่าวการเสียชีวิตของทายาทธุรกิจเพลงรถไฟดนตรี ที่ซิ่งบิ๊กไบค์ชนราวสะพานเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิด อุบัติเหตุบิ๊กไบค์ และรถจักรยานยนต์ ครั้งรุนแรงเช่นนี้ เพราะจากสถิติที่เปิดเผยผ่าน ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (Thailand Accident Center) ชี้ชัดว่า รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับหนึ่ง

เนื่องด้วยในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น ไม่มีรถประเภทไหนที่จะซอกแซกฝ่ารถติดได้รวดเร็วเท่ารถมอเตอร์ไซค์อีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์จึงเพิ่มจำนวนขึ้นตามสถิติยอดจดทะเบียนรถประเภทนี้ที่มีถึงประมาณ 20 ล้านคันทั่วประเทศ ซึ่งนี่ยังไม่นับรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้จดทะเบียน ที่คาดว่ามีอีกไม่น้อย

ที่ผ่านมา การรณรงค์ทุกรูปแบบเพื่อลดความเสี่ยงและอัตราการเกิดอุบัติเหตุของทั้งรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงบิ๊กไบค์ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ได้ส่งผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลงแต่อย่างใด แต่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังคงไม่หยุดนิ่ง จนกระทั่งเกิดความพยายามล่าสุด กับการเดินหน้าศึกษาวิจัยให้เห็นถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบิ๊กไบค์ & มอเตอร์ไซค์ โดย ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย


โครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ โมเดลลด อุบัติเหตุบิ๊กไบค์ รถจักรยานยนต์ อย่างได้ผล

ที่มาของ โครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย และผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์รายใหญ่ อันดับ 1-2 ของประเทศไทย ได้แก่ ฮอนด้า และ ยามาฮ่า เป็นผู้สนับสนุนหลักในฝั่งของภาคธุรกิจ

โดยระยะเวลาของโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 และจะสิ้นสุดในปี 2563 ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเก็บข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยให้ได้อย่างน้อย 1,000 กรณี และล่าสุดทางศูนย์ได้นำเสนอผลลัพธ์ที่ได้จากการเก็บข้อมูลทั้งหมด 600 กรณี ดังนี้

“ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบิ๊กไบค์ รถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตจากการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือชนกับวัตถุ หรือสิ่งก่อสร้างข้างทาง และรูปแบบการเกิดอุบัติเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด คือ การเลี้ยวตัดการจราจรทางตรงที่จุดตัดรูปแบบต่างๆ เช่น จุดกลับรถทางแยกหรือทางเข้าออกในซอย ซึ่งควรมีความพยายามลดความเสี่ยง ณ จุดเสี่ยงเหล่านี้ ให้มากกว่านี้ อย่างการสร้างเป็นวงเวียนแทน” กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานในประเด็นแรก


เผยสาเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงเพื่อสร้างสติขับขี่ปลอดภัย ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ บิ๊กไบค์ รถจักรยานยนต์

ต่อมา ทางศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ ได้ระบุว่า สาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุยังมาจากตัวบุคคลเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนถึง 94 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นสาเหตุความผิดพลาดจากผู้ขับขี่เอง 54 เปอร์เซ็นต์ และมาจากความผิดพลาดของรถคันอื่นอีก 40 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้น ยังมีข้อค้นพบอีกประเด็นหนึ่งที่มาย้ำว่า เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุมีถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ที่ผู้ขับขี่ไม่ได้หลบหลีกสิ่งกีดขวางหรือเบรกเพื่อหลีกเลี่ยงการชนแต่อย่างใด ซึ่งส่วนใหญ่สถานการณ์คับขันแบบนี้เกิดขึ้นเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันก็จริง แต่ที่น่าสนใจ คือ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กลุ่มที่ประสบอุบัติเหตุนี้มีสภาพร่างกายปกติ ไม่ได้มีอาการง่วงหรือมึนเมาแต่อย่างใด และขับขี่ด้วยความเร็วปกติระหว่าง 30-60 กม./ชม. ดังนั้น อาจสรุปได้ว่าผู้ขับขี่ที่อยู่ในสภาวะปกติแต่ประสบอุบัติเหตุโดยไม่คาดฝัน ขาดทักษะในการคาดการณ์และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ทำให้ผลจากการประสบอุบัติเหตุรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

ต่อมาเป็นประเด็นเรื่องใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งพบว่ามีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ประสบอุบัติเหตุไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ส่วนผู้ที่มีใบอนุญาตขับขี่เองก็ยังพบว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ก็มักจะไม่หลบหลีกหรือเบรกกันถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว นี่แสดงให้เห็นว่า ที่มาของการได้ใบอนุญาตขับขี่ไม่มีกระบวนการวัดสมรรถนะของผู้ขับขี่ หรือทักษะที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอและมากพอ

เพราะมีผลการสำรวจที่แสดงชัดว่า กว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เกิดจากผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ผ่านการอบรมขับขี่ที่ปลอดภัย เพราะส่วนใหญ่มักเรียนการขับรถจักรยานยนต์มาจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือฝึกขับขี่ด้วยตนเอง

ส่วนในประเด็นความร้ายแรงของอุบัติเหตุที่ส่งผลให้ส่วนต่างๆ ในร่างกายบาดเจ็บหรือได้รับการกระทบกระเทือน ปรากฎว่า ศีรษะ ได้รับผลจากการเกิดอุบัติเหตุบิ๊กไบค์ รถจักรยานยนต์ มากที่สุด เพราะผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เกิดที่ศีรษะ โดยเกินครึ่งหรือประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของผู้เสียชีวิตไม่สวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่

มาถึงประเด็นที่หลายคนคิดว่าเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุร้ายแรง คือ ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมาขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุ มีอยู่ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ที่เกิดจากสาเหตุเกี่ยวเนื่องกัน คือ ทั้งมึนเมาและไม่สวมหมวกกันน็อค

ดังนั้น ในบทสรุปของการรายงานผลการศึกษาโครงการวิจัยเพื่อเมืองไทยไร้อุบัติเหตุนี้ คุณกัณวีร์ รายงานว่า

“จากข้อค้นพบทั้งหมดที่กล่าวมา นำไปสู่การแก้ปัญหา 2 ประการ คือ ผู้ขับขี่ยังขาดการเรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย ขาดความสามารถในการขับขี่ และ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ยังขาดการเรียนรู้ด้านการคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ เห็นได้จากผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ทราบหรือไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงและอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง และไม่สามารถตัดสินใจได้ทันทีเพื่อหลบหลีกวัตถุเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน”


แนะเทคนิคช่วยชีวิตรอดจากอุบัติเหตุ สนใจสักนิด ป้องกันเหตุร้ายไม่คาดคิดได้

จากข้อค้นพบที่รายงานมาทั้งหมด นำสู่การข้อควรปฏิบัติในการใช้รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดังนี้

  • ตรวจสอบรถจักรยานยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ก่อนขับขี่ ต้องตรวจสอบว่ายางรถยนต์ไม่บวมหรือปริแตก พร้อมเติมลมยางตามค่ามาตรฐาน รวมถึงระบบเบรกว่าสามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัย สัญญาณไฟส่องสว่างชัดเจน และปรับกระจกรถให้อยู่ในองศาที่มองเห็นด้านหลังได้ถนัด ตรวจสอบคันเร่งให้อยู่ในตำแหน่งปกติเมื่อผ่อนคันเร่ง เตรียมความพร้อมก่อนใช้รถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารควรแต่งกายให้รัดกุม เพื่อป้องกันเสื้อผ้าเกี่ยวเข้าไปในซี่ล้อรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

  • ขับขี่ยามค่ำคืน ให้สวมใส่เสื้อผ้าสีสดใสหรือสีสะท้อนแสง

เป็นความเชื่อที่เตือนต่อๆ กันมาอยู่แล้วว่า ขับขี่รถยามค่ำคืนให้สวมเสื้อผ้าสีสดใสหรือถ้าจะให้ดี ให้สวมเสื้อสีสะท้อนแสงไปเลย เพื่อให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางมองเห็นได้ชัดเจน และควรสวมแว่นตากันลม เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและแมลงเข้าตา อีกทั้งสวมรองเท้าหุ้มส้นที่กระชับ จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณเท้าได้ด้วย

  • ผู้ขับขี่ควรเรียนรู้ทักษะการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างจริงจัง

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกคน ควรเรียนรู้เรื่องการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะท่านั่งในการขับขี่ การทรงตัวและการควบคุมรถอย่างถูกต้อง จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการขับขี่รถและมีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ชัดเจน รวมถึงเทคนิคการใช้เบรกอย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการขาดทักษะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า

  • สวมหมวกนิรภัยอย่างถูกวิธี

การคาดสายรัดคางและปรับความตึงให้กระชับใต้คาง ไม่บิดหรือหย่อน รวมถึงแน่นหนาเพียงพอที่หมวกจะไม่หลุดออกจากศีรษะ จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บกรณีประสบอุบัติเหตุ ไม่นำหมวกนิรภัยที่หมดอายุหรือเคยประสบอุบัติเหตุมาใช้งาน เพราะไม่สามารถรองรับแรงกระแทกได้ ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะรุนแรงมากขึ้น และการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยขี่รถในช่องทางเดินรถด้านซ้าย ไม่ล้ำกึ่งกลางของถนนหรือใช้ช่องทางที่กำหนดไว้สำหรับรถจักรยานยนต์ รวมถึงไม่ขี่รถบนทางเท้าหรือริมไหล่ทาง

  • ระหว่างขับขี่ต้องให้สัญญาณไฟและมองกระจกข้าง

“ให้สัญญาณไฟ มองกระจกข้าง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงค่อยเลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องทาง” ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรท่องคาถานี้ให้ขึ้นใจเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเฉี่ยวชน อีกทั้งใช้ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเป็นระดับความเร็วที่ปลอดภัยและหมวกนิรภัยสามารถรองรับแรงกระแทกหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณศีรษะ เพิ่มความระมัดระวังในการขี่รถผ่านเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเส้นทางที่เปียกลื่น ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ เพื่อป้องกันรถเสียหลักล้ม


ที่มา :

  • เรียบเรียงจากรายงานข่าว เรื่อง “ขาดทักษะ-คาดการณ์ล่วงหน้า ปัญหาอุบติเหตุ ‘จักรยานยนต์’ ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562
  • รายงานข่าว เรื่อง “ใช้รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย” โดย arphawan sopontammarak วันที่ 06 กันยายน 2560 ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

อัปเดตประเด็นน่ารู้ เพื่อการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยกันต่อ

ป่วยหยอดกระปุก “แอร์ออฟฟิศ” ฆ่า! ไร้ปรานี

แพทย์เตือน ชายไทยกินฟาสต์ฟู้ดประจำ ระวัง มะเร็งต่อมลูกหมาก ถามหาไม่รู้ตัว

สร้างสังคม Healthy Gamer หมั่นสังเกต เรียนรู้ ร่วมมือกันบำบัด ‘เด็กติดเกม’ อย่างได้ผล