‘ใช้สมาร์ทโฟน & เอไอ บริหารจัดการน้ำ’ ความหวังและความท้าทายใหม่ บนเส้นทางกอบกู้วิกฤตน้ำระดับประเทศ

562

ขณะที่ชาวโลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วม ภัยแล้ง ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายเกินคาดคิด เหล่านักวิชาการ นักวิจัยทั่วโลกก็ไม่หยุดคิดค้น นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ เพื่อต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย ที่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง กันไม่เว้นในแต่ละปี นวัตกรรมบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะความหวังใหม่ที่จะมากอบกู้วิกฤตน้ำระดับประเทศอย่างได้ผล โดยหนึ่งตัวอย่างที่จะหยิบยกมาเพื่อการันตีแนวคิดนี้คือ ความสำเร็จในการ “ใช้สมาร์ทโฟน & เอไอ บริหารจัดการน้ำ” อย่างได้ผล ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยไทยนี่เอง

สำนักงานคณะกรรมการอำนวยการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นรูปแบบทุนและการบริหารจัดการงานวิจัยแบบใหม่ ที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างแผนงาน นักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนตามแผนงานที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

ทั้งเพื่อสร้างกลไกการใช้น้ำที่เป็นธรรม ปรับพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดหรือลดการใช้น้ำลงร้อยละ 15 และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนขึ้นร้อยละ 85 ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยได้แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโครงการวิจัยที่ 1 เพื่อพัฒนาการวางแผนน้ำในพื้นที่ EEC กลุ่มโครงการวิจัยที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทาน และกลุ่มโครงการที่ 3 สนับสนุนด้านพฤติกรรมผู้ใช้น้ำ


เปิดโครงการวิจัยที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ ด้วยนวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทย

โดยในกลุ่มโครงการวิจัยที่ 2 ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบน มีด้วยกัน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับโครงการชลประทาน และโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสม โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง ศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในฐานะนักวิจัย กล่าวถึงการใช้นวัตกรรมล้ำสมัยในหัวข้อ ‘ใช้สมาร์ทโฟน & เอไอ บริหารจัดการน้ำ’ ว่า

“ถ้ามองย้อนหลังไปในปี 2554 เรามีการปล่อยน้ำไปเกินกว่าที่เราวางแผนไว้ 4,000-5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ตอนนั้นกรมชลประทานไม่มีเครื่องมือ แต่เรามีประสบการณ์ในอดีต ณ วันนี้เรามีเครื่องมือ ถ้าเราพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาจะสามารถอธิบายแทนได้ว่าเราจะปล่อยน้ำอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยการจำลองสถานการณ์ว่าถ้าเราปล่อยน้ำไปขนาดนี้จะเกิดอะไรขึ้น”

จุดเด่นของการดำเนินงานวิจัย คือ การพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการน้ำที่มีการบูรณาการพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต้นทุนในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 85 และลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชลประทานโดยเฉลี่ยได้ถึงร้อยละ 15

“ปัจจุบันการนำปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ มาช่วยในการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเกษตรกรผู้ใช้น้ำ โดยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลภาคสนามที่เกิดขึ้นจริงบนแปลงนา ผสานกับฐานความรู้เดิมของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ มาพัฒนาเป็นเครื่องมือ เพราะถ้าเอไอพัฒนาอยู่บนข้อมูลเดียวก็อาจจะไม่มีความเชื่อถือ ข้อมูลจะผิดถูกขึ้นอยู่กับประสบการณ์เฉพาะบุคคล แต่ถ้าพัฒนาอยู่บนฐาน เช่น เข้าไปดูในพื้นที่ จำลองสภาพการไหลของน้ำออกมา วิเคราะห์โครงข่ายลำน้ำอยู่บนฐานของระบบที่เราบริหารอยู่ ใช้พารามิเตอร์ที่ตอบสนองกับข้อเท็จจริง จึงจะเป็นเอไอที่ตอบโจทย์ปัญหาวิกฤตน้ำของประเทศได้”

งานวิจัยชิ้นนี้ จึงตั้งอยู่บนโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรให้องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวเกษตรกรอยู่แล้ว ได้รับข้อมูลพื้นฐานเพิ่มขึ้นว่าเมื่อไหร่จะผันน้ำเข้านา ทำแล้วจะประสบปัญหาอะไร ฯลฯ แปรมาเป็นฐานข้อมูล เพื่อจัดทำแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ โดยถอดองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงของเกษตรกรจากอดีตเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ


นวัตกรรมต้องทำงานคู่กับ การสร้างความเข้าใจในพื้นที่ เคล็ดลับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ กล่าวอีกว่า เอไอของกรมชลประทานจะต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลที่มี จากโครงสร้างพื้นฐานที่มี และจากประสบการณ์ความรู้ที่มี แล้วจึงนำไปพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เก็บข้อมูลเชิงกายภาพทุกตัว และใส่องค์ความรู้ที่เรามีเข้าไป เพื่อให้แบบจำลองแทนหูแทนตา ก็จะเอื้อต่อการทำงานให้ง่ายขึ้น

“ถ้าเรารู้ว่ามีน้ำเข้ามาในโครงการส่งน้ำฯ ของเราเท่าไหร่ น้ำที่กระจายเข้าไปในพื้นที่ชลประทานเป็นอย่างไร และน้ำที่ไหลออกจากโครงการเราเป็นอย่างไร สามสิ่งนี้ถ้าเรารู้ได้ ทุกคนก็สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของเราได้” ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ เฉลยหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ

นอกจากการออกแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อการจัดการน้ำแล้ว ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ กล่าวว่า อีกบทบาทของนักวิจัยคือ การเข้าไปรับฟังปัญหา ความคิดเห็น และเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่าต่อไปจะมีการแบ่งโซนการใช้น้ำ เมื่อมีปัญหาน้ำแล้ง กลุ่มผู้ใช้น้ำจะสามารถประเมินสถานการณ์ผ่านจอมอนิเตอร์ที่จะแสดงผลให้เห็นว่ากลุ่มพื้นที่ไหนหรือโซนใดประสบภาวะวิกฤตที่สุด ก็จะทำให้เราสามารถจัดลำดับการบริหารจัดการน้ำได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบเซ็นเซอร์ที่นำเข้าไปติดตั้งไว้เพื่อตรวจจับระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในการแย่งน้ำได้

และสำหรับกระบวนการผลักดันการใช้ประโยชน์ ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ แนะนำว่าจะต้องมีการสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน จะต้องมีการสร้างการเรียนรู้ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน และการฝึกอบรมบุคลากรที่อยู่ส่วนกลางสำนักชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา และโครงการชลประทานจังหวัด ขณะเดียวกันจะต้องมีการลงพื้นที่ให้ความรู้ รับฟังความคิดเห็น และแนวทางการปรับตัวกับกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เพื่อสร้างการมีส่วนระหว่างคณะผู้วิจัย เจ้าหน้าที่บุคลากรกรมชลประทาน และเกษตรกรผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

“อย่างเมื่อก่อนเกษตรกรบริหารน้ำวันต่อวัน เราก็ต้องบริหารน้ำวันต่อวัน แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราสามารถช่วยชาวนาวางแผนจัดการน้ำได้ 7 วันล่วงหน้า เราก็ต้องบริหารจัดการน้ำได้ 7 วันล่วงหน้า ถ้าเราช่วยชาวนาวางแผนได้ 10 วันล่วงหน้า หรือ 1 ปีล่วงหน้า เราก็ต้องบริหารจัดการน้ำให้ได้ 10 วัน และ 1 ปีล่วงหน้าได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องร่วมวางแผนกับเกษตรกรในการพัฒนาแผนการส่งน้ำให้ตรงกับแผนการใช้น้ำจริงทำให้ประสิทธิภาพการจัดการน้ำเพิ่มขึ้นมาก”


‘ใช้สมาร์ทโฟน & เอไอ บริหารจัดการน้ำ’ ความท้าทายใหม่ของการบริหารจัดการน้ำอย่างได้ผล

โดยช่องทางที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรในการใช้นวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ แบ่งเป็น 3 ส่วน

  1. Mobile Application เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงสถานะน้ำในโซนพื้นที่ของตนเอง โดยเครื่องเซ็นเซอร์ที่นำไปติดในพื้นที่จะแสดงค่าตัวเลขตั้งแต่ความแรงของน้ำ ค่าความชื้น ระดับน้ำ ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องแบบเรียลไทม์
  2. การพัฒนาระบบหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยติดตั้งไว้ที่สำนักงานโครงการฯ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงและสามารถใช้งานโปรแกรมได้อย่างประสิทธิภาพ
  3. การใช้งาน Web Service เพื่อติดตามสถานการณ์ต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้บริหารจัดการน้ำบนมือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในอนาคตอันใกล้ คาดว่าชาวนาจะทำนาผ่านสมาร์ทโฟนได้ และแน่นอนว่าก็ต้องใช้สมาร์ทโฟนบริหารจัดการน้ำผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย

“ทุกวันนี้เวลาที่มีการประชุมกับเกษตรกร ทางชลประทานจะสร้างความเข้าใจว่า น้ำยังไม่มาต้องอีก 2 สัปดาห์ แต่ถ้าเรามีเครื่องมือ ทุกคนจะสามารถรับรู้รับทราบถึงสถานการณ์ได้ทันที การประชุมจะเป็นเพียงแค่มาประชุมว่า น้ำที่ไหลเข้ามานั้นมีคุณภาพเป็นอย่างไร ดังนั้น เราจะช่วยพัฒนากำลังคนให้เพิ่มขึ้นอย่างไร เพื่อช่วยประหยัดเวลาและประหยัดบุคลากรในพื้นที่ โดยไม่ต้องกังวลใจเรื่องของน้ำอีก นี่เป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนาระบบและสร้างคำตอบที่น่าพึงพอใจร่วมกัน” ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ กล่าวในที่สุด


ที่มา : เรียบเรียงจากรายงานข่าว เรื่อง “บริหารจัดการน้ำบนสมาร์ทโฟน…ความท้าทายใหม่ภายใต้วิกฤติน้ำ” ThaiPR.net (จันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2562)


ยังมีอีกหลากหลายไอเดีย ใช้นวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำอย่างได้ผล ให้อัปเดตกัน

สู้ ‘ภัยแล้ง’ 2562 รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ด้วยงานวิจัยวางแผนจัดการน้ำบาดาลอย่างเป็นระบบ

แชร์ประสบการณ์จริง ‘บริหารจัดการน้ำ’ สู้ภัยแล้ง 2562 ด้วยการเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ผสานเทคโนโลยีแห่งยุค

เปิดตัวงานวิจัยกระตุ้นจิตสำนึก ‘การประหยัดน้ำ’ ต่อยอดสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน