วิศวะจุฬาฯจับมือญี่ปุ่น เสนอโมเดล ‘บริหารจัดการความเสี่ยง’ อีกกี่ภัยพิบัติ ภาคอุตสาหกรรมไทยก็เอาอยู่

145

นอกเหนือจากเทคโนโลยีและดิจิทัลดิสรัปชัน ที่เข้ามากระตุ้นในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยต้องปรับตัวแล้ว ปัจจัยในด้านของการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยละเลยไปไม่ได้เช่นกัน เพราะถ้ากิจการใดมีการวางแผน ‘บริหารจัดการความเสี่ยง’ ที่ดี นั่นย่อมเป็นการเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจมีขีดความสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่สะดุดแม้ในช่วงเวลาที่อาจเกิดภัยพิบัติไม่คาดฝันขึ้น

และข้อมูลที่มาสนับสนุนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ควรมองข้ามในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติในปีนี้มาจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ฟันธงว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังขาดระบบการ ‘บริหารจัดการความเสี่ยง’ ด้านภัยพิบัติที่มากพอ ส่งผลให้แต่ละครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์อันเนื่องมาจากภัยพิบัติต่างๆ ก็มักจะส่งผลกระทบถึงความต่อเนื่องในการดำเนินงาน เช่น การผลิต ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 มีการคาดการณ์กันว่าอาจเกิดภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมฉับพลัน ความแห้งแล้ง และฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ได้ ดังนั้น นี่ควรเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมควรหันมาให้ความสนใจและวางแผนในการวางระบบ บริหารจัดการความเสี่ยง จากภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพได้แล้ว


ฟันธง 3 ภัยพิบัติ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2562

ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์

ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยระบบสารสนเทศการจัดการภัยพิบัติและความเสี่ยง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยเพิ่มเติม ถึง 3 ภัยพิบัติ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ พร้อมอัปเดตสถานการณ์การเตรียมความพร้อมระบบ บริหารจัดการความเสี่ยง ด้านภัยพิบัติ ของภาคอุตสาหกรรมไทยว่า

“ปัจจุบันภาครัฐและโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการผลิตเข้ามาใช้ในระบบอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น แต่จากข้อมูลกลับพบว่าโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งยังไม่มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่มากพอ ส่งผลให้ทุกครั้งที่เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันหรือภัยพิบัติอื่นๆ มักจะเกิดผลกระทบต่อระบบการผลิตทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและหลายธุรกิจจำเป็นต้องหยุดชะงัก ทั้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ของประเทศ กระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนและลดโอกาสทางธุรกิจไปโดยปริยาย”

ดร.ณัฏฐ์ ยังให้ข้อมูลต่อว่า สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยควรหันมาให้ความสนใจและวางแผนในเรื่องความเสี่ยงทางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะจากภัยพิบัติ 3 ประเภทได้แก่

  • ภัยแล้ง โดยเฉพาะในปีนี้ด้วยเหตุจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทจำเป็นจะต้องใช้น้ำเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิต โดยคาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมากจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ 3 จังหวัด ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ จังหวัด ระยอง ชลบุรี  และฉะเชิงเทรา ด้วย
  • น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในระดับที่รุนแรง แต่อาจมีผลในด้านความล่าช้าและความต่อเนื่องทั้งในการกระจายสินค้า การผลิต รวมถึงผลกระทบที่มีต่อเครื่องจักรและความปลอดภัย ส่วนปัญหาอุทกภัยคาดว่าปีนี้จะไม่อยู่ในระดับวิกฤต เนื่องด้วยข้อมูลการระบายของน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ และข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่ไม่น่ากังวลมากนัก
  • ปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 โดยเฉพาะในช่วงปลายปี (พฤศจิกายน – ธันวาคม) จนยาวไปถึงต้นปีถัดไปที่อาจจะมีความรุนแรง โดยโรงงานอุตสาหกรรมควรมีแผนควบคุมมลพิษที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมทั้งการจัดการหากสภาวะดังกล่าวอยู่ในขั้นวิกฤต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของบุคลากรหรือผู้ใช้แรงงาน

เสนอตัวช่วย โมเดลการ บริหารจัดการความเสี่ยง ด้านภัยพิบัติจากญี่ปุ่น อีกกี่ภัยพิบัติก็เอาอยู่

จากการคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการเกิดภัยพิบัติทั้งหมด กอปรกับสถานการณ์การวางระบบการรับมือกับความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของไทยที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่ง ดร.ณัฏฐ์ ย้ำชัดว่าการเตรียมพร้อมเพื่อรับกับภัยพิบัติมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทุกขนาดรวม ทั้งกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ควรมีการสรรหาเทคโนโลยีเพื่อรองรับหรือป้องกันผลกระทบดังกล่าว รวมถึงมีแผนในการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน (Business Continuity Management) ให้มากขึ้น ซึ่งยังเป็นผลดีในด้านการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาที่ในภาพรวมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

และเพื่อเป็นตัวช่วยของผู้ประกอบการไทย ทาง คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขอนำเสนอโมเดลลดปัญหาความเสี่ยงจากภัยพิบัติจากประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นลำดับต้นๆ ของการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่ดีเยี่ยมแห่งหนึ่งในโลก นั่นคือ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้ร่วมมือกับ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น และสถาบันเทคโนโลยีแห่งนาโงยะ นำแนวคิด  Area-Business Continuity Management (Area-BCM) หรือแนวคิดการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจระดับพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น มาพัฒนาเป็นระบบรับมือสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้เริ่มทดลองในสวนอุตสาหกรรมโรจนะเป็นที่แรก และจะมีการเปิดตัวระบบการทำงานอย่างเป็นทางการในงาน Maintenance & Resilience ASIA 2019 หรือ MRA 2019 ซึ่งจัดโดยสมาคมบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น (JMA) วันที่ 2 – 4 ตุลาคมที่จะถึงนี้

โดยล่าสุด คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้ง วิทยาลัยประชากรศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยง และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจก้า (JICA) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งนาโงยะ (Nagoya Institute of Technology) ประเทศญี่ปุ่น นำแนวคิด Area-Business Continuity Management (Area-BCM) หรือแนวคิดการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจระดับพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะคำนึงถึงทรัพยากรและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสำหรับรับมือผลกระทบด้านอุทกภัยแล้ว

ในโอกาสนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมวิจัยและพัฒนาแบบจำลองการบริหารจัดการน้ำร่วมกับศูนย์อุทกภัยและจัดการความเสี่ยงระดับประเทศ (ICHARM) ของประเทศญี่ปุ่นและหน่วยงานภาครัฐของไทย เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

ความร่วมมือกันในครั้งนี้ ก็เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านอุทกภัย ผลกระทบทางธุรกิจ ความเสี่ยงด้านสังคม และจัดทำแบบจำลองน้ำท่วมที่มีความแม่นยำ และแชร์ข้อมูลให้กับองค์กรและชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยกระดับความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ได้เริ่มศึกษาและวางแผนการพัฒนาในพื้นที่ศึกษาสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักจากมหาอุทกภัยในปีพ.ศ. 2554 และคาดว่าการพัฒนาระบบจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้ในนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างเป็นทางการประมาณปี 2565 เพื่อให้เป็นต้นแบบระบบสำหรับใช้ในการต่อยอดการพัฒนาสำหรับรับมือภัยแล้งหรือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และภัยพิบัติในด้านอื่นๆ ต่อไป


กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยหลากหลายนวัตกรรมรับมือภัยพิบัติ ต่อไปนี้

ปฏิรูประบบบริหารจัดการ ภัยพิบัติ ด้วย งานวิจัย ความหวังใหม่รับมือภัยในอนาคต

‘ใช้สมาร์ทโฟน & เอไอ บริหารจัดการน้ำ’ ความหวังและความท้าทายใหม่ บนเส้นทางกอบกู้วิกฤตน้ำระดับประเทศ

ภาครัฐ-เอกชน จับมือ พร้อมปรับตัวรับ ‘Energy disruption’ ด้วยนวัตกรรมพลังงานทดแทน