WHO ผนึกกำลังภาคีทั่วโลก เปิดเวทีถกปัญหาภัยจมน้ำ พร้อมแนะนำ นวัตกรรมรับมือปัญหา ‘เด็กจมน้ำ’ จากนานาชาติ

100

บ่อยครั้งที่เราใช้วลี “ลอยอยู่เหนือปัญหา” กับการหาแนวทางรับมือปัญหาอะไรสักอย่าง แต่สำหรับวิธีรับมือกับภัยสาธารณะอย่างการจมน้ำ การอยู่เหนือปัญหา อาจไม่ตอบโจทย์นัก เพราะการจะแก้ปัญหานี้อย่างได้ผล จำเป็นต้องคลุกวงใน เข้าใจสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการจัดงานประชุมภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออกว่าด้วยเรื่องการ ‘ป้องกันภัยจมน้ำ’ (SEA Regional Meeting on Drowning Prevention) ขึ้นครั้งแรก โดยโฟกัสไปที่ปัญหา ‘เด็กจมน้ำ’ เป็นหลัก

เวทีการประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากนานาชาติ ตั้งแต่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การอนามัยโลก (WHO) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันเรือชูชีพแห่งชาติ (RNLI) โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิก WHO South-East Asia และองค์กรนานาชาติ เข้าร่วมกว่า 16 ประเทศ

ภายในงาน มีการระดมสมอง แสดงความคิดเห็น ทัศนะ จากผู้มีประสบการณ์ระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนหาแนวทาง และพัฒนากลไกเพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นการป้องกันการจมน้ำ ร่วมกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินงานเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมทางสังคม ลดจำนวนและป้องกันไม่ให้ประชากรภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกสูญเสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างได้ผล


จมน้ำ ภัยสาธารณะ พรากชีวิตคนทั่วโลกมากกว่าที่คิด

ในปีหนึ่ง โลกเราต้องสูญเสียชีวิตผู้คนไปกว่า 3 แสนคน จากอุบัติเหตุจมน้ำ โดยมีถึงร้อยละ 90 ในจำนวนนี้เป็นประชากรในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ซึ่งครึ่งหนึ่งนั้นยังเป็นเด็กและเยาวชนอนาคตของชาติ โดยเฉพาะเด็กเล็กในวัย 1-4 ปี ถือเป็นวัยที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ที่สำคัญอุบัติเหตุ “เด็กจมน้ำ” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย

จากตัวเลขสถิติการเสียชีวิตที่มากเกินคาดคิดนี้เอง ที่ทำให้ องค์การอนามัยโลกประกาศให้ “การจมน้ำ” เป็นหนึ่งในภัยเร่งด่วนต่อสุขภาพของสาธารณชน โดยในทางปฏิบัติ WHO และประเทศสมาชิกทั่วโลก ต่างพยายามสร้างความตระหนักและส่งเสริมการดำเนินงานขับเคลื่อนที่สอดประสานกันเพื่อป้องกันภัยจมน้ำ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง

ดร.อไมเนอร์ ราห์มาน Aminur Rahman

ดร.อไมเนอร์ ราห์มาน Aminur Rahman จาก Centre for Injury Prevention and Research ประเทศบังคลาเทศ ได้ถ่ายทอดถึงแนวทางการป้องกันการจมน้ำในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยมีบังคลาเทศเป็นกรณีศึกษาโดยลักษณะทางภูมิศาสตร์ปรากฎชัดว่า บังคลาเทศ ที่มีวิถีชีวิตอยู่กับสายน้ำ ซึ่งจากการวิจัยข้อมูลในปี 2548 พบว่า บังคลาเทศมีสถิติประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี เสียชีวิตเพราะการจมน้ำถึง 17,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 50 ราย

“จากสถิติที่แสดงให้เห็นว่าประเทศรายได้น้อยถึงปานกลางมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำมากถึง ร้อยละ 90 เราพบว่าสาเหตุสำคัญเกิดจากประชากรในประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตและการทำมาหากินใกล้แหล่งน้ำ จึงมีความเสี่ยงบวกกับกับที่ผ่านมาปัญหาดังกล่าวถูกละเลยจากทั้งภาครัฐและสังคม โดยไม่ได้มีมาตรการใดๆ รองรับและขาดอุปกรณ์เครื่องมือป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ขณะเดียวกันความยากจนทำให้ผู้ปกครองมักวุ่นอยู่กับการทำมาหากิน จนขาดความใส่ใจบุตรหลานทำให้เกิดเหตุร้าย เด็กจมน้ำ ขึ้น บ่อยเป็นรายวัน”


บังคลาเทศโมเดล แก้ปัญหาจมน้ำ อย่างได้ผลด้วยชุดนวัตกรรมป้องกัน ‘เด็กจมน้ำ’

อย่างไรก็ดี แม้จะเกิดความตื่นตัวในการแก้ปัญหา เด็กจมน้ำ ในบังคลาเทศ ทว่า ดร.ราห์มาน ชี้ชัดว่าการนำบทเรียนในประเทศพัฒนาแล้วที่ประสบความสำเร็จมาใช้นั้น พบว่าไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศบังคลาเทศและประเทศในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ดร.อไมเนอร์ จึงแนะนำว่าแต่ละประเทศควรสร้างแนวทางการแก้ปัญหา เด็กจมน้ำ หรือการจมน้ำของประเทศที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ยกตัวอย่างที่ บังคลาเทศ ได้ออกแบบนวัตกรรมเพื่อรับมือปัญหาเด็กจมน้ำ ดังนี้

หนึ่ง จัดตั้งศูนย์เดย์แคร์Anchal’ ในชุมชน เพื่อดูแลเด็กวัย 1-5 ปี ที่พ่อแม่ต้องทำงานที่ไม่มีเวลาดูแล ในช่วงเวลากลางวัน โดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจะได้รับการอบรมเรื่องการระวังภัยทางน้ำในเด็ก และการเฝ้าระวังไม่ให้เด็กเล็กจะอยู่ในพื้นที่เสี่ยง (ใกล้น้ำ) ป้องกันหรือลดโอกาสเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 80

สอง จัดตั้ง SwimSafe ศูนย์ฝึกสอนทักษะการว่ายน้ำเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป โดยเด็กที่ผ่านการอบรมต้องสามารถว่ายน้ำได้ระยะไม่ต่ำกว่า  25 เมตร และลอยตัวในน้ำได้เองไม่ต่ำกว่า 30 วินาที รวมถึงฝึกทักษะการช่วยเหลือเมื่อประสบผู้ที่กำลังจมน้ำที่ถูกวิธี แนวทางดังกล่าวสามารถป้องกันหรือลดโอกาสเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 90

ปัจจุบัน SwimSafe สอนเด็กและเยาวชนให้ว่ายน้ำแล้วถึง 530,000 คน ทั่วประเทศ ส่วนศูนย์ Anchal สามารถป้องกันเด็กไม่ให้จมน้ำครอบคลุมกว่า 50,000 คน

อย่างไรก็ตาม บังคลาเทศ ไม่หยุดที่จะดำเนินโครงการ และยังตั้งเป้าที่จะให้เด็กของตนเองกว่า 34 ล้านคน สามารถว่ายน้ำเป็น และพัฒนาศูนย์ Anchal ให้ครบ 600,000 แห่งเพื่อดูแลเด็กเล็กกว่า 15 ล้านคน รวมถึงพัฒนาประชากรที่มีทักษะการช่วยเหลือผู้จมน้ำ ทุก 1 ต่อ 10 ราย

การบรรยายของ ดร.ราห์มาน ให้ข้อสรุปเป้นการชี้ให้เห็นถึง Key success ในประเด็นเรื่องการป้องกันภัยจมน้ำระดับประเทศ ว่า

“ปัจจัยความสำเร็จของการดำเนินโครงการป้องกันปัญหาเด็กจมน้ำในบังคลาเทศนั้นเกิดจากการวิจัยข้อมูล และการที่ภาคนโยบายยอมรับว่าการจมน้ำเป็นปัญหาสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กบังคลาเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะลดสถิติดังกล่าวโดยเปิดกว้างร่วมมือกับภาคเอกชน นักวิชาการ โรงเรียน และครอบครัว ซึ่งเป้นผุ้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในภารกิจนี้ทั้งหมด”


ส่องแนวคิด ความพยายาม และความสำเร็จ แก้ปัญหา เด็กจมน้ำ ของไทย

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย

ต่อมา นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้อัปเดตกับที่ประชุมถึงปัญหาภัยจมน้ำในประเทศไทยว่า “การจมน้ำ” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเป็นอันดับ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต จึงกำหนดมาตรการป้องกันอย่างจริงจังในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กระทั่งลดเด็กจมน้ำเสียชีวิตจากปีละ 1,500 คน เหลือ 681 ในปี 2561 ซึ่งเท่ากับว่าสามารถลดอัตราการตายลงได้ถึงร้อยละ 50

เมื่อได้ฟังแบบนี้แล้ว นับเป็นข่าวดีที่เชื่อว่าชาวไทยหลายคนยังไม่ได้ทราบกัน โดยความสำเร็จนี้ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า

“เคล็ดลับความสำเร็จในการแก้ปัญหาอย่างได้ผลนี้ มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนของสังคมต้องที่มาขับเคลื่อนนโยบายป้องกันภัยจมน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดการแหล่งน้ำในชุมชนที่พบว่าเป็นจุดเสี่ยงที่เด็กเสียชีวิตมากที่สุด ต้องทำให้ปลอดภัย โดยเครือข่ายในชุมชนมาร่วมมือกัน”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์

“แต่ละโรงเรียนควรรู้ว่าแม่น้ำ ในชุมชน มีจุดเสี่ยงอย่างไรบ้าง สอง คือเสื้อชูชีพควรพกเป็นนิสัย ถ้าจำเป็นต้องนั่งเรือ หรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับการลงน้ำ และสามคือต้องสร้างความตระหนัก ให้เด็กมีทักษะการช่วยเหลือ ตะโกน โยน ยื่น เป็นทักษะที่ดี และเด็กควรลอยตัวในน้ำได้อย่างน้อย 30 วินาที เพื่อรอเวลาช่วยเหลือ ซึ่งแนวทางดังกล่าวเรามีตัวอย่างความสำเร็จ เช่น โรงเรียนที่พิษณุโลกได้นำไปปฏิบัติและเห็นผลชัดเจน”

นอกจากการขับเคลื่อนแนวคิดการป้องกันในเชิงรุกแล้ว ดร.สุปรีดา ชี้ว่าเรายังต้องขับเคลื่อนแนวราบควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยที่ผ่านมา มีการดำเนินการ ดังนี้

  • ในฐานะหน่วยงานส่งเสริม ป้องกัน และดูแลลสุขภาพ ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานการทำงานระหว่างภาคราชการกับหน่วยงานต่างๆอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม อาทิ การออกกำลังกายเพื่อรอดชีวิตทางน้ำ เปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงเป็นพื้นที่เล่นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อทำให้แหล่งน้ำในชุมชนปลอดภัย
  • ผลักดันให้เกิดมาตรการสนับสนุนป้องกันการจมน้ำของเด็กในระดับจังหวัด
  • สนับสนุนให้ศูนย์วิจัย หน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ มีบทบาทในการสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก อย่าง โรงพยาบาลรามาธิบดี พัฒนากล่องชุดความรู้ 5 ทักษะ ความปลอดภัยทางน้ำ เป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ครูช่วยเรื่องการเรียนการสอน 5 ทักษะ ความปลอดภัยทางน้ำที่สามารถสอนผ่านกิจกรรมเกม ที่ทั้งเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ชุมชนเอง ก็สามารถนำไปต่อยอดได้

“แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยจมน้ำได้ชัดเจน แต่สถานการณ์และข่าวสารที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุจมน้ำ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อย จึงยังน่าเป็นห่วง และยังต้องการความร่วมมือทุกฝ่าย โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่น ที่จะมาร่วมกันทำให้การป้องกันปัญหานี้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นได้อย่างยั่งยืน” ดร.สุปรีดา กล่าวในที่สุด


WHO ปิดท้ายการนำเสนอ กับการแนะนำ คู่มือปฏิบัติการ: การจมน้ำ คัมภีร์ป้องกันการจมน้ำครบทุกมิติ

ดร.เดวิด เมดดิง David Meddings

ด้าน ดร.เดวิด เมดดิง David Meddings ผู้แทนจาก WHO ได้กล่าวแนะนำ คู่มือปฏิบัติการ: การจมน้ำ (Preventing Drowning: an Implementing Guide)  โดยเนื้อหาในคู่มือนี้เป็นกี่ต่อยอดมาจากรายงานการจมน้ำระดับโลกปี 2557 ซึ่งแต่ละแนวทางการดำเนินงานและขั้นตอนที่นำเสนอนี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ดร.เมดดิง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงคู่มือปฏิบัติการ : การจมน้ำ เพิ่มเติมว่า

“คู่มือนี้ นอกจากจะรวบรวมกรณีศึกษาของแต่ละประเทศแล้ว ยังประกอบด้วย 6 มาตรการป้องกันการจมน้ำ และ 4 กลยุทธ์ ที่เป็นการออกแบบจากการรวบรวมและวิเคราะห์กรณีศึกษาของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยการนำไปใช้แต่ละประเทศควรมีการศึกษาและพัฒนาแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ”

“ผู้ที่ควรจะนำคู่มือนี้ไปใช้ ก็มีทั้งผู้ที่เป็นระดับปฏิบัติการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับ การรณรงค์ป้องกันปัญหา และทั้งในระดับภาคนโยบายที่ควรเป็นผู้ผลักดันแผนพัฒนาความปลอดภัยทางน้ำแห่งชาติ ควรใช้กฎหมายช่วยสนับสนุนมาตรการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการกำหนดและบังคับใช้ระเบียบข้อบังคับในการเดินเรือ การขนส่งทางน้ำและการโดยสารเรือข้ามฟาก เพื่อที่จะทำให้การคมนาคมทางน้ำปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”


ที่มา : เรียบเรียงจาก รายงานข่าว เรื่อง “WHO ดึงภาคี เปิดเวที ป้องภัยจมน้ำระดับโลก” โดย Donnaya Suvetwethin วันที่ 02 สิงหาคม 2562 (ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ภาพโดย สสส.)


ยังมีอีกหลากหลายนวัตกรรมที่มาช่วยดูแลสุขภาพ ลดการเสียชีวิต อย่างได้ผล มาอัปเดตกันต่อ

การแพทย์ไทยครอง ‘อันดับ 2 ของโลก’ ยุติ ‘การติดเชื้อ HIV’ จากแม่สู่ลูกได้สำเร็จ

ป่วยหยอดกระปุก “แอร์ออฟฟิศ” ฆ่า! ไร้ปรานี

Axis iCare โซลูชันเพื่อสังคมจาก Huawei ใช้เทคช่วยป้องกันเด็กหาย