สาลิกาคาบข่าว Vol.225/62

155
ข่าววันนี้

เปิดฟลอร์! ครม.เศรษฐกิจนัดแรกบิ๊กตู่ชูโมเดล “BCG” อุ้มฐานรากเกษตรกร

www.thaigov.go.th

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกำหนดการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกในวันศุกร์ที่ 16 ..นี้ โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะนำเสนอให้ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจพิจารณา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้บริโภค ขณะที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้กำชับว่าการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆก็ตาม ขอให้ทุกกระทรวงช่วยกันดู ไม่ใช่แค่กระทรวงการคลังเท่านั้น แต่กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้แต่กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงอุดมศึกษาก็ต้องช่วยคิดมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวร่วมกัน นอกจากนี้ยังฝากให้ทุกๆ กระทรวงพิจารณาโมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “BCG” ที่เสนอโดยนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ด้วย “B” คือ Bio Economy, “C” คือ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่วน “G” คือ Green Economy ซึ่งโมเดลนี้จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อย่างแท้จริง

ชี้ผังเมืองอีอีซีเน้นประโยชน์ชุมชน สุขภาวะประชาชน หนุนเศรษฐกิจ ปกป้องระบบนิเวศ

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวถึงความสำคัญของการจัดทำผังเมืองในพื้นที่อีอีซีว่า เนื่องจากผังเมืองเดิมเป็นผังเมืองจังหวัดซึ่งจัดทำขึ้นคนละเวลาและไม่มีความเชื่อมโยงกันทั้งพื้นที่ แต่เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่ร่วม 3 จังหวัด (ฉะเชิงเทราระยองชลบุรี) จึงต้องปรับปรุงการใช้พื้นที่ให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และสอดคล้องกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการจัดทำผังเมืองคำนึงถึงความเชื่อมโยงของระบบต่างๆตามหลักวิชาผังเมือง โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างต่อเนื่องรวม 40 ครั้งและดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่กำหนดให้คุ้มครองเคารพเยียวยาคำนึงถึงความสัมพันธ์กับชุมชนสุขภาวะของประชาชนสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศปกป้องผืนป่าไม่ให้เปลี่ยนแปลงหรือลดลงยกระดับพื้นที่ชุมชนเป็นชุมชนเมืองรวมถึงกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆให้เหมาะสมตามศักยภาพและบทบาทของพื้นที่พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบสาธารณูปโภครองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและชนบทให้มีความเหมาะสมคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ชงแผนพัฒนา AI ระดับชาติ รับอุตสาหกรรมยุคใหม่ในอีอีซี

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพัฒนาการศึกษา บุคลากรและเทคโนโลยีในพื้นที่อีอีซี กล่าวในงานเสวนาภูมิทัศน์ใหม่ของธุรกิจอุตสาหกรรมไทย ปี 2020…ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นจัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) โดยได้ยกประเด็นบทบาทของ AI & Deep Tech ไม่ว่าจะเป็น Blockchain, Cloud, AI, Fintech, Quantum Computing จะเข้ามาเปลี่ยนธุรกิจอุตสาหกรรม Machine Learning และ Big Data เป็น “หนทางรอด” เดียวของเราไปสู่ความยั่งยืน ในปี 2020 คาดว่างานของคน 1.8 ล้านคน จะตกเป็นของ AI แต่ขณะเดียวกันก็จะสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้นมารองรับอีกถึง 2.3 ล้านคน ภารกิจสำคัญคือการพัฒนาการศึกษาบุคลากร รองรับการพัฒนาประเทศและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ช่วงเปลี่ยนผ่านแห่งยุค  “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่นโครงการอีอีซีจึงตั้งเป้าที่จะผลิตบุคลากรรองรับงานในสาขาต่าง ๆ ประมาณ 479,000 คนใน 10 เขตคลัสเตอร์ภาคตะวันออก โดย 38,000 คนจะรองรับงานเกี่ยวกับหุ่นยนต์, 120,000 คนรองรับตลาดงานด้านการพัฒนาดิจิทัล และ 15,000 คนจะประกอบอาชีพ Data Scientists ซึ่งอีอีซีถูกวางไว้เป็น Smart City และ Digital Hub ในภูมิภาค ประเทศไทยจึงควรเร่งเตรียม 1.แผนพัฒนา AI ระดับชาติ 2.ให้การศึกษามาอยู่ใน loop เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรม 3.พัฒนากลยุทธ์ Information Science และ Data Analytics และ 4.ทำแผนส่งเสริม Incentive Package รวมทั้งเสริมความร่วมมือของทุกภาคส่วน เช่น อีอีซี กับ วสท., สมาคมสถาปนิกสยามและสมาคม BIM ประเทศไทย เป็นต้น

ความเชื่อมั่นเอกชนยังไม่ฟื้น ดัชนีต่ำสุดรอบ 18 เดือน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2562  จากสมาชิกภาคธุรกิจทั่วประเทศ 369 ราย พบว่า ธุรกิจมีความกังวลต่อปัญหาสงครามการค้าระดับโลกระหว่างสหรัฐกับประเทศจีน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและการส่งออก สถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรทำให้เกิดความเสียหาย ตัวเลขการส่งออกของประเทศไทยเดือนมิถุนายนและช่วงครึ่งปีแรกติดลบ รวมถึงกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 46.7 จากเดือนมิถุนายนอยู่ระดับ 47.1 เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 และเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 18 เดือนนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ระดับ 48.2 จากระดับ 48.7

ดึงผู้ว่าฯทั่วประเทศร่วมค้นสินค้าจีไอเสริมศักยภาพท้องถิ่น

..วันเพ็ญ นิโครวนจำรัส รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ จะทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อร่วมกันค้นหาสินค้ารายการใหม่ๆ ที่จะสนับสนุนให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ)  ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เพิ่มจำนวนสินค้าจีไอ ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากเพิ่มอีกแค่จังหวัดละ 1 รายการ ก็จะมีสินค้าจีไอเพิ่มขึ้นอีก 77 รายการ แต่กรมฯ คิดว่าน่าจะเพิ่มถึง 100 รายการได้ สำหรับที่ผ่านมาได้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้ว 111 รายการ จาก 71 จังหวัด ยังเหลืออีกแค่ 6 จังหวัดก็จะมีสินค้าจีไอครบทุกจังหวัด

รับกระแสคนรุ่นใหม่ สังคมสูงวัย ธุรกิจเสริมสุขภาพเติบโตทั่วโลก

นายธนา ลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยผลวิจัยจาก TCDC เมื่อปี 2561 ระบุว่า ธุรกิจที่ส่งเสริมให้คนมีสุขภาพดีเติบโตขึ้นทั่วโลกถึง 10.6% หรือคิดเป็น 122 ล้านล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็วทุกปีและยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดคอลลาเจนเองมีการเติบโตต่อเนื่อง 10-30% ต่อปี และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องไปอีก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2562 ที่ผ่านมาทิศทางของตลาดอาหารเสริมเริ่มฟื้นตัวดีกว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ประกอบกับปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้มงวดในธุรกิจอาหารเสริม มีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้อง ไม่ได้มาตรฐาน และโฆษณาเกินจริงอย่างเข้มงวด ทำให้ในปีนี้ผู้บริโภคมีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีความปลอดภัย อีกทั้งปัจจุบันกระแสการใส่ใจสุขภาพได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นเทรนด์ของสังคม

มะกันโชว์กฎใหม่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์หมดสิทธิ์ขอกรีนการ์ด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ เปิดตัวกฏระเบียบใหม่ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ปฏิเสธผู้ยื่นขอรับสถานะผู้อยู่อาศัยชั่วคราวและถาวร หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อป้องกันการขอรับความช่วยเหลือสาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ, คูปองอาหาร, การประกันสุขภาพ เป็นต้น จากเดิมที่คนต่างถิ่นคนเข้าเมืองไม่มีสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากโครงการช่วยเหลือต่างๆจนกว่าจะได้รับกรีนการ์ด แต่กฎใหม่ได้ขยายคำจำกัดความถึงบุคคลที่อาจกลายเป็นผู้ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐ (public charge) เท่ากับว่าผู้ยื่นความจำนงจำเป็นต้องแสดงรายได้เพื่อให้ได้รับวีซ่าจากสหรัฐฯ นับเป็นความพยายามปรับลดจำนวนคนเข้าเมืองโดยไม่ต้องผ่านการแก้กฎหมายจากสภาคองเกรส เนื่องจากกฎระเบียบใหม่นี้มีต้นตอจากกฎหมายคนเข้าเมือง 1882 ที่อนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯปฏิเสธวีซ่าใครก็ตามที่อาจกลายเป็นบุคคลที่ต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐ คาดว่าเมื่อกฎระเบียบนี้ประกาศใช้ในกลางเดือนตุลาคม จะมีผู้ถูกปฏิเสธการขอกรีนการ์ดให้กับคนในครอบครัวหลายแสนคน จากข้อมูลในปี 2016 มีการอนุมัติกรีนการ์ดแก่ผู้ยื่นขอกว่า 800,000 ราย