สงครามการค้า – อัตราเงินเฟ้อ – วิกฤตหนี้ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

175

การรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกนั้นจำเป็นที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนการเปิดตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของไทยก็คาดว่าจะส่งสัญญาณที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่


หากพิจารณาจากที่มีการประชุมถกเถียงกันในฟอรั่มสถานการณ์เศรษฐกิจโลก มีประเด็นที่น่าสนใจคือ นายอังเดร โฮฮลิน ซีอีโอบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน อีโวลก้าคาพิตอล รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐเติบโตมากเกินไปและนานเกินไปเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาการเติบโตที่ยาวนานที่สุดในรอบ 150 ปีที่ผ่านมา

คาดว่าไม่น่าเกินปี 2020 ที่จะได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (ปัจจุบันเป็นวิกฤตจากสงครามการค้า) โดยสามารถพิจารณาจากตัวชี้วัดบันทึกความเข้มข้นด้านเงินทุนของจีดีพี (ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้จำนวนเงินที่ใช้ในการผลิตสินค้าเมื่อเทียบกับมูลค่ารวมและมูลค่าของต้นทุนการผลิตอื่นๆ)

ความเข้มข้นของเงินทุนจีดีพีโลกปี 2007 สูงกว่า 115% และความเข้มข้นของเงินทุนของจีดีพีสหรัฐเกือบ 140% แต่ในปี 2018 ตัวชี้วัดนี้คิดเป็น 93% ของโลก และของสหรัฐมากกว่า 148% ตามลำดับ

การเพิ่มทุนของตลาดในสหรัฐนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่า อยู่ในฐานะผู้ป่วยซึ่งมีแนวโน้มที่ใกล้จะตาย และตัวบ่งชี้อีกตัวหนึ่งที่บ่งชี้คือ การเพิ่มขึ้นของหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกลไกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐคือ เศรษฐกิจหนี้

สถานการณ์เกี่ยวกับหนี้ของประเทศสหรัฐมีมูลค่าถึง 22 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งในปีนี้จะอยู่ที่ 80% ของจีดีพี ตัวเลขนี้น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังมีข้อมูลที่ไม่เปิดเผยรายงานว่า ความสำเร็จของจีนในรอบ 30 ปี ซ่อนหนี้ไว้ที่ 300% ของจีดีพี

ในขณะที่การเติบโตของเงินทุนและการเติบโตของหนี้สาธารณะเกิดขึ้นจากการลดลงของภาคการผลิต ความต้องการของผู้บริโภคก็อยู่ในระดับต่ำมาก จึงมีแนวโน้มที่จะลดลงอีกเนื่องจากภาระหนี้ของประชากรและรายได้ที่ลดลง

อีกประการหนึ่ง การเติบโตของเงินทุนและการเติบโตของหนี้สาธารณะเกิดขึ้นเนื่องจากการผลิตลดลง ตัวชี้วัดสำคัญหลายตัวบ่งชี้ว่า อยู่ในช่วงแรกของวิกฤตดัชนี PMI อุตสาหกรรมทั่วโลกลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤต 50 จุด ซึ่งมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าดัชนีจะลดลงอีก นี่คือภาวะเงินฝืดระดับโลก

สถานการณ์แบบนี้ การตั้งเป้า ‘อัตราเงินเฟ้อ’ ของธนาคารกลางแทบไม่มีความหมายและอัตราดอกเบี้ยที่สูงก็เป็นปัญหา อย่างที่เคยระบุว่า ความภาคภูมิใจด้านเงินสำรองของประเทศที่สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก ขัดแย้งกับระดับคุณภาพชีวิตนั้น เป็นอาการที่ผิดปกติ ซึ่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนปัจจุบันเคยแสดงตัวว่า เป็นผลงานของตัวเองเพราะไทยเป็นรัฐกำลังพัฒนา นั่นหมายถึงการใช้จ่ายและการลงทุนกระจุกตัวอยู่แค่คนบางกลุ่มและอยู่ในสภาพที่ล้นเหลือ (ไม่สามารถลงทุนต่อไปได้อีก)

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุนและทำให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพราะมีแรงจูงใจด้านความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกและทำให้ประเทศเพื่อนบ้านได้ยอดการส่งออกเพิ่ม

การเติบโตของประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับ ‘อัตราเงินเฟ้อต่ำ’ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะเป็นสัญญาณเตือนภัยรอบแรก และในทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว อัตราเงินเฟ้อ มักอยู่ใกล้กับศูนย์หรือไม่เกิน 2% นี่เป็นการบ่งบอกว่า คนรุ่นใหม่จะยากจนกว่าเดิมและอยู่ได้ด้วยสินเชื่อเครดิต

ลักษณะอาการแบบนี้ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘วิกฤตวงจรเศรษฐกิจระยะกลาง’ (วงจรนี้มีอายุประมาณ 7-11 ปี) หากคำนวณตัวชี้วัดดังกล่าวคาดว่าปี 2020 วิกฤตเศรษฐกิจโลกมาแน่ ผลที่ตามมาจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการผลิตเกินกำลังว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่ง วิกฤตนี้ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมกำลังการผลิต นำไปสู่การทำลายทรัพยากรวัสดุและแรงงาน ในทางกลับกัน วิกฤตทำหน้าที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปรับปรุงเทคนิค เทคโนโลยี และโครงสร้างของการผลิตทางสังคม

สังเกตว่าวงจรเศรษฐกิจนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและผู้ผลิตแต่ละรายอย่างเท่าเทียมกัน

โดยปกติแล้วอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าคงทนและอุตสาหกรรมก่อสร้างจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากการผลิตที่ลดลง ส่วนภาคการผลิตสินค้าไม่คงทน ผู้บริโภคตอบสนองต่อขั้นตอนของวงจรอุตสาหกรรมในระดับที่น้อยกว่า เนื่องจากความต้องการสินค้าเหล่านี้ไม่สามารถลดลงต่ำกว่าระดับที่แน่นอน

หากพิจารณาขั้วเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์และสามารถอยู่รอดได้ด้วยการขับเคลื่อนตลาดภายในประเทศและตลาดของประเทศเพื่อนบ้านที่เห็นศักยภาพว่า เป็นอีกทางที่จะสนับสนุนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจ (หากไทยใช้แนวทางนี้น่าจะรอด)

ที่สำคัญในชั่วโมงนี้ การลงทุนในทองคำ ยังบ่งบอกถึงความต้องการที่จะกระจายความเสี่ยงของรัฐบาลและกองทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจ ตอนนี้น่ากังวลแทนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก ในเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันเพราะคนลดกำลังซื้อกันทั่วโลก


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย